บทที่ 2 มื้ออาหารเยียวยาใจ
ความเงียบหลังพายุสงบลงนั้นหนักอึ้งและเย็นเยียบกว่าเดิม เศษกระดาษคำร้องขอหย่ายังคงกระจายเกลื่อนอยู่บนพื้นปูนเย็นเฉียบ เป็นเครื่องยืนยันถึงรอยร้าวที่ยากจะประสาน จ้าวซินเหมยค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้น ขาของเธอชาหนึบจนแทบไร้ความรู้สึก จงอู๋จี้ไม่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วย เขาเพียงยืนนิ่งเป็นเงาทะมึนอยู่ตรงข้าม แววตาของเขามืดลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง ราวกับบ่อน้ำโบราณที่ไร้แสงสะท้อน
เธอไม่กล้าสบตาเขาตรงๆ ได้แต่ก้มหน้ามองพื้น สูดลมหายใจที่สั่นเทาเข้าปอดลึกๆ เพื่อระงับความปั่นป่วนในใจ
ชายร่างสูงใหญ่หมุนตัวเดินจากไปเงียบๆ ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังกว้างที่ดูโดดเดี่ยวและห่างเหิน เสียงปิดประตูห้องนอนอีกฝั่งดังขึ้นเบาๆ แต่กลับก้องกังวานในความเงียบราวกับเสียงค้อนทุบลงบนหัวใจของเธอ
คืนนั้น ทั้งสองต่างนอนแยกห้องกัน จ้าวซินเหมยนอนพลิกตัวไปมาบนเตียงแข็งๆ ในห้องของตนเอง ข่มตาหลับไม่ลงแม้แต่น้อย ความทรงจำจากชาติก่อนยังคงตามหลอกหลอนราวกับเงา ความเจ็บปวดจากการถูกทรยศหักหลังและความทุกข์ทรมานจากการสูญเสียลูกชายสุดที่รักยังคงสดใหม่ เธอรู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เส้นทางข้างหน้ายังคงขรุขระและเต็มไปด้วยขวากหนาม ความไว้วางใจที่ถูกทำลายลงไปแล้ว ใช่ว่าจะสร้างขึ้นมาใหม่ได้ในวันเดียว
แสงแรกของรุ่งอรุณสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท จ้าวซินเหมยลุกขึ้นจากเตียงทันทีที่ไก่ขัน ดวงตาของเธอบวมช้ำเล็กน้อยจากการอดนอน แต่กลับมีความมุ่งมั่นฉายชัดอยู่ในนั้น วันนี้เธอจะไม่ยอมแพ้ เธอจะเริ่มต้นใหม่
เธอเดินย่องไปยังห้องครัวที่ทั้งเก่าและเล็ก พื้นที่คับแคบมีเพียงเตาดินกับเครื่องครัวไม่กี่ชิ้นที่ผ่านการใช้งานมาอย่างหนักจนเก่าคร่ำคร่า บนชั้นวางมีโหลข้าวสารที่เหลือข้าวติดก้นโหลอยู่เพียงหยิบมือ กับเศษหมูสามชั้นเค็มชิ้นเล็กๆ แขวนตากลมไว้จนแห้ง นี่คือเสบียงทั้งหมดของบ้านจง มันสะท้อนให้เห็นถึงความลำบากที่เธอไม่เคยใส่ใจมองในชาติที่แล้ว
ในอดีต เธอรังเกียจชีวิตแบบนี้ รังเกียจสามีทหารที่เอาแต่ทำงานจนไม่มีเวลาให้ และรังเกียจความยากจนที่เกาะกินทุกอณูของชีวิต แต่มาวันนี้ สิ่งเหล่านี้กลับเป็นเครื่องเตือนใจถึงความผิดพลาดของตนเอง
