เกิดใหม่ปี 1976 พาพ่อรูปงามแต่งเข้าบ้านแม่เสือ

78.0K · ยังไม่จบ
Primพริมโรส
23
บท
299
ยอดวิว
7.0
การให้คะแนน

บทย่อ

ชาติก่อนบ้านเศรษฐีคือนรก!พอน้องสาวแย่งไป เยว่ซินจึงยิ้มกริ่มชาตินี้เธอจะพาคุณพ่อรูปงามแต่งเข้าบ้านแม่เสือ สร้างครอบครัวใหม่ให้รุ่งเรืองใครรังแกพ่อแม่เสือพร้อมฟาด!มาดูกันว่าชีวิตใครจะรุ่งเรืองกว่ากัน

นิยายจีนโบราณนิยายย้อนยุคยุค70เกิดใหม่ฟินๆนางเอกเก่ง

บทที่ 1 วันที่ต้องเลือก!

บทที่ 1 วันที่ต้องเลือก!

ตอนที่หลินเยว่ซินตาย นอกหน้าต่างกำลังจุดประทัดฉลองวันเกิดครบหกสิบปีของแม่สามี

เสียงประทัดแตกดังสนั่น ปัง! ปัง! ปัง!

เศษกระดาษสีแดงปลิวว่อนอยู่เหนือลานบ้านตระกูลหลัว เสียงแขกเหรื่อหัวเราะครื้นเครงปะปนกับเสียงดนตรีจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง กลิ่นเนื้อตุ๋นกับสุราราคาแพงลอยขึ้นมาถึงห้องชั้นสาม

ทว่ากลิ่นเหล่านั้นกลับถูกกลบด้วยกลิ่นคาวสนิม... เธอนอนจมอยู่ในกองเลือดหลังประตูที่ถูกล็อกจากด้านนอก ชุดกระโปรงผ้าไหมสีแดงที่แม่สามีสั่งให้เธอสวมในงานวันเกิดเปียกชุ่มจนกลายเป็นสีดำคล้ำ เลือดอุ่นๆ ไหลผ่านหน้าท้องลงสู่พื้นไม้ทีละหยด พร้อมกับเรี่ยวแรงที่เหือดหาย ลูกของเธอไม่มีแล้ว เป็นครั้งที่สาม และคงเป็นครั้งสุดท้าย

“เยว่ซิน”

เสียงชายคนหนึ่งดังอยู่หลังประตู น้ำเสียงยังคงนุ่มนวล สุภาพ และน่าฟังเหมือนครั้งแรกที่เขามาสู่ขอเธอ

“เปิดประตูเถอะ อย่าทำให้ทุกคนหมดสนุก”

หลินเยว่ซินหัวเราะออกมาเบาๆ น่าเสียดายที่เสียงนั้นแหบพร่าเกินไป คนด้านนอกจึงไม่ได้ยิน หลัวจิ้นอันมักพูดเช่นนี้เสมอ

วันที่เขาสั่งให้คนยึดบัตรประจำตัวของเธอ

เขาบอกว่าอย่าทำให้ครอบครัวเป็นห่วง

วันที่เขาขังเธอไว้ในห้อง เขาบอกว่าอย่าทำให้คนอื่นหมดสนุก

วันที่แม่สามีส่งชายแปลกหน้าเข้ามาในห้องเพื่อให้เธอตั้งครรภ์ เขายังจับมือเธออย่างอ่อนโยนแล้วบอกว่า ทุกอย่างก็เพื่ออนาคตของเรา อนาคตของพวกเขาช่างงดงามเหลือเกิน งดงามเสียจนต้องใช้เลือดของเธอทาสี

“พี่จิ้นอัน”

เธอรวบรวมแรงที่เหลือ เอ่ยเรียกเขาเป็นครั้งสุดท้าย เสียงด้านนอกเงียบไปทันที

“ฉันอยู่นี่”

“คุณเคยรักฉันบ้างไหม”

