เกิดใหม่ยุค 70 ขอเป็นภรรยาผู้แสนดี

77.0K · จบแล้ว
อิ๋นเยว่
31
บท
3.0K
ยอดวิว
8.0
การให้คะแนน

บทย่อ

ชาติก่อนโง่งม หลงเชื่อคำลวงของขยะเปียกจนทอดทิ้งลูกน้อยและสามีทหารอนาคตไกล สุดท้ายต้องตายอย่างอนาถา แต่สวรรค์ยังมีตา ‘จ้าวซินเหมย’ ได้ย้อนเวลากลับมาในคืนที่กำลังจะหนีตามชายชู้ "ฉันไม่หย่า ต่อให้คุณไล่ให้ตาย ฉันก็จะไม่ไปจากบ้านหลังนี้" ใบหย่าถูกฉีกทิ้งต่อหน้าผู้กองหนุ่มหน้านิ่งอย่าง ‘จงอู๋จี้’ ชาตินี้เธอตั้งปณิธานไว้แล้วว่าจะปฏิวัติตัวเองใหม่ ไม่ขอเป็นอีกแล้วผู้หญิงหูเบาที่ใครๆ ก็ตราหน้าว่าร้ายกาจ ลูกน้อยที่เคยหวาดระแวง เธอจะทะนุถนอมเลี้ยงดูให้จ้ำม่ำ สามีที่เคยเย็นชา เธอจะใช้เสน่ห์ปลายจวักและอาหารรสเลิศมัดใจเขาให้อยู่หมัด ส่วนญาติจอมปลิงและอดีตชายชู้ที่คอยจ้องจะกัดไม่ปล่อยน่ะเหรอ? หึ เข้ามาสิสหาย แม่จะฟาดให้หน้าหงายแล้วส่งเข้าซังเตให้หมด เตรียมพบกับเส้นทางสู้ชีวิตในยุค 70 ของภรรยาสายซัพพอร์ต ที่จะพลิกวิกฤตความจนด้วยพรสวรรค์ทางธุรกิจ ก้าวสู่การเป็นเถ้าแก่เนี้ยโรงงานเครื่องดื่มระดับประเทศ พร้อมกับภารกิจละลายน้ำแข็งในใจสามีมาดขรึม... ที่เพิ่งรู้ตัวว่าพ่อคุณซ่อนความรวยเอาไว้เปย์เมียหนักมาก

ยุค70เกิดใหม่ข้ามมิตินางเอกเก่งนอกใจฟินๆทหารยกโทษ/โอกาสอีกครั้ง

บทที่ 1 คืนแตกหักและการตัดสินใจ

ความเจ็บปวดราวกับเรือนร่างถูกกงล้อเหล็กบดขยี้แล่นปราดเข้าสู่ทุกอณูประสาท จ้าวซินเหมยพยายามกรีดร้อง แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากลำคอที่แห้งผากเป็นผง มีเพียงความเย็นเยียบของค่ำคืนเดือนมืดที่เสียดแทงผิวเนื้อจนขนลุกเกรียว

เปลือกตาที่หนักอึ้งราวกับมีหินถ่วงค่อยๆ ปรือขึ้นอย่างยากลำบาก ความมืดมิดรอบกายไม่ได้น่ากลัวเท่ากับภาพความทรงจำสุดท้ายที่ยังคงสลักแน่นอยู่ในมโนสำนึกเปลวไฟสีส้มแดงฉานที่ตะกละตะกลามลามเลียร่างของเธออย่างหิวกระหาย ความร้อนระอุที่แผดเผาผิวหนังจนพุพองส่งกลิ่นไหม้ และเสียงหัวเราะเย้ยหยันอย่างสะใจของหลี่กังกับจ้าวซินรั่ว ชายหญิงสารเลวคู่นั้นที่ร่วมมือกันผลักเธอลงสู่ขุมนรกอเวจี

“เวรเอ๊ย”

เธอสะดุ้งเฮือก ลืมตาโพลงในทันที เหงื่อเย็นเฉียบไหลซึมชื้นไปทั่วแผ่นหลังและไรผม ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่เพราะอากาศที่หนาวเหน็บ แต่เป็นเพราะความตื่นตระหนกสุดขีด และความจริงอันน่าเหลือเชื่อที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า

