บทที่ 5 ตลาดมืดและเสบียง - 1
หนึ่งสัปดาห์เต็มผ่านไปนับตั้งแต่วันที่ป้าสะใภ้หวังถูกไล่ออกจากบ้านไปราวกับสุนัขจรจัด ความตึงเครียดที่เคยขึงอยู่กลางอากาศภายในบ้านหลังเล็กได้คลายตัวลงอย่างช้าๆ มันไม่ได้หายไปเสียทีเดียว แต่เปลี่ยนรูปจากความเย็นชาบาดผิวมาเป็นความเงียบสงบที่ต่างฝ่ายต่างเว้นระยะให้กันและกัน
จ้าวซินเหมยใช้ปลายทัพพีกวาดข้าวสารเม็ดสุดท้ายที่นอนก้นถังไม้อย่างแผ่วเบา เสียงขูดขีดของโลหะกับเนื้อไม้แห้งๆ ดังก้องกังวานในความเงียบยามบ่าย มันเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุด เสียงที่ปลุกความทรงจำอันน่าหวาดหวั่นจากชาติภพก่อนให้หวนกลับมาความหิวโหย มันเริ่มต้นด้วยเสียงว่างเปล่าแบบนี้เสมอ
เธอเงยหน้าขึ้นมองไปยังกรอบประตู แสงแดดสีอำพันสาดส่องลงบนแผ่นหลังกว้างของจงอู๋จี้ เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นดิน ใช้มีดเล่มเล็กที่คมกริบเกลาท่อนไม้อย่างประณีตและอดทน เศษไม้ร่วงหล่นลงบนพื้นทีละน้อย เผยให้เห็นรูปทรงของนกป่าตัวเล็กที่ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น ข้างกายเขา จงรุ่ยนั่งเท้าคาง จ้องมองการเคลื่อนไหวของมือบิดาอย่างหลงใหล ดวงตากลมโตเป็นประกายด้วยความชื่นชมอย่างไม่ปิดบัง เป็นภาพของความผูกพันอันเรียบง่ายที่ทำให้หัวใจของซินเหมยรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
“ข้าวสารจะหมดแล้ว” น้ำเสียงของเธอเรียบสนิท แต่ก็หนักแน่นพอที่จะทำลายสมาธิของคนทั้งคู่ได้
มือที่กำลังสลักลายปีกนกของจงอู๋จี้หยุดนิ่งไปชั่วขณะ เขาไม่ได้หันกลับมามอง “อืม” เป็นคำตอบรับในลำคอที่สั้นและห้วนตามปกติ แต่กลับไม่มีความเย็นชาเหมือนเช่นเคย
“ฉันจะขึ้นเขาไปดูสักหน่อย” ซินเหมยกล่าวต่อ พลางปลดตะกร้าสานใบเก่าที่แขวนอยู่บนผนังดินลงมา “อาจจะพอหาผักป่าหรือเห็ดอะไรได้บ้าง”
ในที่สุดชายหนุ่มก็วางงานในมือลง เขาหันมาสบตาเธอโดยตรง แววตาของเขายังคงนิ่งสงบเหมือนผืนน้ำในบ่อลึก แต่ซินเหมยกลับสัมผัสได้ถึงกระแสความรู้สึกบางอย่างที่ไหลวนอยู่ภายใต้นั้น “ระวังตัวด้วย”
เพียงแค่สามพยางค์ธรรมดา แต่มันกลับเหมือนสายน้ำอุ่นที่ไหลเข้าสู่หัวใจที่เคยแห้งแล้งของเธอ นี่เป็นประโยคที่แสดงความห่วงใยอย่างตรงไปตรงมาที่สุดเท่าที่เธอเคยได้ยินจากปากเขา
“แม่ ให้ผมไปด้วยนะครับ” เสี่ยวรุ่ยวิ่งปราดเข้ามากอดขาเธอไว้แน่น เงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาอ้อนวอน