ผ่านไปครู่ใหญ่ ชายด้านนอกจึงถอนหายใจราวกับกำลังอดทนต่อเด็กดื้อคนหนึ่ง

“เยว่ซิน อย่าถามคำถามไร้สาระในวันนี้”

คำตอบนั้นทำให้เธอยิ้ม ดีแล้ว...อย่างน้อยก่อนตาย เธอก็ไม่ต้องหลอกตัวเองอีก ปลายนิ้วที่เต็มไปด้วยเลือดค่อยๆ คลายออกจากด้ามกรรไกร ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน เสียงประทัด เสียงหัวเราะ และเสียงเคาะประตูค่อยๆ ห่างออกไป

ก่อนสติจะดับลง หลินเยว่ซินนึกถึงบ้านดินหลังเล็กที่เธอเคยดูถูก นึกถึงบิดาผู้มีใบหน้างดงามแต่ไม่เคยกล้าโต้เถียงกับผู้ใด นึกถึงน้องสาวที่เลือกตามบิดาไปอยู่ชนบท ซึ่งต้องตกระกำลำบากและเผชิญความยากจนข้นแค้นในช่วงแรก

ตลอดเวลาหลายปีที่ถูกกักขัง หลินเยว่หลันไม่เคยเดินทางมาเยี่ยมเธอเลยสักครั้งเดียว คนภายนอกและน้องสาวคงเห็นเพียงฉากหน้า... ภาพของรถยนต์หรูหราที่ตระกูลหลัวขับไปรับส่งคนในครอบครัว ภาพของเสื้อผ้าดีๆ และคูปองอาหารที่ไม่มีวันหมด

หลินเยว่หลันที่ต้องทนหิวและถูกตราหน้าว่ายากจน คงคิดมาตลอดว่าพี่สาวที่เลือกตามมารดาไปนั้นได้เสวยสุขอยู่บนกองเงินกองทอง น้องสาวคงเจ็บใจและคิดว่าตนเองเลือกผิดโดยไม่เคยรู้เลยว่าเบื้องหลังกำแพงสูงตระหง่านนี้ คือนรกขุมลึกที่ไม่มีแม้แต่ทางให้หลบหนี ชาติก่อน หลินเยว่ซินเลือกบ้านใหญ่ แต่กลับตายอยู่ในห้องแคบๆ อย่างโดดเดี่ยว

หากสวรรค์มีตาเธออยากเลือกใหม่อีกครั้ง

-----------

“เยว่ซิน!”

เสียงตวาดแหลมคมกระแทกเข้าสู่โสตประสาท

“ฉันเรียกตั้งหลายครั้งแล้ว แกหูหนวกหรือไง!”

หลินเยว่ซินลืมตาขึ้นอย่างแรง ไม่มีห้องมืด ไม่มีพื้นเปื้อนเลือด ไม่มีเสียงประทัด ตรงหน้าคือโต๊ะไม้เก่าที่มีรอยมีดสับเต็มพื้นผิว บนโต๊ะวางกระดาษสีเหลืองซีดหนึ่งแผ่น ปากกาหมึกซึม และตราประทับสีแดง กลิ่นควันจากเตาถ่านลอยอยู่ในอากาศ ลมหนาวแทรกผ่านช่องหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท จนกระดาษบนโต๊ะสั่นเบาๆ

หลินเยว่ซินก้มมองมือของตน มือเรียวขาว ไม่มีรอยแผลเป็นจากเชือก ไม่มีรอยเข็ม ไม่มีเลือด หน้าท้องไม่เจ็บ ร่างกายไม่หนักอึ้ง เธอกำหมัดแน่น เล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ ความเจ็บเล็กๆ ยืนยันว่าทุกอย่างตรงหน้าไม่ใช่ความฝันก่อนตาย

“จะเหม่ออีกนานไหม?”

หญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด ซูเหม่ยอิง มารดาแท้ๆ ของเธอ แม่สวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มตัวใหม่ ผมหวีเรียบและทาน้ำมันจนไม่มีเส้นใดหลุดออกมา ใบหน้าที่เคยบ่นว่าในบ้านไม่มีเงินซื้อข้าวกลับแต้มแป้งบางๆ แม้แต่ริมฝีปากก็มีสีแดงระเรื่อ ข้างเท้าของนางซูเหม่ยอิงวางกระเป๋าเดินทางสองใบ ใบหนึ่งใส่เสื้อผ้า อีกใบคงใส่ชีวิตใหม่ที่นางเจ้าตัวรีบร้อนไปคว้าไว้

หลินเยว่ซินเหลือบมองปฏิทินบนผนัง วันที่ 3 เดือนกันยายน ปี 1976...

วันหย่า!!

วันที่ชีวิตของสองพี่น้องแยกออกเป็นคนละเส้นทาง เธอกลับมาแล้วจริงๆ

“แม่ถามว่าแกจะไปกับใคร?”

เด็กสาวที่นั่งข้างซูเหม่ยอิงยื่นหน้าเข้ามา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรำคาญ หลินเยว่หลัน น้องสาวของเธอในวัยสิบแปดปี ใบหน้าของอีกฝ่ายยังอ่อนเยาว์ แก้มมีเนื้อ ผมถักเป็นเปียสองข้าง เสื้อผ้าแม้เก่าแต่สะอาด ดวงตากลมโตมองเธอเหมือนกำลังประเมินคู่แข่ง หลินเยว่ซินไม่ตอบทันที สายตาของเธอเคลื่อนไปยังชายที่นั่งเงียบอยู่ริมโต๊ะ หลินจื้อหยวน บิดาของเธอ

เขาอายุสี่สิบปีในปีนี้ แต่ดูอ่อนวัยกว่านั้นมาก รูปร่างสูงโปร่งอยู่ภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวที่ซักจนเกือบบาง คิ้วดำเรียงตัวงดงาม ดวงตาเรียวยาวมีรอยอ่อนล้าจางๆ จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากซีดเล็กน้อย

แม้ใบหน้าจะซูบลงเพราะทำงานหนักและอดอาหารให้เพื่อให้ลูกได้กิน แต่ความงดงามของเขากลับยังโดดเด่นจนไม่เหมือนผู้ชายในหมู่บ้านเดียวกัน ชาติก่อนหลินเยว่ซินเคยรู้สึกอับอายเวลาคนเรียกเขาว่าพ่อดอกไม้

อับอายที่เขาทำอาหารเก่งกว่าทำไร่…

อับอายที่เขาไม่เคยต่อยชนะชายคนไหน…

อับอายที่มารดามักด่าว่าเขาเป็นผู้ชายหน้าขาวซึ่งเอาแต่เกาะภรรยากิน เธอจึงเลือกตามแม่ไปโดยแทบไม่หันกลับมามอง ต่อมาเมื่ออยากกลับมา เธอกลับไม่ได้พบเขาอีกแล้ว

หลินจื้อหยวนเสียชีวิตในฤดูหนาวปี 1979 ข่าวที่มาถึงบ้านหลัวบอกเพียงว่า เขาลื่นตกจากหน้าผาระหว่างขึ้นเขาหาฟืน ไม่มีใครบอกว่าก่อนตายเขาหิวหรือไม่ หนาวเพียงใด หรือเอ่ยเรียกชื่อลูกสาวคนโตบ้างหรือเปล่า ขอบตาของหลินเยว่ซินร้อนผ่าว เธอเกือบเรียกคำว่า พ่อ ออกมา แต่ซูเหม่ยอิงกลับโยนปากกาลงบนโต๊ะดังปึก

“พอได้แล้ว!”

