บทที่ 4 ปะทะญาติจอมปลิง
สายลมต้นฤดูใบไม้ร่วงพัดโชยเข้ามาทางหน้าต่างบานเล็ก กลิ่นดินชื้นและใบไม้แห้งกรอบปะปนกับกลิ่นสมุนไพรจางๆ ที่จ้าวซินเหมยกำลังคัดแยกและตากไว้บนกระจาดไม้ไผ่ ผ่านไปเกือบสิบวันแล้วนับตั้งแต่วันที่บรรยากาศในบ้านตระกูลจงเปลี่ยนรูปทรงไปอย่างสิ้นเชิง ความเย็นชาที่เคยเป็นเหมือนเกราะน้ำแข็งรอบตัวจงอู๋จี้เริ่มมีรอยปริให้เห็น แม้จะยังคงเป็นชายพูดน้อย ตื่นเช้ามืดและกลับบ้านตรงเวลาเช่นเคย แต่สายตาที่เขามองมาที่เธอไม่ได้มีเพียงความว่างเปล่าอีกต่อไป มันมีความพินิจพิเคราะห์ แฝงด้วยความฉงนสนเท่ห์ที่ไม่อาจปิดบังได้มิด
จ้าวซินเหมยใช้ปลอกนิ้วดันเข็มให้ทะลุผ่านเนื้อผ้าฝ้ายหนาของชุดทหารสีเขียวมะกอก นี่เป็นชุดตัวเก่าของจงอู๋จี้ที่ข้อศอกเปื่อยขาดเป็นรูเล็กๆ เธอกำลังปะมันอย่างตั้งใจ ฝีเข็มที่ปักลงไปนั้นสม่ำเสมอและเรียบเนียนจนแทบจะกลืนไปกับเนื้อผ้าเดิม ไม่เหมือนงานของจ้าวซินเหมยคนก่อนเลยแม้แต่น้อยนิด ความทรงจำจากการทำงานในโรงงานตัดเย็บในชาติที่แล้วค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมา กลายเป็นทักษะติดตัวที่เธอไม่เคยคิดว่าจะได้ใช้อีก
ข้างๆ กันบนพื้นกระดานขัดมัน เสี่ยวรุ่ยกำลังนั่งเล่นต่อแท่งไม้เป็นรูปบ้านหลังเล็กๆ เด็กน้อยไม่ได้วิ่งหนีหรือแสดงท่าทีหวาดระแวงเธอเหมือนช่วงสัปดาห์แรกอีกต่อไปแล้ว แม้จะยังไม่ยอมเอ่ยปากเรียกคำว่า ‘แม่’ แต่ก็ยอมให้เธอลูบศีรษะและรับขนมมันเทศนึ่งที่เธอยื่นให้โดยไม่ปัดทิ้ง ความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เปรียบดั่งน้ำทิพย์ชโลมใจที่แห้งผากของซินเหมย
ความเงียบสงบยามบ่ายถูกทำลายลงด้วยเสียงทุบประตูที่ดังโครมครามราวกับพายุพัดกระหน่ำ เสียงกระแทกหนักๆ ทำให้บานประตูไม้สั่นสะเทือนไปทั้งบาน
ทั้งซินเหมยและเสี่ยวรุ่ยสะดุ้งสุดตัว เด็กน้อยทำแท่งไม้ในมือหล่นกระจาย รีบวิ่งถลาไปหลบอยู่หลังเก้าอี้ของเธอ มือเล็กๆ กำชายเสื้อของซินเหมยไว้แน่น ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก
“ซินเหมย นังเด็กไม่รักดี เปิดประตูเดี๋ยวนี้ รู้ทั้งรู้ว่าป้าจะมาเยี่ยมยังจะขังตัวเองอยู่ในบ้านอีกรึไง”
เสียงแหลมสูงเสียดแก้วหูที่คุ้นเคยจนแทบจะฝังเข้าไปในไขกระดูกทำให้ใบหน้าของซินเหมยเย็นเยียบลงในบัดดล ป้าสะใภ้หวังญาติห่างๆ ข้างมารดาของเธอนั่นเอง ในชาติที่แล้ว หญิงคนนี้คือหนึ่งในปลิงที่คอยสูบเลือดครอบครัวของเธอจนแทบไม่เหลืออะไร อาศัยความเป็นผู้ใหญ่และความสัมพันธ์ทางสายเลือดมาฉกฉวยข้าวของเครื่องใช้ไปไม่หยุดหย่อน เธอเคยโง่เขลาถึงขนาดขนเสบียงในบ้านไปประเคนให้ด้วยความเกรงใจและอยากจะเอาหน้า ทั้งที่สามีและลูกของตัวเองยังกินไม่อิ่มท้องด้วยซ้ำไป