จ้าวซินเหมยลงมือจัดการกับวัตถุดิบเท่าที่มีอย่างคล่องแคล่ว เธอซาวข้าวอย่างเบามือ ตั้งหม้อดินบนเตาแล้วเริ่มก่อไฟ ควันไฟสีเทาลอยอ้อยอิ่งขึ้นไปในอากาศยามเช้า กลิ่นหอมจางๆ ของข้าวเริ่มโชยออกมา เธอหั่นหมูเค็มเป็นชิ้นเล็กละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมกับซอยต้นหอมที่เธอไปเด็ดมาจากแปลงผักเล็กๆ หลังบ้าน เมื่อโจ๊กเดือดได้ที่ เธอจึงใส่หมูสับและต้นหอมลงไป คนเบาๆ อีกครั้ง กลิ่นหอมของโจ๊กหมูสับร้อนๆ ก็ลอยฟุ้งไปทั่วทั้งบ้าน เป็นกลิ่นของชีวิต ของการเริ่มต้นใหม่
“แม่” เสียงเล็กๆ แผ่วเบาดังขึ้นจากประตูครัว
จ้าวซินเหมยหันขวับไปทันที จงรุ่ย หรือเสี่ยวรุ่ย ลูกชายวัยห้าขวบของเธอยืนขยี้ตางัวเงียอยู่ตรงนั้น เด็กชายผอมบาง สวมเสื้อผ้าเก่าๆ ที่มีรอยปะชุนอยู่หลายแห่ง แต่ดวงตากลมโตคู่นั้นกลับใสแป๋วราวกับลูกแก้ว เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงของลูก หัวใจของเธอก็บีบรัดอย่างรุนแรง ในชาติก่อน เธอแทบไม่เคยกอดหรือป้อนข้าวเขาเลยสักครั้ง
“เสี่ยวรุ่ย ตื่นแล้วหรือลูก มานี่สิ แม่ทำโจ๊กหอมๆ ไว้ให้” เธอปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ กวักมือเรียกลูกชายเข้ามาหา
เด็กน้อยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เดินเตาะแตะเข้ามาหาผู้เป็นแม่ จ้าวซินเหมยตักโจ๊กใส่ชามใบเล็ก เป่าเบาๆ จนไออุ่นจางลง แล้วจึงยื่นช้อนไปจ่อที่ปากลูกชาย “อ้าม อร่อยนะ”
เสี่ยวรุ่ยอ้าปากรับอย่างว่าง่าย เมื่อรสชาติของโจ๊กอุ่นๆ ที่มีความเค็มปะแล่มของหมูและความหอมของต้นหอมกระจายทั่วปาก ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเคี้ยวตุ้ยๆ แล้วกลืนลงคอ เป็นครั้งแรกที่เขาได้กินอาหารฝีมือแม่ที่ตั้งใจทำให้แบบนี้
จ้าวซินเหมยรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกที่คอ เธอค่อยๆ ป้อนโจ๊กลูกชายคำแล้วคำเล่า หัวใจพองฟูไปด้วยความสุขเล็กๆ ที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน นี่คือสิ่งที่เธอทิ้งไปในชาติที่แล้ว คือความอบอุ่นในครอบครัวที่เธอโหยหามาตลอดแต่กลับมองไม่เห็น
ขณะที่เธอกำลังจมจ่อมอยู่กับความรู้สึกตื้นตันนั้นเอง
ปัง ปัง ปัง
เสียงทุบประตูหน้าบ้านดังขึ้นอย่างแรงและไร้มารยาทจนน่าตกใจ เสี่ยวรุ่ยสะดุ้งโหยง ช้อนในมือของจ้าวซินเหมยเกือบจะร่วงหล่น
“ซินเหมย จ้าวซินเหมย เปิดประตูเดี๋ยวนี้ นี่ผมเอง หลี่กัง”