ซินเหมยย่อตัวลง ใช้หลังมืออังแก้มอุ่นๆ ของลูกชายอย่างอ่อนโยน “บนเขาทั้งสูงทั้งชัน มีแมลงและยุงเยอะแยะไปหมด เสี่ยวรุ่ยอยู่เล่นกับท่านพ่อที่นี่ดีกว่านะ รอแม่กลับมา เดี๋ยวแม่จะหาผลไม้ป่าอร่อยๆ มาฝาก”
เด็กชายเม้มปากเล็กน้อย แต่ก็ยอมพยักหน้ารับแต่โดยดี “ครับ” เขาปล่อยมือจากขาของเธอแล้ววิ่งกลับไปนั่งข้างบิดาตามเดิม ความเปลี่ยนแปลงในตัวลูกชายที่ว่านอนสอนง่ายขึ้นทำให้ซินเหมยต้องลอบยิ้มออกมา
เธอสะพายตะกร้าขึ้นหลัง ตรวจดูมีดพกเหน็บเอวและไม้เท้ายาวอีกครั้งก่อนจะก้าวออกจากบ้าน มุ่งตรงไปยังทิวเขาที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลังหมู่บ้าน แดดยามบ่ายของปลายฤดูร้อนยังคงแผดเผาความร้อนระอุลงมา ไอชื้นจากใบไม้ที่เน่าเปื่อยทับถมกันบนพื้นดินลอยขึ้นมาปะทะจมูก เธอใช้ไม้เท้ายาวในมือตีไปตามพงหญ้ารกชัฏเป็นระยะๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอสรพิษซ่อนกายอยู่
สองชั่วยามผ่านไปอย่างเชื่องช้า ซินเหมยเดินลึกเข้ามาในป่าจนแทบจะมองไม่เห็นแนวเขตหมู่บ้านแล้ว แต่สิ่งที่เธอเก็บได้กลับมีเพียงผักขมและยอดเฟิร์นไม่กี่กำมือ กับเห็ดพิษสีสันฉูดฉาดอีกสองสามกลุ่ม ความหวังที่เคยมีค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับแสงตะวันที่เริ่มคล้อยต่ำลง
หรือโชคชะตาจะเล่นตลกกับเธออีกครั้ง ให้โอกาสเธอกลับมามีชีวิต แต่กลับต้องมาเผชิญกับความอดอยากซ้ำรอยเดิม
ขณะที่ความท้อแท้เริ่มกัดกินหัวใจและเรียวขาเริ่มอ่อนล้าจนแทบก้าวไม่ออก หางตาของเธอก็เหลือบไปเห็นสีสันประหลาดที่โคนต้นไม้ใหญ่ซึ่งผุพังจนเหลือแต่ตอ มันเป็นสีน้ำตาลแดงเข้มจนเกือบเป็นสีม่วง ฉาบด้วยความมันวาวราวกับเคลือบเงา งอกซ้อนกันเป็นชั้นๆ มีรูปทรงคล้ายพัดครึ่งวงกลม
ชีพจรของเธอเต้นกระหน่ำขึ้นมาในทันใด ลมหายใจติดขัดอยู่ในลำคอ นี่มันเห็ดหลินจือ ไม่ใช่แค่เห็ดหลินจือธรรมดา แต่เป็นเห็ดหลินจือสีม่วงคุณภาพชั้นเลิศ ดอกใหญ่โตสมบูรณ์ขนาดนี้ ในยุคสมัยที่ธรรมชาติยังไม่ถูกทำลาย มันคือขุมทรัพย์ดีๆ นี่เอง
‘พระเจ้า ในที่สุดท่านก็มองเห็นฉัน’ ซินเหมยตะโกนก้องอยู่ในอก เธอรีบวางตะกร้าลงแล้วย่องเข้าไปสำรวจอย่างระแวดระวังที่สุด สอดส่ายสายตามองไปรอบๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสัตว์ป่าอยู่บริเวณนั้น เมื่อทุกอย่างปลอดภัยดีแล้ว เธอก็ค่อยๆ คุกเข่าลง ใช้มีดพกที่พกติดตัวมาบรรจงแซะเห็ดดอกใหญ่ออกจากขอนไม้ผุอย่างเบามือที่สุด หัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นจนมือไม้สั่นไปหมด เธอถอดเสื้อคลุมตัวนอกของตัวเองออกมาห่อหุ้มดอกเห็ดไว้อย่างแน่นหนา ประหนึ่งมันเป็นแก้วล้ำค่าที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ ก่อนจะวางมันลงในก้นตะกร้าอย่างนุ่มนวลที่สุด แล้วจึงนำผักป่าที่เก็บได้ก่อนหน้ามาวางทับไว้ด้านบนเพื่อเป็นการพรางตา