ครั้งนี้อย่าได้หวังเลยว่าจะได้อะไรติดมือกลับไปแม้แต่เมล็ดข้าวสารเพียงเดียว
เธอวางงานเย็บปักในมือลง ลูบศีรษะปลอบเสี่ยวรุ่ยเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ไม่ต้องกลัวนะลูก อยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวแม่ไปจัดการเอง”
ซินเหมยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมสติและความเยือกเย็นทั้งหมดที่มี แล้วจึงเดินไปที่ประตู ค่อยๆ ดึงสลักไม้ออก ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือหญิงวัยกลางคนร่างท้วมในชุดผ้าฝ้ายพิมพ์ลายดอกไม้สีสดจนแสบตา เธอกำลังยืนเท้าสะเอว หายใจหอบแฮ่กๆ ใบหน้าที่โปะแป้งจนขาววอกมันย่องไปด้วยเหงื่อ ดวงตาเรียวเล็กตวัดมองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างประเมินค่าและไม่พอใจ
“แหมนึกว่าจะต้องให้คนมาพังประตูเข้าไปเสียแล้ว ทำอะไรอยู่ถึงได้ชักช้านักหา” ป้าสะใภ้หวังบ่นอุบอิบพลางเบียดร่างอวบอ้วนของตนผ่านธรณีประตูเข้ามาในบ้านโดยไม่รอให้เจ้าของบ้านเอ่ยปากเชิญแม้แต่คำเดียว สายตาของเธอกวาดไปทั่วห้องโถงอย่างรวดเร็ว จมูกโด่งรั้นสูดฟุดฟิดเหมือนสุนัขตำรวจที่กำลังดมกลิ่นหาของกลาง
“คุณป้าหวังมีธุระด่วนอะไรหรือคะ” ซินเหมยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ปิดประตูลงกลอนอย่างใจเย็น การกระทำของเธอแสดงออกชัดเจนว่าไม่ได้ยินดีต้อนรับแขกคนนี้เลยแม้แต่น้อย
“มีธุระสิ มีธุระใหญ่หลวงด้วย” หญิงสูงวัยทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวที่แข็งแรงที่สุดเสียงดังปัง จนเก้าอี้ส่งเสียงประท้วงออดแอด เธอหยิบพัดกระดาษออกมาโบกสะบัดพั่บๆ สร้างลมไล่ความร้อน “ป้าได้ยินข่าวมาว่าแกอาละวาดไล่ตีสหายหลี่กังจนวิ่งหนีหางจุกตูดไปเลยเหรอ ทำตัวไม่งามเอาเสียเลย เป็นผู้หญิงมีสามีแล้วยังไปยุ่งกับชายอื่นจนเกิดเรื่องอื้อฉาว น่าอับอายขายขี้หน้าบรรพบุรุษ”
ซินเหมยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ข่าวแพร่กระจายไปไวจริงๆ แต่ดูเหมือนเนื้อหาจะถูกบิดเบือนไปไม่น้อยตามประสาปากชาวบ้าน “หนูแค่ปกป้องเกียรติของครอบครัวเราค่ะ คนที่ไม่หวังดีจะมาทำลายบ้านของเรา หนูจะยืนดูอยู่เฉยๆ ได้อย่างไรคะ”
“ปกป้องครอบครัว” ป้าสะใภ้หวังหัวเราะเสียงแหลมจนน่ารำคาญ “อย่ามาพูดจาให้สวยหรูหน่อยเลย ที่แท้ก็กลัวว่าตัวเองจะถูกทิ้ง อดเกาะสามีทหารกินสบายไปวันๆ ล่ะสิไม่ว่า แต่ช่างเถอะ เรื่องของแกป้าไม่อยากจะยุ่งให้มากความหรอกนะ ที่ถ่อมาวันนี้ก็เพราะความเป็นห่วงล้วนๆ”
