บทที่ 5 'เอา'
บทที่ 5 'เอา'
สายลมปลายฤดูร้อนที่พัดผ่านลานหน้าบ้านหลินคล้ายจะหยุดชะงักไปชั่วขณะ หลังจากแผ่นหลังของพวกอันธพาลวิ่งเตลิดเปิดเปิงหายลับไปจนสุดสายตา บรรยากาศกดดันที่แผ่ซ่านจากร่างของกัวซิ่วหรงก็ค่อยๆ จางลง หล่อนก้มลงมองใบหน้างดงามของหลินจื้อหยวนที่ยังคงมีรอยริ้วสีแดงจางๆ พาดผ่านโหนกแก้ม แววตาของหญิงพรานอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
หลินเยว่ซินที่ยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เงียบๆ ลอบยิ้มขึ้นมาทันที แผ่นการบางอย่างก็ฉายวาบขึ้นมาในหัวทันทีเช่นกัน เด็กสาวก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอเปลี่ยนจากความเยือกเย็นเมื่อครู่ กลายเป็นรอยยิ้มบริสุทธิ์ไร้เดียงสาราวกับลูกแมวน้อยแสนน่ารัก แววตากลมโตเปล่งประกายวิบวับราวกับพนักงานขายมือทองที่กำลังจะเสนอขายสินค้าชิ้นเอก
“น้าซิ่วหรงคะ...”
เยว่ซินเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย สองมือไพล่หลัง เอียงคอเล็กน้อยอย่างน่าเอ็นดู
กัวซิ่วหรงละสายตาจากชายรูปงาม หันมามองเด็กสาว
“มีอะไรหรือ?”
เยว่ซินผายมือไปทางแผ่นหลังของบิดาที่กำลังยืนนิ่ง ก่อนจะร่ายสรรพคุณด้วยความลื่นไหลราวกับท่องจำมาทั้งคืน
“บ้านกัวยังพอมีที่ว่างไหมคะ? พอดีทางนี้มีผู้ชายหน้าตาดีมากๆ แถมยังทำกับข้าวอร่อยมากๆ ทำงานบ้านเก่งสุดๆ ฝีมือเย็บปักไม่เป็นสองรองใคร ไหนจะงานเขียนพู่กันโบราณที่หาตัวจับยากอีก!”
เด็กสาวทำตาปริบๆ ช้อนสายตามองหญิงพรานร่างสูงอย่างออดอ้อน
“...ตอนนี้เขากำลังไร้ที่พึ่ง ร่างกายแม้จะสูงโปร่งแข็งแรงแต่ก็อ่อนแอและดูบอบบางยิ่งนัก (???? 5555) น้าซิ่วหรงสนใจรับไปไว้ในอุปการะสักคนหรือเปล่าคะ? รับรองว่าคุ้มค่าเกินราคา เลี้ยงง่าย กินน้อย แถมยังเอาไว้ตั้งโชว์ประดับบ้านให้เจริญหูเจริญตาได้ด้วยนะคะ!”
ความเงียบงันโรยตัวลงมาราวกับก้อนหินหนักอึ้งหล่นตุบลงกลางวง
หลินจื้อหยวนอ้าปากค้าง ใบหน้าขาวเนียนเห่อร้อนจัดจนลามไปถึงใบหู เลือดในกายสูบฉีดอย่างรุนแรงจนเขาแทบจะหน้ามืด ตะกร้าผักในมือสั่นกึกๆ ราวกับเจ้าของกำลังจับไข้
“ยะ…เยว่ซิน! ลูกพูดอะไรออกไป!”
ชายผู้งดงามแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี ลูกสาวของเขา!! ลูกสาวที่แสนเรียบร้อยของเขา กำลังเอาเขามาเร่ขายหน้าประตูบ้านคนอื่นราวกับเป็นผักกาดขาวลดราคา!
“คะ…คุณกัว... มะ…เมื่อกี้ลูกสาวผม... คะ…คือเด็กคนนี้เธอตกใจเรื่องเมื่อเช้า เลยพูดจาเลอะเทอะ คุณอย่าได้ใส่ใจ...”
หลินจื้อหยวนพยายามแก้ตัวเสียงสั่น แววตาล่อกแล่กไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับสตรีตรงหน้า ทว่า!กัวซิ่วหรงไม่ได้ฟังคำแก้ตัวของชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อย หล่อนยืนนิ่ง สองมือกอดอก ดวงตาเรียวคมดุจพญาเหยี่ยวกวาดมอง 'สินค้า' ที่ถูกเสนอขายอย่างลึกซึ้ง...