เสียงตะโกนเรียกชื่อของเธออย่างสนิทสนมดังลอดเข้ามา ชื่อนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจของจ้าวซินเหมย ความสุขเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยียบและความเกลียดชังที่พุ่งขึ้นมาจุกอก
ไอ้สารเลว มันยังกล้ามาหาเธอถึงที่นี่อีก
เธอวางชามโจ๊กลงข้างตัว ลูบหัวปลอบลูกชายเบาๆ “เสี่ยวรุ่ย รอแม่แป๊บนะลูก อย่าออกไปไหน”
จากนั้นเธอก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าอ่อนโยนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวและเย็นชา เธอก้าวฉับๆ ไปยังประตูบ้าน หัวใจเต้นระรัวด้วยโทสะ ในเมื่อมันกล้ามาให้เธอเห็นหน้า เธอก็จะทำให้มันไม่มีหน้ากลับไปอีก
จ้าวซินเหมยกระชากเปิดประตูออกเต็มแรง แสงแดดยามเช้าส่องกระทบใบหน้าของชายหนุ่มที่ยืนรออยู่ หลี่กังยังคงแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดสะอ้านตามแบบฉบับปัญญาชนจากในเมือง ใบหน้าของเขาหล่อเหลา แต่ในสายตาของเธอตอนนี้มันน่าขยะแขยงเสียยิ่งกว่าอะไรดี
“ซินเหมย ในที่สุดคุณก็ยอมเปิดประตู เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น ทำไมคุณไม่ไปตามนัดที่สะพาน ผมรอคุณตั้งนาน” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ ไม่ได้สังเกตเห็นแววตาที่เปลี่ยนไปของเธอเลยแม้แต่น้อย
คำพูดของเขาเป็นเหมือนเชื้อไฟที่สาดลงบนกองเพลิงที่คุกรุ่นอยู่แล้วในใจเธอ
“นัด” จ้าวซินเหมยแค่นเสียงหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา “นัดบ้าบออะไรของคุณ”
หลี่กังชะงักไปเล็กน้อยกับท่าทีของเธอ “นี่คุณพูดอะไรน่ะ ก็เราตกลงกันแล้วว่าจะหนีไปด้วยกันไง”
“หนีไปกับคุณ” เธอทวนคำเสียงสูงขึ้นเรื่อยๆ จนชาวบ้านที่เริ่มออกมาทำงานตอนเช้าเริ่มหันมามองด้วยความสนใจ “สหายหลี่กัง หน้าของคุณนี่ทำจากอะไรกัน หนาเสียยิ่งกว่ากำแพงเมืองจีนอีกนะ ฉันเป็นผู้หญิงที่แต่งงานมีสามีมีลูกแล้ว คุณเป็นถึงปัญญาชน มีการศึกษา แต่กลับมาพูดจายุยงให้ภรรยาชาวบ้านทิ้งครอบครัว ไม่อายฟ้าอายดินบ้างหรือไง”
คำพูดของเธอที่ดังราวกับฟ้าผ่าทำให้หลี่กังหน้าซีดเผือด “ซินเหมยคุณคุณพูดเรื่องอะไร ก็คุณเองไม่ใช่เหรอที่บอกว่าไม่มีความสุข”
“หยุดพูด” จ้าวซินเหมยตวาดลั่น ความอดทนของเธอสิ้นสุดลงแล้ว สายตาของเธอเหลือบไปเห็นไม้กวาดทางมะพร้าวที่วางพิงอยู่ข้างฝาบ้าน เธอไม่คิดหน้าคิดหลังอีกต่อไป คว้ามันมาถือไว้ในมือแน่น