นางหล่อนหันไปถลึงตาใส่หลินจื้อหยวน

“รีบเซ็นชื่อเสียที อย่าทำให้วันดีๆ ของฉันต้องเสียฤกษ์ ฉันกับพี่หลัวต้องไปจดทะเบียนก่อนสำนักงานปิด”

หลินจื้อหยวนก้มมองหนังสือหย่า ดวงตาอ่อนโยนของเขาหม่นลงเล็กน้อย

“เรื่องลูกทั้งสองคน ผมคิดว่าเราควรถามพวกเธอให้แน่ใจก่อน”

“ยังต้องถามอะไรอีก”

ซูเหม่ยอิงหัวเราะเยาะ

“บ้านตระกูลหลัวอยู่ในเมืองอำเภอ มีห้องอิฐเขียวมุงหลังคากระเบื้อง มีไฟฟ้า มีคูปองอาหารทุกเดือน หลัวเหวยตงยังเป็นถึงรองหัวหน้าสหกรณ์ ใครมีสมองก็รู้ว่าควรเลือกทางไหน”

นางผู้เป็นแม่ปรายตามองสามีตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า

“ส่วนคุณมีอะไร นอกจากใบหน้าที่ใช้กินแทนข้าวไม่ได้”

มือของหลินจื้อหยวนที่วางอยู่บนเข่ากำแน่น แต่เขาไม่ได้โต้เถียง เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา หลินเยว่ซินมองเห็นความอับอายในดวงตาของบิดาอย่างชัดเจน ชาติก่อนเธอกลับไม่เคยเห็น หรือบางทีเธออาจเคยเห็น แต่เลือกไม่สนใจ เพราะเด็กสาววัยสิบเก้าก็กลัวความยากจนไม่ต่างจากใคร

เธอเคยคิดว่า ความอ่อนโยนของบิดาคือความไร้ประโยชน์ หลังผ่านนรกมาหนึ่งชาติ เธอจึงเข้าใจว่า คนที่ไม่ทำร้ายผู้อื่นทั้งที่ตนถูกทำร้ายมาตลอด ต้องใช้ความเข้มแข็งมากเพียงใด

“พี่สาว”

หลินเยว่หลันเรียกเธอ น้ำเสียงแฝงความเร่งร้อนผิดปกติ

“พี่ตัดสินใจหรือยัง!”

เยว่ซินหันไปมองน้องสาว มีบางอย่างไม่ถูกต้อง ชาติก่อนหลินเยว่หลันร้องไห้เกาะแขนมารดา ขอไปอยู่บ้านหลัวด้วย เพราะไม่อยากอยู่กับพ่อที่ยากจน แต่เมื่อซูเหม่ยอิงบอกว่าตระกูลหลัวรับลูกไปได้เพียงคนเดียว เยว่หลันกลับลังเล ไม่ยอมเลือก และมารดาก็ตัดสินใจพาเยว่ซินไปแทน

เพราะเธอหน้าตาดีกว่า ดูเรียบร้อยกว่า เหมาะจะนำไปอวดครอบครัวสามีใหม่ สุดท้ายเยว่หลันจึงต้องอยู่กับพ่ออย่างไม่เต็มใจ

วันนี้กลับไม่เหมือนเดิม น้องสาวไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้ลังเล กลับจ้องเธอราวกับกลัวว่าเธอจะพูดบางอย่างก่อน หลินเยว่ซินยังไม่ทันอ้าปาก หลินเยว่หลันก็ลุกพรวดขึ้น

“ฉันจะไปกับแม่!”

เสียงนั้นดังจนทุกคนในห้องชะงัก เยว่หลันคว้าแขนซูเหม่ยอิงไว้แน่น ราวกับกลัวใครจะมาแย่ง

“แม่พาฉันไปเถอะ ฉันเชื่อฟัง ทำงานบ้านเป็น และจะไม่สร้างปัญหาให้แม่แน่นอน”

ซูเหม่ยอิงนิ่งไปเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่านางเตรียมจะเลือกบุตรสาวคนโต เพราะเยว่ซินมีใบหน้าคล้ายหลินจื้อหยวน งดงามจนผู้คนมักหันกลับมามอง เหมาะแก่การสร้างหน้าตาให้ตระกูลใหม่ นางคนเป็นแม่จึงขมวดคิ้ว