กาลเวลาและรอยแผลจากความยากลำบากไม่อาจลบรอยความงดงามของชายผู้นี้ได้เลย ภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวเก่าซีด ภาพของหลินจื้อหยวนในวัยสี่สิบปี ค่อยๆ ซ้อนทับกับเด็กหนุ่มรูปงามผู้มีรอยยิ้มสว่างไสวในความทรงจำ เด็กหนุ่มใจดีที่เคยฉีกแขนเสื้อตัวเองมาพันแผลเลือดสาดให้หล่อนโดยไม่นึกรังเกียจ
ในวันนั้น พวกเขากำลังจะได้ลงเอยกันอยู่แล้ว หากไม่ใช่เพราะหญิงแพศยาอย่างซูเหม่ยอิงเล่นละครฉากใหญ่ แสร้งพลัดตกน้ำลึกต่อหน้าชาวบ้านนับสิบ บีบบังคับให้เด็กหนุ่มที่ซื่อตรงและสุภาพอ่อนโยนต้องกระโดดลงไปช่วย แล้วฉวยโอกาสกอดเขาร้องไห้ฟูมฟายเพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบ กัวซิ่วหรงในวัยสาวได้แต่ยืนกำหมัดแน่นอยู่ริมฝั่ง หล่อนหยิ่งทะนงเกินกว่าจะลดตัวลงไปตบตีแย่งชิงผู้ชายด้วยวิธีสกปรกเช่นนั้น จึงยอมถอยออกมา ยืนมองชายที่หล่อนรักสุดหัวใจถูกหลอกใช้และสูบเลือดสูบเนื้อไปทีละนิดตลอดหลายสิบปี
หลังจากการพ่ายแพ้ในเกมมารยาครั้งนั้น หล่อนหันหลังให้ความรักและแต่งงานกับชายตระกูลกัวตามความเหมาะสม ทว่าโชคชะตากลับเล่นตลกร้าย สามีอายุสั้นด่วนจากไป ทิ้งหล่อนให้เป็นหม้ายพร้อมลูกชายวัยกำลังกินกำลังนอน
ผู้หญิงตัวคนเดียวในยุคที่ข้าวยากหมากแพง หากไม่ตรอมใจตายก็คงต้องรีบหาผู้ชายคนใหม่มาพึ่งพิง แต่กัวซิ่วหรงไม่ใช่สตรีที่ยอมก้มหัวให้ความโชคร้าย หล่อนปาดน้ำตา คว้าปืนล่าสัตว์ของสามี แบกรับหน้าที่หัวหน้าครอบครัว บุกป่าฝ่าดงล่าสัตว์หาเลี้ยงชีพและสั่งสอนลูกๆ ด้วยด้ามปืนกับลำแข้งของตัวเอง เปลี่ยนความสูญเสียให้กลายเป็นความแข็งแกร่ง จนผู้คนทั้งหุบเขาต้องเรียกขานหล่อนว่าพี่ใหญ่แห่งเขาชิงหลง
หลายปีที่ผ่านมา หล่อนยืนหยัดเป็นเสาหลักให้ครอบครัวอย่างโดดเดี่ยว ไม่เคยคิดจะเปิดรับผู้ชายคนไหนเข้ามาในชีวิตอีก ทว่าลึกๆ ในใจ พื้นที่เล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้เกราะน้ำแข็ง กลับไม่เคยลบเลือนภาพของเด็กหนุ่มผู้มีรอยยิ้มสว่างไสวคนนั้นได้เลย
แต่วันนี้... สวรรค์เปิดทาง ส่งเขากลับมาหยุดอยู่ตรงหน้าหล่อนอีกครั้ง!
สายตาของพรานหญิงกวาดมองตั้งแต่เส้นผมสีดำขลับที่จัดทรงอย่างเป็นระเบียบ ใบหน้าหล่อเหลาชั้นเลิศที่ขึ้นสีแดงจัด ลำคอระหง... ร่างกายสูงโปร่งนี้แม้มองดูบอบบางไปบ้างตามที่เด็กสาวโฆษณา แต่สำหรับคนที่มีพละกำลังเหลือล้นอย่างหล่อน... บอบบางสิดี จะได้ทะนุถนอมและปกป้องไว้ในอุ้งมือได้ถนัดๆ สิ่งที่หล่อนพลาดไปเมื่อยี่สิบปีก่อน ชาตินี้หล่อนจะทวงคืนและดูแลเขาให้ดีที่สุด! รอยยิ้มพึงพอใจจุดขึ้นที่มุมปากของหญิงพราน
หล่อนตวัดสายตากลับมามองเยว่ซิน แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เด็ดขาด ไม่มีแม้แต่รอยหยักของความลังเล
“เอา”
พรึ่บ!...