“ฉันเคยโง่ แต่ตอนนี้ฉันตาสว่างแล้ว ผู้ชายอย่างคุณมันก็ดีแต่พูดจาหวานหู หลอกลวงให้คนอื่นหลงเชื่อ แต่เนื้อแท้ก็เป็นแค่พวกเห็นแก่ตัว คิดจะทำลายครอบครัวคนอื่น วันนี้ฉันจะสั่งสอนคุณเอง”
พูดจบ เธอก็ยกไม้กวาดขึ้นฟาดใส่หลี่กังไม่ยั้ง
เพียะ เพียะ เพียะ
“โอ๊ย ซินเหมย คุณทำบ้าอะไรเนี่ย หยุดนะ” หลี่กังร้องลั่นด้วยความเจ็บและตกใจ เขาใช้แขนปัดป้องอย่างทุลักทุเล แต่ก็สู้แรงหึงโหดเอ๊ย แรงโกรธแค้นของจ้าวซินเหมยไม่ได้
“ทำบ้าอะไรน่ะเหรอ ก็ตีคนหน้าไม่อายอย่างคุณไง ตีให้ชาวบ้านเขารู้กันทั่วว่าคุณมันเป็นคนยังไง” เธอไล่ฟาดเขาไปทั่วลานหน้าบ้าน ไม่สนใจเสียงร้องโอดโอยหรือสายตาของผู้คนที่เริ่มมามุงดูมากขึ้นเรื่อยๆ
“ไอ้คนชั่ว คิดจะหลอกฉันให้ทิ้งลูกทิ้งผัวงั้นเหรอ ฝันไปเถอะ”
เพียะ “ข้อหาที่คิดไม่ซื่อ”
เพียะ “ข้อหาที่ทำลายชื่อเสียงฉัน”
เพียะ “และนี่ข้อหาที่บังอาจมายุ่งกับครอบครัวของทหารที่ปกป้องประเทศชาติ”
เสียงไม้กวาดฟาดกระทบเนื้อดังติดต่อกัน พร้อมกับเสียงด่าทอที่ไม่มีใครเคยได้ยินจากปากของจ้าวซินเหมยมาก่อน ชาวบ้านต่างอ้าปากค้างกับภาพที่เห็น ปกติแล้วจ้าวซินเหมยเป็นคนเงียบๆ เอาแต่ใจ และดูอ่อนแอ แต่ภาพหญิงสาวที่กำลังถือไม้กวาดไล่ฟาดชายหนุ่มร่างสูงใหญ่อย่างไม่เกรงกลัวนี่มันอะไรกัน
“ดูสิ นั่นมันหลี่กัง ปัญญาชนจากเมืองหลวงไม่ใช่เหรอ”
“เขาไปทำอะไรให้เมียจงอู๋จี้โกรธขนาดนั้นล่ะนั่น”
“ได้ยินไม่ชัดเหรอ ก็เขามาลอบนัดแนะให้เมียเขาทิ้งครอบครัวไงล่ะ เลวจริงๆ”
เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นรอบทิศทาง หลี่กังอับอายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี เขาพยายามจะอธิบาย แต่ทุกครั้งที่อ้าปากก็จะโดนไม้กวาดฟาดสวนกลับมาจนพูดไม่ออก
“พวกเราไม่ได้โอ๊ยเราแค่โอ๊ย หยุดตีได้แล้ว”
“จะให้ฉันหยุดเหรอ ได้ แต่คุณต้องไสหัวไปจากที่นี่ซะ ไปให้พ้นจากชีวิตครอบครัวฉัน แล้วจำใส่หัวกะโหลกหนาๆ ของคุณไว้ด้วยว่าสามีของฉันคือจงอู๋จี้ ลูกของฉันคือจงรุ่ย ต่อให้ต้องตายฉันก็ไม่มีวันทิ้งพวกเขาไปไหน เข้าใจไหม” จ้าวซินเหมยหยุดยืนหอบหายใจ ดวงตาแดงก่ำจ้องเขม็งไปที่หลี่กังอย่างเอาเป็นเอาตาย
ในที่สุดหลี่กังก็สบโอกาส เขาผลักเธอจนเซถอยหลังแล้วรีบวิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต ท่ามกลางเสียงโห่ร้องขับไล่ของชาวบ้านบางส่วนที่เริ่มเข้าใจสถานการณ์