เธอแสร้งทำหน้าตาเห็นอกเห็นใจ ยื่นหน้ามันๆ เข้ามาใกล้ กลิ่นแป้งราคาถูกผสมกับกลิ่นเหงื่อลอยมาปะทะจมูก “แกเพิ่งก่อเรื่องใหญ่โตไป ชื่อเสียงก็ป่นปี้ไม่มีชิ้นดี ผู้คนเขาจะมองตระกูลจ้าวของเราอย่างไร คิดบ้างไหม แล้วนี่อู๋จี้ก็เป็นถึงหัวหน้ากองร้อย เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนที่มีภรรยาทำตัวร้ายกาจเยี่ยงนี้”
ซินเหมยนิ่งฟังอย่างสงบ ไม่ได้ตอบโต้อะไร ปล่อยให้อีกฝ่ายพล่ามต่อไปราวกับกำลังชมการแสดงของลิงในโรงละคร
“แต่เอาเถอะ ในฐานะญาติผู้ใหญ่เพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของแก ป้าจะไม่ทอดทิ้งแกหรอก” เธอพูดพลางเหลือบสายตามองไปทางห้องครัวอย่างมีความหมาย “ช่วงนี้แกคงทุกข์ใจน่าดู ไม่ต้องทำอะไรให้เหนื่อยหรอก เดี๋ยวป้าจะช่วยแบ่งเบาภาระให้เอง ที่บ้านป้ากำลังขาดแคลนเสบียงอยู่พอดี ได้ยินว่าหน่วยทหารเพิ่งปันส่วนของกินของใช้มาให้ใช่ไหมเอาข้าวสารมาให้ป้าสักสองสามชั่ง แล้วก็น้ำมันพืชขวดนั้นด้วยท่าจะดี กับไข่ไก่อีกสักแผงก็แล้วกันนะ ถือว่าป้าช่วยใช้ของ จะได้ไม่เป็นภาระให้แกต้องคอยดูแลรักษาไงล่ะ”
คำพูดที่ไร้ยางอายถึงเพียงนี้ทำให้ซินเหมยแทบจะหลุดหัวเราะออกมาดังๆ นี่ไม่ใช่การมาเพื่อช่วยเหลือ แต่คือการปล้นกันซึ่งๆ หน้าโดยอ้างความเป็นญาติ ในชาติก่อนเธอคงจะหน้าซีดเผือด รีบค้อมหัวรับคำแล้วกุลีกุจอหาของไปให้ตามที่ขอ แต่จ้าวซินเหมยคนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
“คงจะให้ไม่ได้หรอกค่ะคุณป้า” เธอตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่ไม่สะท้อนขึ้นไปถึงดวงตา “เสบียงพวกนี้เป็นของที่หน่วยจัดสรรมาให้ครอบครัวทหาร มีไว้สำหรับสามีและลูกของหนูเท่านั้น ไม่ได้มีเหลือเฟือพอจะเจือจานให้ใครที่ไหนได้”
“ว่ายังไงนะ” ป้าสะใภ้หวังถลึงตาโตจนแทบจะถลนออกมาจากเบ้า “นังเด็กอกตัญญู กล้าพูดกับฉันแบบนี้เชียวรึ เลือดมันข้นกว่าน้ำนะเว้ย ฉันเป็นญาติผู้ใหญ่ของแกนะ แค่ข้าวสารไม่กี่กำแกจะขี้เหนียวไปถึงไหน คิดจะฮุบสมบัติของสามีไว้กินคนเดียวรึไง”
“สมบัติของสามี ก็ย่อมต้องเป็นของภรรยาและลูกสิคะ จะให้ขนไปให้บ้านอื่นได้อย่างไร” ซินเหมยยังคงคุมโทนเสียงให้เยือกเย็นได้อย่างน่าประหลาดใจ “อีกอย่างถ้าพูดถึงเรื่องอกตัญญู หนูนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้พอดีเลยค่ะ”
เธอเดินนวยนาดไปที่หีบไม้เก่าคร่ำคร่าใบหนึ่งซึ่งวางไว้ที่มุมห้อง ก้มลงไปรื้อค้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบบางสิ่งออกมา มันคือสมุดบัญชีปกสีน้ำเงินซีดจางเล่มหนึ่งที่มุมกระดาษเริ่มเปื่อยยุ่ยตามกาลเวลา เธอเดินกลับมาที่โต๊ะ เปิดสมุดออกแล้ววางลงตรงหน้าป้าสะใภ้หวังเสียงดังปึ้ก