จ้าวซินเหมยกวาดตามองไปรอบตัวอย่างงุนงงสับสน นี่ไม่ใช่โรงพยาบาลที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นยาฆ่าเชื้อ และยิ่งไม่ใช่กองเพลิงที่เผาผลาญทุกสิ่งจนมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน แต่มันคือห้องนอนเก่าๆ ที่เธอทั้งคุ้นเคยและเกลียดชัง ผนังดินดิบที่ฉาบไว้หยาบๆ มีรอยแตกระแหงปรากฏให้เห็นอยู่ทั่ว หลังคาที่มุงด้วยกระเบื้องดินเผาสีซีดมีรูรั่วเล็กๆ พอให้แสงจันทร์ในคืนข้างแรมส่องลอดลงมาเป็นลำบางเบา แสงสลัวนั้นอาบไล้หีบไม้ใบเก่าที่วางอยู่ปลายเตียง บนหีบมีเสื้อผ้าสองสามชุดพับกองไว้อย่างลวกๆ ข้างกันนั้นคือกระเป๋าผ้าใบเก่าคร่ำคร่าที่ถูกยัดข้าวของจนแน่นตุง

กระเป๋าใบนั้น

ราวกับมีสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมากลางกระหม่อม จ้าวซินเหมยจำได้แม่นยำจนถึงกระดูกดำ นี่คือคืนที่เธอตัดสินใจทำเรื่องโง่เขลาเบาปัญญาที่สุดในชีวิต คืนที่เธอรวบรวมข้าวของส่วนตัวเพื่อจะหนีตามหลี่กัง ไอ้คนสารเลวที่ล่อลวงเธอด้วยคำหวานลมๆ แล้งๆ และคำสัญญาจอมปลอม

ในชาติที่แล้วเธอมองว่าจงอู๋จี้ สามีทหารของเธอเป็นแค่คนเถรตรง น่าเบื่อ พูดน้อยราวกับกลัวดอกพิกุลจะร่วง และไม่เคยเข้าอกเข้าใจความต้องการของเธอเลยแม้แต่น้อยนิด เธอหลงมัวเมาอยู่กับคำยกยอปอปั้นของหลี่กัง ยุวชนปัญญาชนหน้าตาหมดจดที่ถูกส่งมาจากเมืองใหญ่ เขาทั้งดูดี มีการศึกษา พูดจาไพเราะอ่อนหวาน และให้สัญญาว่าจะพาเธอไปเสวยสุข มีชีวิตที่ดีกว่าในเมืองหลวง

ด้วยความโง่เขลา เธอจึงทิ้งสามีและลูกชายวัยห้าขวบผู้เป็นแก้วตาดวงใจไปอย่างไม่ไยดี เพียงเพื่อจะพบว่า ‘ชีวิตที่ดีกว่า’ ที่หลี่กังมอบให้คือการหลอกใช้เธอเป็นบันไดให้ตัวเองไต่เต้าขึ้นที่สูง เขาสูบเงินเก็บก้อนสุดท้ายที่เธอแอบขโมยสามีมาจนหมดสิ้น แล้วก็ถีบหัวส่งเธอไปแต่งงานกับลูกสาวของท่านผู้นำหน่วยงานเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพการงานของตัวเอง ส่วนเธอก็ถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นหญิงไร้ยางอาย ถูกครอบครัวตัดขาด ถูกชาวบ้านในหมู่บ้านทหารซุบซิบนินทาจนไม่มีที่ยืน ต้องระหกระเหินไปทำงานรับจ้างในเมืองอื่น ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากแสนสาหัสยิ่งกว่าตอนอยู่ที่นี่เสียอีก

สุดท้ายข่าวร้ายที่สุดก็เดินทางมาถึงหูเธอ จงอู๋จี้ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงระหว่างปฏิบัติภารกิจจนเสียชีวิต ส่วนเสี่ยวรุ่ย ลูกชายสุดที่รักของเธอ ก็กลายเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกส่งไปอยู่สถานเลี้ยงเด็ก ก่อนจะป่วยตายอย่างน่าเวทนาในอีกไม่กี่ปีต่อมาโดยที่เธอไม่มีโอกาสแม้แต่จะไปดูใจเป็นครั้งสุดท้าย