จ้าวซินเหมยยืนนิ่งอยู่กลางลานบ้าน ในมือยังคงกำด้ามไม้กวาดไว้แน่น ร่างกายสั่นเทาจากความโกรธและอะดรีนาลีนที่พลุ่งพล่าน เมื่อเสียงโห่ร้องและเสียงซุบซิบเริ่มจางลง เธอก็รู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงทั้งหมดหายไปจากร่าง
เธอค่อยๆ หันกลับมาทางประตูบ้าน และหัวใจของเธอก็แทบจะหยุดเต้น
จงอู๋จี้ยืนพิงกรอบประตูอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เขายืนกอดอก มองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือดวงตาของเขา
นัยน์ตาสีนิลที่เคยว่างเปล่าและเย็นชาจนน่ากลัว บัดนี้กลับมีประกายบางอย่างวูบไหวอยู่ภายใน มันไม่ใช่ความพึงพอใจ ไม่ใช่ความรัก และยังห่างไกลจากคำว่าให้อภัย แต่มันคือแววตาของความประหลาดใจระคนกับความสนใจเล็กๆ เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นภรรยาของตนเองในมุมนี้มุมของผู้หญิงที่พร้อมจะลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องครอบครัวของเธอ
บรรยากาศรอบตัวกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง แต่เป็นความเงียบคนละแบบกับเมื่อคืน มันไม่ใช่ความเงียบที่เต็มไปด้วยความหมางเมินและสิ้นหวัง แต่เป็นความเงียบที่แฝงไว้ด้วยการรอคอยและการประเมินสถานการณ์ใหม่
จ้าวซินเหมยลดไม้กวาดลงช้าๆ มือของเธออ่อนแรงจนแทบจะถือมันไว้ไม่ไหว เธอสบตากับเขานิ่งนานอยู่หลายวินาที ก่อนจะเป็นฝ่ายหลบตาลง มองไปยังพื้นดินที่เต็มไปด้วยรอยเท้า
ในที่สุด จงอู๋จี้ก็ขยับตัว เขาเดินผ่านร่างเธอไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ แต่แทนที่จะเดินหนีไป เขากลับเดินตรงเข้าไปในครัว แล้วอุ้มเสี่ยวรุ่ยที่ยืนเกาะขอบประตูมองตาแป๋วออกมา
ชายร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารกับเด็กชายตัวเล็กในอ้อมแขน เขามองหน้าเธออีกครั้ง น้ำเสียงยังคงทุ้มต่ำและห้วนเหมือนเดิม แต่กลับไม่มีความเย็นชาเสียดแทงเหมือนก่อนหน้านี้
“โจ๊กไหม้หมดแล้ว”
แล้วเขาก็อุ้มลูกชายเดินกลับเข้าไปในบ้าน ทิ้งให้จ้าวซินเหมยยืนนิ่งอยู่กับคำพูดสั้นๆ นั้นเพียงลำพัง
จ้าวซินเหมยกระพริบตาปริบๆ เสียงความคิดในใจกรีดร้องขึ้นมาทันที ‘ตายละหว่า โจ๊กหมูสับหม้อแรกในชีวิตใหม่ของฉัน’ เธอกุลีกุจอทิ้งไม้กวาดในมือลงบนพื้น แล้วรีบวิ่งตามหลังชายหนุ่มร่างสูงใหญ่เข้าไปในห้องครัวทันที กลิ่นไหม้จางๆ ที่ลอยเตะจมูกทำเอาเธอใจหายวาบ นึกเสียดายวัตถุดิบชั้นดีที่อุตส่าห์เจียดมาจากเสบียงก้นครัวแทบตาย ร่างบางรีบคว้าผ้าขี้ริ้วมาจับหูหม้อดินเผาแล้วยกออกจากเตาฟืนอย่างรวดเร็ว โชคยังดีที่แค่ก้นหม้อไหม้เกรียมไปนิดหน่อย แต่เนื้อโจ๊กส่วนใหญ่ยังคงส่งกลิ่นหอมกรุ่นชวนน้ำลายสอ