“เยว่หลัน เมื่อครู่แม่ยังไม่ได้บอกว่าจะพาใครไป”

“แต่พี่สาวอยากอยู่กับพ่อค่ะ”

เยว่หลันตอบทันที เร็วเกินไป มั่นใจเกินไป ดวงตากลมโตหันมามองพี่สาว พร้อมรอยยิ้มบางๆ ที่มีทั้งความยินดีและความสะใจ

“ใช่ไหมคะ พี่สาว”

หลินเยว่ซินสบตาอีกฝ่ายนิ่ง ทันใดนั้น ความทรงจำหนึ่งก็แล่นผ่านสมอง

ช่วงบั้นปลายชีวิต ชื่อของเผยจิ่งเหิงโด่งดังไปทั่วเมืองหลวง เขากลับมารับครอบครัวกัวไปอยู่ด้วย บ้านดินหลังเล็กถูกสร้างใหม่เป็นบ้านอิฐ ครอบครัวที่เคยอดอยากกลายเป็นเจ้าของกิจการแปรรูปอาหาร หลินเยว่หลันในชาติก่อนจึงมีชีวิตดีขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนเยว่ซินที่อยู่บ้านหลัว แม้สวมเสื้อผ้าดี มีรถยนต์รับส่ง แต่ไม่เคยออกจากบ้านโดยลำพัง คนภายนอกจึงเห็นเพียงเปลือกที่งดงาม ไม่มีใครเห็นรอยฟกช้ำใต้แขนเสื้อ หรือหน้าต่างที่ติดลูกกรง

หลินเยว่หลันคงเห็นชีวิตของพี่สาว แล้วคิดว่าตนเลือกผิด

หากน้องสาวย้อนกลับมาเช่นกัน ทุกอย่างก็อธิบายได้

ความเร่งรีบ ความมั่นใจ และแววตาที่เหมือนคนกำลังแย่งชิงสมบัติล้ำค่า

เยว่ซินหย่อนสายตาลงบนมือของน้องสาว ปลายนิ้วกำแขนมารดาแน่นจนขาวซีด ไม่ใช่ท่าทางของเด็กสาวที่กำลังเลือกครอบครัว แต่เป็นท่าทางของนักพนันที่กำลังรีบคว้าไพ่ใบดีที่สุดบนโต๊ะ

“เยว่ซิน”

หลินจื้อหยวนเรียกเสียงเบา เขามองบุตรสาวคนโตอย่างลังเล ความหวังเล็กๆ วาบขึ้นในดวงตา ก่อนถูกกดลงอย่างรวดเร็วราวกับไม่กล้าคาดหวัง

“ลูกไม่จำเป็นต้องสงสารพ่อ ถ้าอยากไปอยู่กับแม่ก็ไปเถอะ ในเมืองมีโรงเรียนดีกว่า มีอาหาร...”

“พ่อ”

หลินเยว่ซินเรียกเขา เพียงคำเดียว เสียงกลับสั่นจนเธอต้องเม้มริมฝีปาก ชายตรงหน้าชะงัก เธอไม่ได้เรียกเขาด้วยน้ำเสียงเช่นนี้มานานเท่าไรแล้ว อาจนานถึงหนึ่งชาติ

เยว่ซินสูดลมหายใจ ก่อนเอื้อมมือไปจับชายเสื้อที่ซักจนซีดของเขาไว้ สัมผัสของผ้าหยาบทำให้น้ำตาแทบไหล

นี่ไม่ใช่ความฝัน บิดายังมีชีวิต มือยังอุ่น ดวงตายังมองเธอด้วยความห่วงใย ไม่ใช่ภาพถ่ายขาวดำที่วางอยู่ข้างโถกระดูก

“ฉันจะอยู่กับพ่อค่ะ”

หลินจื้อหยวนเบิกตาเล็กน้อย

“เยว่ซิน…”

“ฉันเลือกพ่อ”

*****