บท
ตั้งค่า

บทที่ 3 ลบคำครหา

ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์เต็มหลังเหตุการณ์โกลาหลหน้าบ้าน ช่องว่างระหว่างจ้าวซินเหมยและจงอู๋จี้ไม่ได้หายไป แต่มันเปลี่ยนรูปทรงไป จากที่เคยเป็นกำแพงน้ำแข็งที่เย็นยะเยือก ตอนนี้กลับกลายเป็นม่านหมอกบางๆ ที่ต่างฝ่ายต่างก็มองเห็นกันและกันเลือนราง แต่ไม่มีใครเอ่ยปากทำลายความเงียบนั้นก่อน

จงอู๋จี้ยังคงตื่นแต่เช้ามืด ออกไปรวมพลฝึกซ้อมเหมือนทุกวัน และกลับมาเมื่อตะวันคล้อยต่ำ คำพูดระหว่างวันของพวกเขามีเพียงไม่กี่ประโยคที่จำเป็น ส่วนใหญ่เกี่ยวกับเสี่ยวรุ่ย แต่จ้าวซินเหมยสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ สายตาที่เขามองมาที่เธอไม่ได้มีแต่ความว่างเปล่าเฉยเมยอีกต่อไป บางครั้งมีความสงสัยใคร่รู้ฉายวาบขึ้นมา เหมือนกำลังประเมินสัตว์ต่างถิ่นที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน

เช้านี้ก็เช่นกัน หลังจากที่เขาออกไปแล้ว ซินเหมยก็จัดการป้อนข้าวต้มฟักทองเนื้อเนียนให้เสี่ยวรุ่ยจนอิ่มแปล้ เด็กน้อยยังคงระแวงเธออยู่บ้าง แต่ก็ยอมให้เธอเช็ดปากเช็ดมือให้แต่โดยดี ไม่ได้ร้องไห้โวยวายหาพ่อเหมือนแต่ก่อน

เมื่อส่งลูกชายไปวิ่งเล่นกับเด็กๆ บ้านข้างๆ แล้ว หญิงสาวก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยืนเท้าสะเอวมองไปรอบๆ ตัวบ้าน บ้านดินหลังเล็กที่จงอู๋จี้ได้รับจัดสรรจากกองทัพ สภาพของมันสะท้อนตัวตนของจ้าวซินเหมยในชาติก่อนได้อย่างชัดเจนที่สุดถูกปล่อยปละละเลยจนแทบจะกลายเป็นรังหนู

หยากไย่เกาะตามมุมเพดานเหมือนม่านสีเทา พื้นดินอัดแน่นเผยให้เห็นคราบสกปรกที่ฝังลึกจนเป็นสีดำมันวาว ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ วางระเกะระกะไม่เป็นที่เป็นทาง กลิ่นอับชื้นผสมกับกลิ่นฝุ่นคละคลุ้งอยู่ในอากาศจนน่าหายใจลำบาก

เธอหลับตาลงชั่วครู่ ภาพบ้านที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะในความทรงจำผุดขึ้นมา มันช่างแตกต่างจากสภาพตรงหน้านี้ราวฟ้ากับเหว เอาล่ะ วันนี้แหละที่เธอจะชำระล้างอดีตอันน่าอดสูของตัวเองให้หมดสิ้น

ซินเหมยไม่รอช้า เธอมัดผมที่เริ่มยาวขึ้นเป็นมวยไว้หลังท้ายทอยอย่างทะมัดทะแมง ฉีกเศษผ้าเก่ามาผูกคาดศีรษะกันฝุ่น แล้วเริ่มลงมือปฏิบัติการ ‘พลิกโฉมบ้าน’ อย่างจริงจัง เธอเริ่มต้นจากการขนย้ายข้าวของชิ้นเล็กชิ้นน้อยออกไปกองรวมกันไว้ที่ลานหน้าบ้าน เหลือไว้แต่เพียงเตียงไม้กับตู้ใบใหญ่ที่ไม่สามารถขยับคนเดียวได้

จากนั้นก็ถึงคราวของการปัดกวาดหยากไย่และฝุ่นผง ไม้กวาดด้ามยาวในมือเธอตวัดไปมาอย่างแข็งขัน ฝุ่นหนาเตอะที่สะสมมานานนับปีลอยคลุ้งขึ้นมาในอากาศจนแสบจมูก เธอต้องไอโขลกๆ อยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่ยอมหยุดพัก พอจัดการกับเพดานและผนังเสร็จ ก็ถึงคิวของพื้นดินที่แข็งกระด้าง