ชะตาชีวิตของเธอเองก็จบสิ้นลงอย่างน่าสมเพช เมื่อบุกไปทวงถามความยุติธรรมจากหลี่กังที่กำลังเสวยสุขอยู่บนกองเงินกองทอง เธอกลับถูกจ้าวซินรั่ว น้องสาวต่างแม่ที่แอบคบชู้กับหลี่กังมาโดยตลอด ผลักเข้าไปขังไว้ในห้องเก็บของแล้วจุดไฟเผาทั้งเป็น

ความเจ็บปวด ความขมขื่น ความแค้น และความเสียใจอันท่วมท้นถาโถมเข้าใส่ดวงใจราวกับคลื่นยักษ์สึนามิ น้ำตาเม็ดโตร่วงเผาะๆ ลงบนผ้าห่มผืนบางที่เต็มไปด้วยรอยปะชุนจนแทบจะหาเนื้อผ้าเดิมไม่เจอ

“ฮึก...เสี่ยวรุ่ยอู๋จี้” เสียงของเธอแหบพร่าและสั่นเครือ เธอยกมือขึ้นปิดหน้า ปล่อยให้ธารน้ำตาแห่งความสำนึกผิดไหลทะลักออกมาอย่างไม่อาจกลั้น

สวรรค์มีตาจริงๆ ฟ้าดินยังคงเมตตา ให้โอกาสเธอย้อนกลับมาแก้ไขความผิดพลาดเลวร้ายทั้งหมดนี้

‘ฉันจะไม่โง่อีกแล้ว จะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิมเด็ดขาด’

ความคิดนั้นเป็นเหมือนกระแสไฟฟ้าที่กระตุ้นให้จ้าวซินเหมยดีดตัวลุกขึ้นจากเตียงในทันที ความเย็นเฉียบจากพื้นดินที่เท้าเปล่าสัมผัสช่วยเรียกสติสัมปชัญญะให้กลับคืนมาได้ส่วนหนึ่ง เธอมองไปที่กระเป๋าใบนั้นด้วยแววตารังเกียจราวกับมันเป็นอสรพิษร้าย มือบางคว้ามันขึ้นมาแล้วเทของทุกอย่างลงบนเตียงอย่างไม่ไยดี เสื้อผ้าเก่าๆ เงินไม่กี่หยวน และจดหมายฉบับหนึ่งที่พับไว้อย่างดี

มันคือจดหมายที่หลี่กังเขียนนัดแนะให้เธอไปพบที่หัวสะพานท้ายหมู่บ้านตอนตีสามของคืนนี้

ดวงตาของจ้าวซินเหมยลุกวาวด้วยเพลิงโทสะ เธอกำจดหมายในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ก่อนจะออกแรงฉีกมันออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างไม่ลังเล เศษกระดาษปลิวว่อนราวกับหิมะสีขาวที่โปรยปรายลงบนพื้นดินเย็นเฉียบภายในห้อง

เธอจะไม่ไป ไอ้ชาติชั่วหลี่กัง แกจะรอไปจนรากงอกที่สะพานนั่นก็เรื่องของแก

จากวินาทีนี้เป็นต้นไป เธอจะใช้ชีวิตในฐานะภรรยาและแม่ที่ดี จะชดเชยให้จงอู๋จี้กับเสี่ยวรุ่ยอย่างสุดความสามารถ ใครหน้าไหนที่บังอาจคิดจะมาทำลายครอบครัวของเธออีก มันผู้นั้นต้องข้ามศพเธอไปก่อน

แอ๊ด

เสียงบานประตูไม้ที่เก่าจนผุเปิดออกอย่างเชื่องช้าเสียดสีกับวงกบ ทำลายความเงียบสงัดของค่ำคืนลงอย่างสิ้นเชิง ร่างสูงใหญ่ของชายผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในห้อง แสงจันทร์ที่ส่องลอดเข้ามาอาบไล้เรือนร่างกำยำของเขา เผยให้เห็นเครื่องแบบทหารสีเขียวขี้ม้าที่สวมใส่อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ใบหน้าคมคายเคร่งขรึม ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวกำลังจ้องมองมาที่เธออย่างเย็นชาจนแทบจะแช่แข็งคนได้ทั้งเป็น