“นี่มันอะไรของแก” หญิงสูงวัยขมวดคิ้วมุ่น มองตัวอักษรที่เขียนด้วยพู่กันอย่างยุกยิกในสมุดอย่างไม่เข้าใจ
“สมุดบัญชีค่ะ” ซินเหมยตอบเรียบๆ นิ้วชี้เรียวสวยไล่ไปตามบรรทัดที่หมึกเริ่มจาง “บัญชีหนี้สินที่คุณป้าเคยหยิบยืมของจากบ้านตระกูลจ้าวไปตอนที่พ่อกับแม่ของหนูยังมีชีวิตอยู่ไหนดูสิคะปี 1968 เดือนเจ็ด ยืมข้าวฟ่างไปห้าชั่ง บอกว่าจะเอาไปทำอาหารเลี้ยงแขกปีเดียวกันเดือนสิบเอ็ด ยืมมันเทศไปหนึ่งกระสอบใหญ่ อ้างว่าที่บ้านไม่มีอะไรจะกินแล้วปี 1969 เดือนสาม ขอยืมเงินไปสองหยวน บอกว่าจะเอาไปซื้อยาให้ลูกชาย แต่กลับมีคนเห็นว่าเอาไปซื้อผ้าสีสวยมาตัดชุดใหม่แล้วก็ยังมีนี่อีกเดือนหก ยืมถั่วลิสงไปครึ่งกระสอบ บอกว่าจะเอาไปปลูก แต่ก็ไม่เคยเอามาคืน”
เธอไล่รายการไปเรื่อยๆ ด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ ไม่ดังหรือเบาเกินไป แต่ทุกคำพูดกลับเหมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางใจของคนฟัง ทุกรายการมีวันเดือนปีและลายมือของบิดาเธอกำกับไว้เป็นหลักฐานชัดเจน ใบหน้าที่เคยขาวซีดเพราะแป้งของป้าสะใภ้หวังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ สลับกับเขียวคล้ำเหมือนคนกำลังจะขาดอากาศหายใจ ริมฝีปากสั่นระริก
“รวมทั้งหมด ข้าวสารสิบห้าชั่ง ข้าวฟ่างสิบชั่ง มันเทศสามกระสอบ ถั่วลิสงอีกยี่สิบชั่ง น้ำมันพืชสองขวดใหญ่ เงินสดอีกสิบห้าหยวน” ซินเหมยปิดสมุดลงเสียงดังปัง ฝุ่นผงคลุ้งขึ้นมาเล็กน้อย “คุณป้าคะ ของเก่ายังไม่ทันได้ใช้คืน แล้วจะมาเอาของใหม่อีกหรือคะ แบบนี้มันไม่ถูกต้องตามหลักการของสหายกรรมกรผู้ซื่อสัตย์เลยนะคะ”
“แก...แก” ป้าสะใภ้หวังตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธและความอับอาย เธอไม่เคยคาดคิดว่านังเด็กโง่ที่เคยจูงจมูกได้ง่ายๆ คนนี้จะกลายเป็นเธอมารร้ายไปได้ถึงเพียงนี้ แถมยังขุดเอาเรื่องเก่าเก็บที่เธอลืมไปแล้วมาฉีกหน้ากันซึ่งๆ หน้า
“สมุดบ้าบออะไรกัน ฉันไม่เคยยืม แกมันปลอมแปลงเอกสาร”
“ลายมือพ่อหนูเองค่ะ ถ้าคุณป้าไม่เชื่อ จะให้สหายผู้ใหญ่บ้านหรือสหายจากสถานีตำรวจชุมชนมาช่วยดูเป็นพยานก็ได้นะคะ” ซินเหมยยิ้มเย็น “ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เรามาคิดบัญชีกันให้เรียบร้อยเลยดีไหมคะ ของทั้งหมดนี้ถ้าคิดเป็นมูลค่าเงินในตอนนี้น่าจะหลายสิบหยวนอยู่ ถ้าคุณป้าไม่มีเงินสด จะเอาของมาใช้คืนก็ได้นะคะ หนูไม่ว่าอะไร”