ตุบ!
ตะกร้าไม้ไผ่ในมือของหลินจื้อหยวนหลุดร่วงลงกระแทกพื้นในที่สุด หัวไชเท้าและมันเทศสองสามหัวกลิ้งหลุนๆ ไปชนรองเท้าบูตหนังของพรานหญิง เขายืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกฟ้าผ่ากลางแดดจ้า
“คะ…คุณกัว... มะ…เมื่อกี้คุณพูดว่าอะไรนะครับ?”
ชายผู้สุภาพอ่อนโยนถามเสียงสั่น คล้ายสติยังกลับมาไม่ครบถ้วน
“ฉันบอกว่า 'เอา' ไง”
กัวซิ่วหรงตอบหน้าตาย หล่อนก้าวเข้าไปประชิดตัวหลินจื้อหยวนจนกลิ่นอายป่าเขาและไอร้อนจากร่างกายของหล่อนแผ่ซ่านมาถึงเขา
“ฉันหาเงินเอง ล่าสัตว์เอง กินข้าวบ้านตัวเอง ฉันจะรับผู้ชายที่ฉันถูกใจเข้าบ้าน มันหนักหัวใคร?”
“ตะ…แต่ผมเพิ่งหย่า แถมยังไม่มีสมบัติอะไรติดตัวเลย มีแต่ลูกสาว ถ้าคุณรับผมไว้ จะกลายเป็นขี้ปากชาวบ้านเปล่าๆ ว่าคุณ...”
“ใครกล้าพูด ฉันจะเอาด้ามปืนยัดปากมัน!”
กัวซิ่วหรงตวาดเสียงต่ำดุดัน ก่อนจะถอนหายใจยาว แววตาเปลี่ยนเป็นจริงจัง
“จื้อหยวน ฟังฉันนะ ผู้หญิงอย่างซูเหม่ยอิงน่ะ โลภมากยิ่งกว่าหมาป่าหน้าหนาว ตอนนี้หล่อนทิ้งคุณเพราะคิดว่าจะไปได้ดีกับคนในเมืองอำเภอ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่หล่อนรู้ว่าบ้านกัวมีของกิน มีเนื้อ มีเงิน หล่อนต้องหน้าด้านกลับมาหาเรื่องรีดไถคุณกับลูกแน่!”
หลินจื้อหยวนชะงักไป คำพูดของกัวซิ่วหรงแทงใจดำอย่างจัง เพราะเขารู้ดีว่าอดีตภรรยาเป็นคนเช่นไร
“เราจะรอช้าไม่ได้” พรานหญิงประกาศกร้าว
“คืนนี้แต่งเลย! ไม่สิ... ตอนนี้เลย! ฉันจะพาพวกคุณไปจดทะเบียนที่สำนักงานคณะกรรมการหมู่บ้านเดี๋ยวนี้ ใครหน้าไหนจะได้ไม่มีสิทธิ์มาลากคุณกลับไปรับใช้บ้านนั้นอีก!”
พูดจบ หล่อนก็คว้าหมับเข้าที่ข้อมือขาวซีดของหลินจื้อหยวน รั้งให้เขาเดินตามไปโดยไม่เปิดโอกาสให้ชายหนุ่มได้ตั้งตัวหรือปฏิเสธ ส่วนมืออีกข้างก็คว้าเชือกผูกขาหมูป่าเตรียมลากไปที่ทำการด้วย ...
ลมต้นฤดูใบไม้ร่วงพัดใบไม้แห้งกลิ้งผ่านปลายรองเท้าของทุกคน เสียงไก่บ้านข้างๆ ขันขึ้นมาอย่างไม่รู้กาลเทศะ ก่อนถูกเจ้าของตะโกนด่าให้เงียบ
กัวเอ้อร์เฉิงยังคงมองตามหมูป่าเคราะห์ร้ายที่ถูกแม่เขาลากค ปากของเขาอ้าออกเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้าง มองมารดาราวกับเพิ่งพบว่าหล่อนซ่อนเสืออีกตัวไว้ใต้เตียงมานานหลายปี
หลินจื้อหยวนอาการหนักกว่าเขา!!