ขากลับลงจากเขา ฝีเท้าของซินเหมยเบาหวิวราวกับจะลอยได้ ในสมองของเธอประมวลผลแผนการต่างๆ อย่างรวดเร็ว เห็ดดอกนี้คือตั๋วที่จะพลิกชีวิตของครอบครัวเธอ แต่การจะเปลี่ยนมันให้เป็นเงินตรานั้นต้องใช้ความรอบคอบอย่างที่สุด สหกรณ์รับซื้อของป่าของทางการให้ราคาต่ำเตี้ยเรี่ยดินและเต็มไปด้วยคำถาม ของล้ำค่าเช่นนี้มีเพียงที่เดียวที่คู่ควรตลาดมืดในตำบล
รุ่งเช้าของอีกวัน ซินเหมยตื่นตั้งแต่ไก่โห่ เธอบอกจงอู๋จี้ว่าจะเข้าไปในตำบลเพื่อเอาของไปให้สหายเก่าคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคำโกหกที่พอจะฟังขึ้น จงอู๋จี้เพียงแค่พยักหน้า ไม่ได้ซักถามอะไรเพิ่มเติม เธอหยิบเอาเสื้อผ้าเก่าสีตุ่นๆ ของเขามาสวมทับชุดของตัวเอง มันทั้งหลวมและดูมอซอจนแทบจะจำเค้าเดิมไม่ได้ จากนั้นก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่โพกศีรษะและปิดบังใบหน้าจนเหลือเพียงดวงตาคมกล้าคู่หนึ่ง เห็ดหลินจือ ถูกห่อผ้าซ้ำอีกชั้นแล้ววางลงในตะกร้าที่รองด้วยฟางแห้งอย่างดี จากนั้นเธอก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ตัวตำบลที่อยู่ห่างออกไปกว่าสิบกิโลเมตร
ตลาดมืดซ่อนตัวอยู่ในตรอกแคบๆ ชื้นแฉะหลังตลาดสดของทางการ กลิ่นดิน กลิ่นอับ และกลิ่นสมุนไพรปะปนกันจนน่าเวียนหัว บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความตึงเครียดและหวาดระแวง ผู้คนที่เดินสวนกันไปมาต่างก้มหน้าก้มตา สวมหมวกสานปีกกว้างหรือใช้ผ้าคลุมหน้าเพื่อปิดบังตัวตน การแลกเปลี่ยนซื้อขายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ มีเพียงเสียงกระซิบกระซาบและเสียงกระทบกันของเหรียญเท่านั้นที่ดังเล็ดลอดออกมา
ซินเหมยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อรวบรวมความกล้า เธอเดินสำรวจไปรอบๆ อย่างไม่รีบร้อน สายตากวาดมองสังเกตการณ์อย่างใจเย็น จนกระทั่งไปหยุดอยู่ที่ชายวัยกลางคนคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่หลังแผงไม้เล็กๆ เขามีสมุนไพรแห้งวางอยู่เพียงไม่กี่ห่อ แต่ดวงตาของเขากลับไม่ได้อยู่ที่สินค้าของตัวเองเลยแม้แต่น้อย มันกวาดมองผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างประเมินและตีราคา