คำพูดประโยคสุดท้ายเปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟ ความอดทนของป้าสะใภ้หวังขาดสะบั้นลง เธอถูกต้อนจนมุม หมดสิ้นหนทางที่จะเถียง ความอัปยศอดสูแล่นพล่านขึ้นมาจนถึงสมอง ทำให้เธอลืมสิ้นแล้วซึ่งการเสแสร้งเป็นผู้ใหญ่ใจดี
“นังเด็กสารเลว ปีกกล้าขาแข็งแล้วคิดจะมาสั่งสอนฉันรึ”
ป้าสะใภ้หวังกรีดร้องออกมาสุดเสียง ร่างท้วมๆ นั้นผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ พุ่งปราดเข้ามาหาจ้าวซินเหมยด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อ ฝ่ามือหนาหยาบกร้านเงื้อขึ้นสูงในอากาศ หมายจะฟาดลงบนใบหน้าของเธอให้เลือดกบปาก
ซินเหมยเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะด้วยความตกใจ ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะกล้าลงไม้ลงมือกันในบ้านของเธอซึ่งเป็นบ้านของทหารแบบนี้
หมับ
ก่อนที่ฝ่ามือนั้นจะทันได้สัมผัสผิวแก้มของเธอแม้แต่ปลายเล็บ ข้อมืออวบๆ ของป้าสะใภ้หวังก็ถูกมือใหญ่และแข็งแกร่งราวกับคีมเหล็กคว้าจับไว้แน่นจนเธอต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
เงาร่างสูงใหญ่ของจงอู๋จี้ทาบทับลงมาจนห้องทั้งห้องดูอึดอัดไปถนัดตา เขาเลิกงานกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ ชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบทหารยืนนิ่งสงบ แต่บรรยากาศรอบตัวกลับกดดันเสียจนน่าหายใจไม่ออก ดวงตาคมปลาบของเขามองตรงไปยังหญิงสูงวัย ไม่ได้ตวาดเสียงดัง แต่กลับเป็นน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เยียบเย็นเสียยิ่งกว่าน้ำแข็งในฤดูหนาวอันโหดร้าย
“คุณอย่าบังอาจแตะต้องภรรยาผม”
ทุกถ้อยคำหนักแน่นและชัดเจนราวกับสลักลงบนแผ่นหิน ป้าสะใภ้หวังหน้าซีดเป็นกระดาษ เธออ้าปากค้างพะงาบๆ พยายามจะบิดข้อมือออก แต่แรงบีบของเขามหาศาลจนกระดูกแทบลั่น เธอมองจงอู๋จี้อย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา ทหารหนุ่มผู้เย็นชาและแทบจะไม่เคยสนใจไยดีภรรยาตัวเองคนนี้กำลังปกป้องนังเด็กจ้าวซินเหมย
“อะอู๋จี้ป้า...ป้าแค่จะสั่งสอนมันหน่อย”
“ภรรยาผม ผมสั่งสอนเองได้” จงอู๋จี้ตัดบทอย่างไร้เยื่อใย “ถ้าไม่มีธุระอะไรแล้ว ก็เชิญกลับไป”
เขาปล่อยมือออกจากข้อมือของเธออย่างแรงจนร่างท้วมๆ นั้นเซถอยหลังไปสองสามก้าวเกือบจะล้มลง ป้าสะใภ้หวังกุมข้อมือที่เริ่มปรากฏรอยนิ้วมือแดงช้ำของตัวเองไว้ ตัวสั่นงันงกด้วยความกลัวและความเสียหน้า เธอจ้องมองจ้าวซินเหมยด้วยสายตาอาฆาตแค้น ก่อนจะหันไปสบตากับจงอู๋จี้ที่ยืนขวางอยู่เหมือนภูผาเหล็ก แล้วจึงรีบเผ่นออกจากบ้านไปอย่างไม่คิดชีวิต เหมือนมีภูตผีวิ่งไล่ตามหลังมา