จงอู๋จี้

หัวใจของจ้าวซินเหมยกระตุกวูบและหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขากลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ตามกำหนดการ เขาควรจะกลับมาถึงค่ายในตอนเช้าไม่ใช่หรือ

“คุณคุณกลับมา” เธอกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคออย่างยากลำบาก เสียงที่เปล่งออกไปเบาหวิวจนแทบจะกลืนหายไปกับความมืด

จงอู๋จี้ไม่ตอบคำถามนั้น สายตาคมปลาบของเขากวาดมองเศษกระดาษที่กระจายอยู่บนพื้น สลับกับข้าวของที่เกลื่อนกลาดอยู่บนเตียง และกระเป๋าที่เปิดอ้าซ่าราวกับกำลังเยาะเย้ยการตัดสินใจอันโง่เขลาของเธอ สุดท้ายสายตาของเขาก็กลับมาหยุดนิ่งที่ใบหน้าซีดเผือดของเธออีกครั้ง ความผิดหวังฉายชัดอยู่ในแววตาคู่นั้นอย่างไม่คิดจะปิดบังแม้แต่น้อย

“เก็บของเสร็จแล้วสินะ” น้ำเสียงของเขาราบเรียบไร้ระลอกคลื่นแห่งอารมณ์ใดๆ “ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องเสียเวลาพูดจาให้มากความ”

เขายื่นกระดาษแผ่นหนึ่งมาตรงหน้าเธอ มันคือ ‘ใบสำคัญการหย่า’ ตัวอักษรสีดำขลับบนกระดาษสีขาวสะอาดทิ่มแทงหัวใจของจ้าวซินเหมยจนเจ็บแปลบ ชาติก่อนเธอกระโจนรับมันมาด้วยความดีใจสุดขีด เซ็นชื่อตัวเองลงไปโดยไม่แม้แต่จะชายตามองหน้าเขาด้วยซ้ำ

แต่ชาตินี้ไม่มีทาง

“ไม่” เธอส่ายหน้าช้าๆ น้ำตาที่เพิ่งเหือดแห้งไปกลับเอ่อคลอขึ้นมาอีกระลอก “ฉัน...ฉันไม่หย่า”

จงอู๋จี้ขมวดคิ้วเข้มเข้าหากันเล็กน้อย แววตาฉายแววประหลาดใจระคนดูแคลน “จ้าวซินเหมย เลิกเล่นละครตบตาได้แล้ว ไม่ใช่หรือไงที่คุณเป็นคนร้องแรกแหกกระเชอเรื่องนี้มาตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา ตอนนี้ผมทำตามที่คุณต้องการแล้ว คุณควรจะดีใจไม่ใช่เหรอ”

“ไม่ ฉันไม่ต้องการมันแล้ว”

จ้าวซินเหมยตะโกนสุดเสียง ก่อนจะทำในสิ่งที่ทำให้จงอู๋จี้ ชายผู้ไม่เคยแสดงอาการตื่นตระหนกแม้ในสนามรบ ต้องตกตะลึงจนเบิกตากว้าง

ตุ้บ

ร่างบางทรุดฮวบลงกับพื้น เข่าทั้งสองข้างกระแทกพื้นดินแข็งๆ ที่อัดแน่นอย่างแรงจนเธอรู้สึกเจ็บจี๊ดไปถึงกระดูก แต่ความเจ็บปวดทางกายนั้นเทียบไม่ได้เลยแม้แต่เศษเสี้ยวกับความหวาดกลัวที่จะต้องสูญเสียเขาและลูกไปอีกเป็นครั้งที่สอง สองแขนของเธอโอบรัดท่อนขาที่แข็งแกร่งราวกับเสาเหล็กกล้าของเขาไว้แน่น ซบใบหน้าที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาลงบนกางเกงเครื่องแบบสีเข้มของเขา

“ฉันไม่หย่า ไม่หย่าเด็ดขาด คุณอู๋จี้ ฉันขอโทษฮือฉันผิดไปแล้ว ได้โปรดได้โปรดอย่าทิ้งฉันไปเลยนะ”