เธอไปตักน้ำจากบ่อหลังบ้านมาถังแล้วถังเล่า สาดลงบนพื้นจนชุ่ม แล้วใช้แปรงที่ทำจากกาบมะพร้าวขัดถูอย่างสุดแรงเกิด คราบดำที่ฝังแน่นค่อยๆ หลุดร่อนออกมากับฟองสบู่จากเมล็ดชาป่า เผยให้เห็นสีน้ำตาลอ่อนของดินเนื้อแท้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เหงื่อไหลซึมออกมาตามไรผมและขมับ หยดลงบนพื้นผสมกับน้ำที่ใช้ทำความสะอาด แต่เธอกลับรู้สึกสดชื่นอย่างประหลาด ทุกครั้งที่ขยับแขนขัดถู มันเหมือนได้ลบเลือนความผิดพลาดในอดีตของตัวเองไปทีละน้อย

กว่าจะขัดพื้นจนทั่วทั้งบ้านและเช็ดทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นจนขึ้นเงา ตะวันก็ลอยสูงอยู่กลางศีรษะแล้ว ซินเหมยปาดเหงื่อที่หน้าผาก ยืนมองผลงานของตัวเองด้วยความภาคภูมิใจ บ้านหลังน้อยที่เคยซอมซ่อ ตอนนี้ดูสว่างและโปร่งโล่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้จะยังเป็นบ้านดินเก่าๆ แต่ก็เป็นบ้านที่สะอาดและน่าอยู่

บ่ายคล้อย หลังจัดการมื้อเที่ยงง่ายๆ และกล่อมเสี่ยวรุ่ยให้นอนหลับไปแล้ว ซินเหมยก็รวบรวมเสื้อผ้าที่ใช้แล้วของทั้งสามคนพ่อแม่ลูกใส่ในกะละมังใบใหญ่ เสื้อผ้ากองพะเนินจนแทบจะล้นออกมา นี่ก็เป็นอีกหนึ่งในความละเลยของเธอเช่นกัน ในเมื่อจะเปลี่ยนตัวเองแล้ว ก็ต้องเปลี่ยนให้หมดจด

เธอเดินตัวปลิวไปยังลำธารท้ายหมู่บ้าน ซึ่งเป็นสถานที่ซักล้างและแหล่งรวมตัวของเหล่าแม่บ้านในยามบ่าย แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบผิวน้ำเป็นประกายระยิบระยับ เสียงน้ำไหลกระทบโขดหินดังซ่าๆ ผสานกับเสียงพูดคุยจอแจและเสียงทุบผ้าที่ดังเป็นจังหวะ

ทันทีที่ร่างของจ้าวซินเหมยก้าวเข้าไปในบริเวณนั้น เสียงพูดคุยที่เคยดังเซ็งแซ่ก็พลันเงียบลง สายตานับสิบคู่จับจ้องมาที่เธอเป็นตาเดียว บางคู่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น บางคู่แฝงแววดูแคลน และบางคู่ก็เจือความริษยาอย่างปิดไม่มิด

ข่าวเรื่องที่เธอไล่ทุบตีหลี่กัง ไอ้หนุ่มปัญญาชนจากในเมือง คงจะแพร่สะพัดไปทั่วทั้งหมู่บ้านแล้วเป็นแน่

ซินเหมยแสร้งทำเป็นไม่รับรู้ถึงสายตาเหล่านั้น เธอเลือกหาทำเลเหมาะๆ ริมตลิ่ง วางกะละมังลง แล้วเริ่มหยิบเสื้อผ้าออกมาทีละชิ้น จุ่มลงในน้ำใสเย็นเฉียบก่อนจะนำขึ้นมาทุบบนแผ่นหินเรียบๆ

“แหม ดูสิใครมา ขยันขันแข็งผิดหูผิดตานะจ๊ะช่วงนี้” น้ำเสียงแหลมเล็กเสียดหูดังขึ้น ผู้ที่เอ่ยปากคือป้าสะใภ้หวัง ภรรยาของหัวหน้าหน่วยผลิต เธอเป็นหัวโจกของกลุ่มแม่บ้านปากตลาดแห่งนี้เสมอ

ซินเหมยไม่ตอบ ยังคงตั้งหน้าตั้งตาทุบผ้าในมือต่อไป

“ได้ยินข่าวว่า มีคนบางคนแถวนี้ตาสว่างแล้วนี่” หญิงอีกคนพูดเสริมขึ้นมาบ้าง พลางหัวเราะคิกคักกับเพื่อนในกลุ่ม “สงสัยจะรู้แล้วว่าข้าวสารในหม้อของทหารน่ะ มันหอมหวานกว่าคำพูดสวยหรูของพวกปัญญาชน”

“นั่นน่ะสิยะ แต่ก่อนไม่เห็นเคยจะสนใจไยดีสามีตัวเองเลย วันๆ เอาแต่แต่งหน้าทาปาก วาดคิ้วเหมือนปลิงเกาะ รอให้หนุ่มในเมืองมาหา”