เมื่อร่างของแขกไม่ได้รับเชิญหายลับไปแล้ว ความเงียบที่น่าอึดอัดก็เข้าปกคลุมบ้านหลังเล็กทันที กลิ่นอายของความขัดแย้งยังคงคละคลุ้งอยู่ในอากาศ จงอู๋จี้ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่ได้ขยับไปไหน สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่ประตูเหมือนกำลังประเมินสถานการณ์
จ้าวซินเหมยยืนตัวตรง หัวใจเต้นระรัวอยู่ในอก ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความรู้สึกซับซ้อนที่ประดังประเดเข้ามา เธอมองแผ่นหลังกว้างและตั้งตรงของสามีผู้ชายที่เธอเคยผลักไสในชาติก่อนเมื่อครู่นี้ เขาปกป้องเธอ เขาเรียกเธอว่า ‘ภรรยาผม’ ต่อหน้าคนอื่นอย่างหนักแน่น
ความร้อนผ่าวแล่นริ้วขึ้นมาที่ขอบตาอย่างห้ามไม่อยู่ แต่เธอก็รีบกะพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่มันกลับเข้าไป
จงอู๋จี้หันกลับมา เขามองหน้าเธอนิ่งๆ สายตาคู่นั้นยังคงอ่านยากเช่นเคย แต่ความว่างเปล่าเฉยเมยได้หายไปแล้ว แทนที่ด้วยประกายบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าเธอจะเข้าใจ เขาไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้ถามไถ่ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่กลับเดินตรงไปอุ้มเสี่ยวรุ่ยที่ยังคงหลบอยู่หลังเก้าอี้ด้วยสีหน้าหวาดๆ ขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน
เด็กน้อยซุกหน้าเข้ากับอกกว้างของผู้เป็นพ่ออย่างหาที่พึ่งที่ปลอดภัยที่สุด
หลังจากโยกตัวปลอบลูกชายอยู่ครู่หนึ่งจนเด็กน้อยเริ่มคลายจากอาการตกใจ เขาก็วางเสี่ยวรุ่ยลงแล้วหันมามองเธออีกครั้ง บรรยากาศระหว่างพวกเขายังคงมีความกระอักกระอ่วน แต่ไม่ใช่ความห่างเหินแบบเดิมอีกต่อไป ซินเหมยเม้มริมฝีปาก กำลังคิดหาคำพูดที่เหมาะสมเพื่อขอบคุณเขา แต่เขากลับเป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้นก่อน
“ไปเตรียมอาหารเย็นเถอะ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงปกติ ไม่ได้บ่งบอกอารมณ์ใดๆ “ผมหิวแล้ว”
คำพูดเรียบง่ายประโยคนั้นทำให้จ้าวซินเหมยที่กำลังเกร็งตัวหลุดยิ้มออกมาบางๆ ความหนักอึ้งในใจพลันปลิดปลิวหายไปราวกับถูกลมพัดพา เธอพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน
“ได้สิคะ รอเดี๋ยวนะ ฉันจะไปทำอะไรอร่อยๆ มาให้”
ซินเหมยหมุนตัวเดินเข้าครัวไปอย่างรวดเร็วเพื่อซ่อนหยาดน้ำตาที่รื้นขึ้นมาตรงหางตา ‘ตาคนปากแข็งเอ๊ย ปกป้องเมียซะขนาดนั้นยังจะมาทำฟอร์มจัดอีก’ เธอคิดในใจพร้อมกับแอบค้อนลมค้อนแล้งอยู่คนเดียว