จงอู๋จี้ตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน เขายืนนิ่งงัน พยายามจะขยับขาหนี แต่เธอกลับยิ่งกอดรัดแน่นขึ้นอีกราวกับคนจมน้ำที่คว้าขอนไม้ท่อนสุดท้ายไว้ได้ สัมผัสเปียกชื้นจากน้ำตาของเธอที่ซึมผ่านเนื้อผ้าหนาเข้ามาทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกน้ำร้อนลวกบริเวณนั้น

“ปล่อย” เขาเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังปั่นป่วนวุ่นวายอยู่ข้างในอย่างสุดความสามารถ

“ไม่ปล่อย ถ้าคุณไม่รับปากว่าจะไม่หย่ากับฉัน ฉันก็จะกอดคุณอยู่อย่างนี้แหละ” เธอพูดทั้งที่ยังสะอึกสะอื้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตาที่แดงก่ำและบวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนัก

แล้วเธอก็ยื่นมือไปข้างหน้า คว้าใบหย่าที่เขายังคงถือค้างไว้ในอากาศมาฉีกกระชากมันจนขาดวิ่นไม่มีชิ้นดีต่อหน้าต่อตาเขา

“เห็นไหม ฉันฉีกมันทิ้งแล้ว ต่อให้คุณเอามาอีกร้อยฉบับ ฉันก็จะฉีกมันให้หมด จงอู๋จี้ คุณไล่ให้ตายฉันก็ไม่ไปจากที่นี่ ที่นี่คือบ้านของฉัน”

เศษกระดาษสีขาวร่วงหล่นลงบนพื้นเหมือนดอกไม้กระดาษที่ใช้ในงานศพ จงอู๋จี้ยืนนิ่งงันไปอย่างสมบูรณ์ เขาเตรียมใจมาแล้วว่าจะต้องเผชิญหน้ากับการถากถาง การเยาะเย้ย หรือแม้กระทั่งการปรี๊ดแตกโวยวายของเธอ เขาเตรียมคำพูดเย็นชามากมายเพื่อจะตัดบทสนทนาและจบเรื่องราวบ้าๆ นี้ให้เร็วที่สุด แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้ามันเกินกว่าที่เขาจะคาดคิดไปไกลโข

ผู้หญิงที่เคยจ้องมองเขาด้วยแววตารังเกียจเดียดฉันท์มาโดยตลอด ผู้หญิงที่เคยป่าวประกาศว่าการแต่งงานกับเขาคือความผิดพลาดที่สุดในชีวิตของเธอ ตอนนี้กำลังคุกเข่ากอดขาเขา ร้องไห้ฟูมฟายราวกับใจจะขาด และฉีกใบหย่าที่ตัวเองเคยเรียกร้องปาวๆ ทิ้งอย่างไม่เสียดาย

นี่มันละครฉากไหนกัน

“จ้าวซินเหมย” เขากดเสียงต่ำ พยายามดึงขาออกอีกครั้งแต่ก็ยังคงไร้ผล “ลุกขึ้นมา แล้วเลิกทำตัวน่าสมเพชเสียที คุณคิดว่าเล่นละครน้ำเน่าแบบนี้แล้วผมจะใจอ่อนหรือไง”

“ฉันไม่ได้เล่นละคร” เธอสวนกลับทันควัน เงยหน้าขึ้นสบตาเขานิ่ง แววตาของเธอในยามนี้ไม่มีความเสแสร้งหรือเล่ห์เหลี่ยมใดๆ ที่เขาเคยเห็นจนชินตา มีเพียงความจริงใจ ความเจ็บปวดรวดร้าว และความมุ่งมั่นแน่วแน่ที่ส่องประกายออกมาอย่างชัดเจนจนน่าประหลาดใจ

น้ำตาของเธอยังคงไหลไม่หยุด แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่น้ำตาแห่งการเรียกร้องความสนใจหรือบีบคั้นเอาแต่ใจ แต่เป็นน้ำตาแห่งความสำนึกผิดอย่างสุดซึ้งที่มาจากก้นบึ้งของหัวใจ

“ฉันรู้...ฉันรู้ว่าที่ผ่านมาฉันทำตัวเลวร้ายกับคุณและลูกมากแค่ไหน ฉันมันโง่เง่า หูเบา และหลงผิดไปไกล แต่ตอนนี้ฉันตาสว่างแล้วจริงๆ นะอู๋จี้” เสียงของเธอยังคงสั่นเครือแต่แฝงไปด้วยความหนักแน่น “ได้โปรดให้โอกาสฉันสักครั้งได้ไหม แค่ครั้งเดียวให้โอกาสฉันได้แก้ตัว ให้ฉันได้เป็นภรรยาที่ดีของคุณ เป็นแม่ที่ดีของเสี่ยวรุ่ยนะ”

จงอู๋จี้ชะงักงันไปชั่วขณะ เขาก้มลงมองลึกเข้าไปในดวงตาที่ชุ่มโชกไปด้วยหยาดน้ำของเธอ พยายามค้นหาร่องรอยของการหลอกลวงที่คุ้นเคย แต่สิ่งที่เขาสัมผัสได้กลับมีเพียงความอ้อนวอนอย่างจริงใจจนหัวใจที่เคยด้านชาราวกับหินผาของเขาเริ่มเกิดรอยร้าวเล็กๆ ขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

ผู้หญิงคนนี้เปลี่ยนไปงั้นหรือ หรือนี่เป็นเพียงอุบายใหม่ที่แยบยลและแนบเนียนกว่าเดิม

เขายังจำได้ดีถึงสายตาเหยียดหยามที่เธอมองเขาและลูกชาย จำได้ถึงคำพูดทิ่มแทงที่กรีดหัวใจเขาจนเป็นแผลเหวอะหวะมานับครั้งไม่ถ้วน แต่จ้าวซินเหมยที่อยู่ตรงหน้าเขานี้กลับดูเหมือนเป็นคนละคนกับภรรยาที่เขาเคยรู้จักโดยสิ้นเชิง

ความสับสนฉายชัดขึ้นในแววตาของเขาเป็นครั้งแรก เขาเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง สันกรามบดเข้าหากันอย่างใช้ความคิดหนัก

“คุณต้องการอะไรกันแน่” ในที่สุดเขาก็ถามออกมา น้ำเสียงยังคงแข็งกระด้าง แต่ก็เจือความลังเลอยู่ไม่น้อย

จ้าวซินเหมยรีบส่ายหน้าอย่างแรงจนผมเผ้าที่ไม่ได้ดูแลมานานสยายไปมา “ฉันไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น ไม่ต้องการเงิน ไม่ต้องการของมีค่าอะไรทั้งสิ้น ฉันต้องการแค่คุณกับลูกต้องการแค่ครอบครัวของเรากลับมาเป็นเหมือนเดิม”

เธอค่อยๆ คลายมือที่กอดขาเขาออก แต่ยังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิม สองมือกุมประสานกันไว้ตรงหน้าอย่างวิงวอน

“ฉันรู้ว่ามันยากที่จะให้คุณเชื่อใจในตอนนี้แต่ได้โปรดเถอะนะอู๋จี้ อย่าเพิ่งผลักไสฉันไปเลย ให้เวลาฉันพิสูจน์ตัวเองได้ไหม ถ้าถ้าหลังจากนี้ฉันยังทำตัวไม่ดีอีก ตอนนั้นคุณจะหย่ากับฉัน จะไล่ฉันออกจากบ้านหลังนี้ ฉันก็จะไปโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น”

ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วห้องอีกครั้ง มีเพียงเสียงสะอื้นเบาๆ ของเธอกับเสียงลมหายใจหนักๆ ของเขา จงอู๋จี้ยืนนิ่งไม่ไหวติงเหมือนรูปสลักหิน ดวงตาคมกริบยังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของภรรยาไม่วางตา เขากำลังชั่งน้ำหนักอย่างหนักหน่วงระหว่างความเจ็บปวดในอดีตกับความหวังริบหรี่ที่เพิ่งจะจุดประกายขึ้นในใจอย่างไม่คาดฝัน

เศษกระดาษที่เคยเป็นใบสำคัญการหย่ากองอยู่บนพื้นอย่างเงียบงัน เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการแตกหักที่ยังไม่สมบูรณ์

เวลาผ่านไปเนิ่นนานราวกับชั่วนิรันดร์ ในที่สุด จงอู๋จี้ก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“ลุกขึ้น” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย แม้จะยังคงความเย็นชาเอาไว้ก็ตาม “พื้นมันเย็น”