กระดาษแจ้งให้ย้ายออกจากบ้านหลุดจากมือไปแล้ว แต่เจ้าตัวดูเหมือนยังไม่รู้สึก กระทั่งตะกร้าผักที่ถืออยู่เอียงจนหัวไชเท้ากลิ้งออกมาหนึ่งหัว เขาก็ยังยืนตัวแข็งทื่ออยู่ที่เดิม ใบหน้าซึ่งปกติขาวสะอาดราวหยกชั้นดี ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงจัด แดงจากใบหูลามลงมาถึงลำคอระหง
หลินเยว่ซินมองบิดาแล้วรู้สึกว่า หากปล่อยให้อยู่กลางแดดนานกว่านี้ เขาอาจจะสุกก่อนหัวไชเท้าบนพื้นเสียอีก
“คะ…คุณกัว...” หลินจื้อหยวนเค้นเสียงเรียกอย่างยากลำบาก
“เมื่อครู่เยว่ซินยังเด็ก... เธอพูดไม่ทันคิด คุณอย่าได้…”
“ฉันพูดทันคิดค่ะ”
เยว่ซินตัดบทด้วยน้ำเสียงสุภาพ นุ่มนวล ทว่าเด็ดขาด
บิดาหันมามองขวับ
“เยว่ซิน!”
“พ่อคะ เราถูกไล่ให้ออกจากบ้านภายในสามวัน บ้านเก่าตรงเชิงเขาหลังคารั่ว กำแพงก็ใกล้พัง ฤดูหนาวอีกไม่นานจะมาถึง หากฝนตกคืนนี้ พวกเราอาจต้องเอาร่มกางนอนในบ้านนะคะ”
กัวเอ้อร์เฉิงพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วยเป็นที่สุด
“บ้านหลังนั้นรั่วจริงครับ ปีที่แล้วผมหลบฝนเข้าไปข้างใน สุดท้ายเปียกกว่ายืนอยู่ข้างนอกอีก”
หลินจื้อหยวนเม้มริมฝีปากแน่น
“ถึงอย่างนั้นก็ซ่อมได้”
“ซ่อมได้ค่ะ” เยว่ซินไม่เถียง
“แต่ต้องใช้ไม้ ใช้กระเบื้อง ใช้แรงงาน และต้องมีเวลา... พ่อมีเงินเหลือเท่าไรคะ?”
คำถามนั้นทำให้เขานิ่งงันไป
หลังหย่า ซูเหม่ยอิงกวาดนำเงินที่เก็บไว้ทั้งหมดไปด้วย แม้แต่คูปองผ้ากับคูปองน้ำมันก็ไม่เหลือติดก้นลิ้นชักไว้สักใบ ในกระเป๋าของหลินจื้อหยวนตอนนี้... มีเงินไม่ถึงห้าหยวน
ห้าหยวนอาจซื้อแป้งหยาบได้จำนวนหนึ่ง แต่ซื้อหลังคากันลมฝนไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการซื้อฤดูหนาวที่อบอุ่นให้ลูกสาว
หลินเยว่ซินเห็นความอับอายและปวดร้าวแวบผ่านดวงตาบิดา หัวใจของเธอพลันเจ็บแปลบ เธอไม่ได้ต้องการตอกย้ำว่าเขายากจน เพียงแต่ต้องการให้เขาหยุดคิดเสียทีว่า การขอความช่วยเหลือคือการเป็นภาระ!
ชาติก่อนเขาแบกทุกอย่างไว้คนเดียว... กระทั่งถูกความหนาวและความเหนื่อยล้าฝังไว้ใต้หน้าผาอันโดดเดี่ยว ชาตินี้เธอจะไม่ปล่อยให้โศกนาฏกรรมโง่เขลานั้นเกิดขึ้นอีกเด็ดขาด!
“อีกอย่าง”
เยว่ซินหันไปมองกัวซิ่วหรง
พรานหญิงยังยืนตัวตรงตระหง่านอยู่ข้างซากหมูป่า ใบหน้าคมสวยเซ็กซี่นิ่งสงบ ราวกับคำว่า 'เอา' เมื่อครู่ไม่ได้หลุดออกมาจากปากของตน มีเพียงข้อนิ้วที่จับเชือกลากหมูป่าแน่นขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น ที่เผยให้เห็นว่าหล่อนไม่ได้สงบนิ่งดั่งภูเขาน้ำแข็งอย่างที่แสดงออก
“น้าซิ่วหรงมีบ้าน มีข้าว มีฟืน และมีลูกชายสามคนใช้แรงงานได้”
กัวเอ้อร์เฉิงรีบยกมือแทรก
“ขอแก้หน่อยครับ บ้านเรามีลูกชายสองคนกับหลานหนึ่งคน”
เยว่ซินปรายตาหลุบมองเขา “แต่ทุกคนใช้แรงงานแบกหามได้เหมือนกันไม่ใช่หรือคะ?”
ชายหนุ่มคิดตามอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าหงึกหงัก
“เออ... ก็จริง”
******