เธอตัดสินใจแล้วว่าจะเริ่มจากคนนี้
“สหาย มีของดีอะไรมาปล่อยรึ” ชายคนนั้นเอ่ยทักขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงเนือยๆ ราวกับคนติดฝิ่น
ซินเหมยไม่ตอบเป็นคำพูด แต่ค่อยๆ วางตะกร้าลงบนพื้น แล้วแง้มผ้าที่คลุมอยู่ออกเพียงเล็กน้อยพอให้เห็นสีน้ำตาลแดงมันวาวของเห็ดหลินจือที่อยู่ข้างในแวบหนึ่ง
แววตาที่เคยเนือยๆ ของชายคนนั้นพลันลุกวาวขึ้นมาทันที เขารีบกวักมือเรียกเธอให้ขยับเข้าไปในมุมอับที่ลับตากว่าเดิม “ไหนๆ ฉันขอดูของให้ชัดๆ หน่อยสิแม่หนู”
ซินเหมยเปิดผ้าที่คลุมออกอย่างช้าๆ เมื่อชายคนนั้นเห็นขนาดและความสมบูรณ์แบบของเห็ดหลินจือ เขาก็ถึงกับเบิกตาโพลง แต่เพียงชั่วอึดใจ เขาก็สามารถเก็บสีหน้าตกตะลึงนั้นไว้ได้ แล้วเปลี่ยนเป็นตีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ “อ้อก็แค่เห็ดป่าธรรมดาๆ ฉันให้ห้าหยวนแล้วกัน ถือว่าสงสาร”
คำพูดของเขาทำให้ซินเหมยอยากจะหัวเราะเยาะออกมาดังๆ ห้าหยวน เขาคิดว่าเธอเป็นเด็กสามขวบหรืออย่างไร นี่มันยิ่งกว่าการกดราคา แต่มันคือการปล้นกันซึ่งๆ หน้าชัดๆ
“ลุงคิดว่าฉันโง่หรือไง” น้ำเสียงของเธอเย็นเฉียบลอดผ่านผืนผ้าออกมา “เห็ดหลินจือสีม่วงดอกใหญ่ขนาดนี้ สภาพสมบูรณ์ไร้ที่ติแบบนี้ ต่อให้เอาไปส่งโรงรับซื้อยาของรัฐบาลยังได้ราคาไม่ต่ำกว่าห้าสิบหยวน นี่ลุงจะให้ฉันแค่ห้าหยวน คิดจะเอาเปรียบกันเกินไปหน่อยมั้ง”
ชายคนนั้นมีสีหน้ากระอักกระอ่วนขึ้นมาทันทีที่รู้ว่าเธอไม่ใช่หมูในอวย “โธ่ แม่คุณ นี่มันตลาดมืดนะ ไม่ใช่ตลาดทางการ ทุกอย่างมันมีความเสี่ยง ถ้าเจ้าหน้าที่บุกมาทีก็เจ๊งกันหมด ฉันให้ราคาสูงสุดได้แค่สิบหยวน เอาก็เอา ไม่เอาก็แล้วแต่”
“ถ้าอย่างนั้นฉันไปหาเจ้าอื่นดีกว่า” ซินเหมยทำทีเป็นเก็บของใส่ตะกร้าแล้วเตรียมจะลุกขึ้นยืน เธอรู้ดีว่าไพ่เหนือกว่าอยู่ในมือเธอ
“เดี๋ยวก่อนสิ” ชายคนนั้นรีบคว้าข้อมือเธอไว้แน่น “ยี่สิบ ฉันให้เจ้ายี่สิบหยวน นี่สุดๆ แล้วจริงๆนะ”
เสียงต่อรองที่เริ่มดังขึ้นของทั้งคู่ไปเข้าหูของชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งที่ยืนกอดอกพิงกำแพงอยู่ในเงามืด เขาค่อยๆ ก้าวออกมาจากมุมมืดนั้น ร่างของเขาสูงใหญ่จนบดบังแสงสว่างจนเกือบมิด ทำให้พ่อค้าเจ้าเล่ห์หน้าซีดเป็นไก่ต้ม
“มีเรื่องอะไรกัน” เสียงของเขาแหบต่ำและทรงอำนาจอย่างประหลาด
พ่อค้าเจ้าเล่ห์รีบปล่อยมือจากแขนของซินเหมยทันที แล้วโค้งตัวลงน้อยๆ “ไม่มีอะไรครับท่านเกา ไม่มีอะไรเลย แค่แค่คุยเรื่องราคากันนิดหน่อยครับผม”