เมื่อเข้ามาในครัวที่คุ้นเคย ร่างกายของเธอก็ขยับไปมาอย่างคล่องแคล่ว ซินเหมยจัดการก่อไฟในเตาดินจนเปลวไฟลุกโชน เสียงฟืนแตกปะทุดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ เธอหยิบเนื้อหมูป่าที่แลกมาจากตลาดมืดหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ โยนลงกระทะเหล็กที่ร้อนจัด เสียง ฉ่า ดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นหอมของไขมันหมูที่ค่อยๆ ละลายออกมาเตะจมูก
เธอโยนพริกแห้ง กระเทียม และต้นหอมลงไปผัดจนกลิ่นฉุนลอยฟุ้ง ตามด้วยเครื่องปรุงรสที่พอจะหาได้ในยุคขัดสนแบบนี้ เหยาะซีอิ๊วลงไปนิด น้ำตาลอีกหน่อย ผัดคลุกเคล้าจนซอสเคลือบชิ้นเนื้อหมูเป็นสีน้ำตาลแดงมันวาว น่ากินจนต้องลอบกลืนน้ำลาย
ระหว่างที่กำลังง่วนอยู่หน้าเตา ซินเหมยก็ไม่รู้ตัวเลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังทอดมองแผ่นหลังของเธอจากกรอบประตูครัว
จงอู๋จี้ยืนพิงเสาไม้ อุ้มเสี่ยวรุ่ยด้วยแขนข้างเดียว เขาทอดสายตามองภรรยาที่กำลังจับตะหลิวผัดกับข้าวด้วยท่วงท่าทะมัดทะแมง กลิ่นหอมฉุยของอาหารลอยมากระทบจมูกจนท้องของเขาร้องประท้วงเบาๆ ภาพตรงหน้าช่างดูแปลกตา แต่กลับให้ความรู้สึกเป็นบ้านอย่างที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนตลอดหลายปีที่แต่งงานกันมา
‘ผู้หญิงคนนี้... เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ หรือแค่อารมณ์ชั่ววูบกันแน่?’ เขาตั้งคำถามในใจ แต่ลึกๆ แล้ว ร่างกายและหัวใจของเขากลับเอนเอียงไปเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นวันนี้เสียแล้ว
“หอมจังเลยฮะพ่อ” เสียงเล็กๆ ของเสี่ยวรุ่ยพึมพำขึ้นมา เด็กน้อยกลืนน้ำลายดังเอื๊อก ดวงตากลมโตจ้องเป๋งไปที่กระทะ
ซินเหมยหูไวหันขวับมามองสองพ่อลูกที่ยืนแอบดูอยู่ เธอเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะระบายยิ้มหวาน “เสร็จพอดีเลยค่ะ สามีรบกวนคุณช่วยยกจานพวกนี้ไปตั้งโต๊ะหน่อยได้ไหมคะ ฉันจะตักข้าวให้เสี่ยวรุ่ยเอง”
การสรรพนามที่เปลี่ยนไปพร้อมกับรอยยิ้มที่ไม่ได้เสแสร้ง ทำเอาผู้กองหนุ่มชะงักไปนิดหนึ่ง เขาแสร้งกระแอมในลำคอแก้เก้อ วางลูกชายลงบนพื้น แล้วเดินสืบเท้าเข้ามาในครัวเพื่อช่วยยกกับข้าวตามที่ภรรยาร้องขออย่างว่าง่าย
มื้ออาหารค่ำวันนั้น ไม่ได้มีคำพูดหวานหู หรือการแสดงความรักที่หวือหวา มีเพียงเสียงตะเกียบกระทบชาม และการแอบคีบเนื้อหมูชิ้นที่ใหญ่ที่สุดสลับกันไปมาลงในชามของอีกฝ่าย แต่สำหรับจ้าวซินเหมยแล้ว นี่แหละคือรสชาติของการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เธอโหยหามาตลอด