คำพูดเสียดแทงลอยมาไม่หยุดหย่อนราวกับห่าธนู ซินเหมยหยุดมือที่กำลังจะฟาดผ้าลงบนหิน เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ปรายตามองกลุ่มหญิงชราที่จับเจ่าอยู่ไม่ไกลด้วยแววตาเรียบเฉย ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ

“พวกป้าๆ นี่ก็ช่างพูดกันเก่งเสียจริงนะคะ เรื่องในบ้านคนอื่นรู้ดียิ่งกว่าเจ้าตัวเสียอีก สงสัยคงจะว่างงานกันมาก”

น้ำเสียงของเธอไม่ดัง แต่กลับคมกริบจนทุกคนที่ได้ยินพากันหน้าเจื่อนลง ป้าสะใภ้หวังทำหน้าย่น เชิดคางขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ “ฉันก็แค่พูดไปตามที่เห็น ใครใช้ให้เธอทำตัวเป็นที่น่าครหาเล่า ตอนที่ควงแขนกับไอ้หนุ่มหลี่กังน่ะ มีคนเห็นกันทั้งหมู่บ้าน”

“แล้วตอนนี้เห็นอะไรล่ะคะ” ซินเหมยย้อนถามด้วยรอยยิ้มบางๆ “ตอนนี้ป้าเห็นว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่ ฉันกำลังซักเสื้อผ้าให้สามีและลูกของฉัน หรือว่ากำลังไปนัดพบกับชายอื่นที่ไหนอีก”

“เอ๊ะ อีนี่” ป้าสะใภ้หวังถึงกับพูดไม่ออก

“คนเราทำผิดพลาดกันได้ค่ะป้า แต่เมื่อรู้ว่าผิดแล้วแก้ไข ก็น่ายกย่องกว่าคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากใช้ปากวิจารณ์เรื่องของชาวบ้านไปวันๆ นะคะ” เธอพูดต่ออย่างไม่เว้นช่องว่างให้ใครได้แทรก “อีกอย่างการที่ป้าเอาเรื่องที่ทำให้ครอบครัวคนอื่นเขาเสื่อมเสียมาพูดต่อในที่สาธารณะแบบนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับพวกหมาเห่าใบตองแห้งหรอกค่ะ เสียงดังน่ารำคาญ แต่ไม่มีอะไรเลย”

ประโยคสุดท้ายของเธอเปรียบเหมือนการตบหน้าฉาดใหญ่กลางวงสนทนา ใบหน้าของป้าสะใภ้หวังและพรรคพวกสลับสีไปมาระหว่างเขียวกับขาว พวกเธออ้าปากค้างราวกับอยากจะเถียง แต่กลับหาคำพูดใดๆ มาโต้ตอบไม่ได้ เพราะทุกคำที่จ้าวซินเหมยพูดออกมาล้วนเป็นความจริงที่เถียงไม่ขึ้น

ซินเหมยไม่สนใจพวกเธออีก เธอหันกลับมาซักผ้าต่อ ปล่อยให้กลุ่มแม่บ้านปากตลาดนั่งหน้าตึงกันเป็นแถว ไม่นานนัก พวกเธอก็ทนความอับอายไม่ไหว ทยอยเก็บข้าวของแล้วเดินกระฟัดกระเฟียดจากไป ทิ้งให้บริเวณริมธารกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง

เมื่อซักผ้ากองโตจนเสร็จและนำไปตากบนราวไม้ไผ่ที่ลานหลังบ้านแล้ว จ้าวซินเหมยก็รู้สึกราวกับได้ยกภูเขาออกจากอก การได้โต้ตอบคนพวกนั้นกลับไปอย่างมีชั้นเชิงทำให้เธอรู้สึกดีกว่าการใช้กำลังไล่ทุบตีเป็นไหนๆ มันเป็นการประกาศให้ทุกคนรู้ว่า จ้าวซินเหมยคนเก่าได้ตายไปแล้ว

เธอเดินเข้าไปในบ้านที่ตอนนี้เย็นสบายและมีกลิ่นสะอาดสดชื่น ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของเธอพองฟู เสี่ยวรุ่ยตื่นนอนแล้ว และกำลังนั่งเล่นของเล่นไม้ที่พ่อของเขาเหลาให้อยู่บนพื้นกระดานที่เธอเพิ่งขัดถูจนสะอาดเอี่ยม

เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของเธอ แววตาที่เคยหวาดระแวงและหวาดกลัว ตอนนี้กลับมีความลังเลฉายอยู่ภายใน

ซินเหมยย่อตัวลงนั่งช้าๆ ไม่ได้เข้าไปใกล้จนเกินไป เพียงแค่มองลูกชายด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้เธอจะทำได้ “เสี่ยวรุ่ย หิวน้ำไหมจ๊ะ เดี๋ยวแม่ไปรินมาให้เอานะ”