เมื่อหันกลับมา ก็พบว่าจงอู๋จี้นั่งลงบนม้านั่งไม้ตัวยาวเรียบร้อยแล้ว โดยมีเสี่ยวรุ่ยตัวน้อยนั่งจ้องหม้อตาแป๋วอยู่ข้างๆ ชายชาติทหารผู้รักความระเบียบไม่ได้แสดงท่าทีปั้นปึงหรือจับผิดเธอเหมือนเก่า เขายื่นมือหนาที่หยาบกร้านจากการฝึกหนักไปหยิบถ้วยกระเบื้องเคลือบสองใบมารอไว้
“คุณ... ให้ฉันจัดการเองเถอะค่ะ” ซินเหมยรีบเอ่ยปาก น้ำเสียงของเธออ่อนลงกว่าตอนที่ใช้ด่าทอหลี่กังราวกับเป็นคนละคน เธอหยิบทัพพีไม้มาตักโจ๊กส่วนบนที่เนื้อเนียนละเอียด แบ่งใส่ถ้วยให้สามีและลูกชายอย่างประณีตโดยระวังไม่ให้โดนส่วนที่ไหม้
เสี่ยวรุ่ยจ้องมองควันฉุยที่ลอยขึ้นมาจากถ้วย โจ๊กขาวๆ ที่มีหมูสับก้อนโตลอยอยู่เต็มไปหมดทำให้เด็กน้อยแอบกลืนน้ำลายดังอึก มือป้อมๆ เอื้อมไปกำชายเสื้อของซินเหมยไว้แน่นจนยับย่นตามความเคยชิน แววตาไร้เดียงสานั้นเต็มไปด้วยความโหยหา ราวกับกลัวว่าความอบอุ่นตรงหน้านี้จะเป็นเพียงแค่ความฝันตื่นหนึ่ง
“กินสิเสี่ยวรุ่ย ระวังร้อนนะลูก” ซินเหมยลูบหัวลูกชายด้วยความรักสุดหัวใจ ก่อนจะลอบสังเกตปฏิกิริยาของคนเป็นสามี
จงอู๋จี้มองโจ๊กหมูสับตรงหน้า สลับกับมองใบหน้าหวานของภรรยาที่ตอนนี้มีรอยเขม่าควันสีดำเปื้อนอยู่ตรงแก้มใส ร่างกายของเขาขยับคีบช้อนขึ้นมาตักโจ๊กเข้าปากช้าๆ รสชาติกลมกล่อมละมุนลิ้นที่ไม่ได้สัมผัสมานานทำให้นัยน์ตาสีนิลสั่นไหวเล็กน้อย เขาเคี้ยวกลืนลงคอโดยไม่เอ่ยชมสักคำตามนิสัยปากหนัก แต่ความเร็วในการตักคำต่อๆ ไปสลับกับการคอยเป่าโจ๊กให้ลูกชาย กลายเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่าอาหารมื้อนี้ถูกใจเขามากแค่ไหน
ซินเหมยเห็นแบบนั้นก็แอบถอนหายใจยาวในใจ ‘เฮ้อ รอดไปที นึกว่าจะโดนเททิ้งซะแล้ว’ เธอนั่งลงฝั่งตรงข้ามแล้วเริ่มลงมือทานส่วนของตัวเองอย่างเงียบๆ ความเงียบในห้องครัวเล็กๆ แห่งนี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดทุรนทุรายอีกต่อไป แต่มันเป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยกระแสความอบอุ่นบางอย่างที่กำลังถักทอขึ้นมาใหม่ช้าๆ ชะตากรรมของครอบครัวในยุค 70 นี้ เธอสาบานกับตัวเองเลยว่าจะใช้สองมือนี่แหละ พลิกมันจากชะตากรรมที่เคยล่มสลายให้กลายเป็นความสุขที่ใครก็อิจฉาให้ได้