เธอกำลังจะลุกขึ้นยืน แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

จงรุ่ยทิ้งของเล่นในมือ เขาลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล แล้วเดินเตาะแตะเข้ามาหาเข้ามาหาเธอทีละก้าวช้าๆ

หัวใจของซินเหมยเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เธอนั่งนิ่งแข็งเป็นหิน กลั้นหายใจลุ้นทุกย่างก้าวของลูกชาย

และแล้วมือเล็กๆ ป้อมๆ คู่หนึ่งก็เอื้อมมาจับที่ขากางเกงของเธอ ก่อนที่ร่างเล็กๆ นั้นจะโผเข้ามากอดขาของเธอไว้แน่น ใบหน้าเล็กๆ ซบลงกับต้นขาของเธออย่างต้องการที่พึ่งพิง

วินาทีนั้นเอง เขื่อนน้ำตาที่จ้าวซินเหมยอุตส่าห์กลั้นไว้ตลอดหลายวันที่ผ่านมาก็พังทลายลงมาอย่างสิ้นเชิง หยดน้ำอุ่นๆ ไหลอาบแก้มของเธอไม่ขาดสาย นี่ไม่ใช่น้ำตาแห่งความเสียใจ แต่เป็นน้ำตาแห่งความตื้นตันและความสุขที่ท่วมท้นอยู่ในอก เธอค่อยๆ ยกมือที่สั่นเทาขึ้นลูบศีรษะเล็กๆ ของลูกชายอย่างแผ่วเบา สัมผัสเส้นผมนุ่มละเอียดราวกับเส้นไหม

นี่เป็นครั้งแรกครั้งแรกในชีวิตนี้และชีวิตที่แล้วที่เสี่ยวรุ่ยเข้าหาเธอด้วยความเต็มใจ

เมื่อจงอู๋จี้กลับมาถึงบ้านในตอนเย็นย่ำ สิ่งแรกที่เขารู้สึกได้คือความแตกต่าง อากาศที่เคยอับชื้นและหนักอึ้ง วันนี้กลับสดชื่นและปลอดโปร่ง แสงสุดท้ายของวันสาดส่องเข้ามาทางประตูที่เปิดกว้าง เผยให้เห็นพื้นบ้านที่สะอาดสะอ้านจนผิดตา

สายตาคมปราบของเขากวาดมองไปรอบๆ ข้าวของที่เคยวางระเกะระกะถูกจัดเก็บเข้าที่อย่างเป็นระเบียบ โต๊ะไม้ตัวเก่ากลางห้องถูกเช็ดจนเงาวับ ปราศจากฝุ่นผงแม้แต่น้อย บนโต๊ะนั้นมีสำรับอาหารง่ายๆ สองสามอย่างตั้งรออยู่ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นไปทั่วบริเวณ

นี่คือบ้านของเขาจริงๆ หรือ

เขาก้าวเท้าเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนไม่เชื่อสายตา ในครัว ร่างของจ้าวซินเหมยกำลังง่วนอยู่กับการตักข้าวใส่ชาม เธอสวมเสื้อผ้าฝ้ายธรรมดาๆ แต่ความสะอาดสะอ้านและความตั้งใจในการกระทำนั้นทำให้เธอดูแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

ซินเหมยหันมาเห็นเขาพอดี เธอสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ยังคงเจือความประหม่า “คุณกลับมาแล้วหรือคะ ล้างมือก่อนเถอะค่ะ อาหารพร้อมแล้ว”

จงอู๋จี้ไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงพยักหน้ารับเบาๆ แล้วเดินไปที่อ่างดินเผาเพื่อล้างหน้าล้างมือ แต่สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่ทุกการกระทำของเธอ

หลังจากอุ้มเสี่ยวรุ่ยที่วิ่งเข้ามากอดขาให้ขึ้นมานั่งบนตักแล้ว เขาก็ทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะอาหาร ซินเหมยวางชามข้าวลงตรงหน้าเขาและตรงหน้าตัวเองเงียบๆ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารยังคงมีความกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ตึงเครียดเหมือนก่อนหน้านี้

จงอู๋จี้มองผัดผักสีเขียวสด และไข่เจียวที่ฟูสวยน่ากิน ก่อนจะเหลือบมองภรรยาของเขาที่นั่งก้มหน้าก้มตากินข้าวเงียบๆ

เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ มันชัดเจนเกินกว่าจะมองข้ามได้

ชายหนุ่มหยิบตะเกียบขึ้นมา คีบผัดผักเข้าปาก คำแรกที่สัมผัสได้คือรสชาติที่พอดี ไม่เค็มหรือจืดชืดเกินไปมันเป็นรสชาติของอาหารที่ปรุงด้วยความใส่ใจ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel