บทที่ 6 คืนนี้แต่งเลย!!!
บทที่ 6 คืนนี้แต่งเลย!!!
ชายหนุ่มคิดตามอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าหงึกหงัก
“เออ... ก็จริง”
กัวซิ่วหรงปรายตามองบุตรชาย เห็นได้ชัดว่าหล่อนกำลังชั่งใจว่าควรภูมิใจในความซื่อตรง หรือกังวลในสติปัญญาของเขาก่อนดี
เยว่ซินร่ายสรรพคุณต่อด้วยรอยยิ้มบริสุทธิ์
“ส่วนพ่อทำอาหารเก่ง อ่านหนังสือได้ คิดบัญชีเป็น เย็บเสื้อผ้าได้ และจัดการบ้านเรือนดีมาก” เธอหันสบตากับกัวซิ่วหรงตรงๆ
“น้าซิ่วหรงต้องการคนดูแลความเรียบร้อยข้างใน พ่อต้องการคนช่วยปกป้องพายุฝนอยู่ข้างนอก... พวกคุณสองคนไม่ได้เอาเปรียบกันเสียหน่อย”
หลินจื้อหยวนรู้สึกว่าตรรกะนี้ยิ่งฟังก็ยิ่งทะแม่งๆ
“การแต่งงานไม่ใช่การแลกแรงงานนะ!”
“แล้วการแต่งงานควรเป็นอะไรคะ?”
คำถามของบุตรสาวทำเอาชายวัยสี่สิบชะงักงัน
หลินเยว่ซินไม่รอคำตอบ
“อยู่ด้วยกันแล้วช่วยกันทำมาหากิน เวลาคนหนึ่งลำบาก อีกคนก็ช่วยรับน้ำหนักไว้ไม่ใช่หรือคะ? ถ้าเป็นเช่นนั้น พ่อกับน้าซิ่วหรงก็เหมาะสมกันดั่งกิ่งทองใบหยกเลยล่ะค่ะ”
กัวเอ้อร์เฉิงพยักหน้าหนักแน่นขึ้นเรื่อยๆ ราวกับไก่จิกข้าว
“อืม... ฟังดูมีเหตุผลมากๆ”
“แก!!เจ้ารอง หุบปาก!!” กัวซิ่วหรงเอ่ยเสียงเรียบโดยไม่หันไปมอง
ชายหนุ่มรูดซิปปากสนิททันที แต่ดวงตายังเปล่งประกายวิบวับราวกับกำลังตีตั๋วแถวหน้าดูละครฉากสำคัญ กลุ่มชาวบ้านที่แอบมุงดูอยู่ห่างๆ ยังคงไม่ยอมแยกย้ายไปไหนเสียที เรื่องหลินจื้อหยวนหย่าขาดกับภรรยาก็น่าตื่นเต้นพอแรงแล้ว ใครจะคาดคิดเล่าว่าไม่ถึงหนึ่งชั่วยามให้หลัง พรานหญิงผู้ดุดันและโด่งดังที่สุดในรอบสามหมู่บ้าน จะมาประกาศปาวๆ หน้าประตูว่า อยากได้เขาเป็นสามี! ข่าวล่ามาแรงระดับนี้ หากปล่อยทิ้งไว้ถึงตอนเย็น คงติดปีกบินข้ามภูเขาไปถึงหมู่บ้านข้างๆ ได้เองโดยไม่ต้องพึ่งจักรยาน ยิ่งพวกเขาอยู่ชนบทแบบนี้ ไม่ค่อยมีอะไรให้ดูเรื่องราวแบบนี้จึงได้รับความสนใจมากจริงๆ
หญิงชราคนหนึ่งป้องปากกระซิบกับสหายข้างกาย
“ฉันเคยบอกพวกแกแล้ว... ซิ่วหรงมองจื้อหยวนไม่เหมือนคนอื่น”
“มองยังไงล่ะ?”
“มองเหมือนคนอดข้าวเจ็ดวัน... แล้วบังเอิญเห็นหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงวางอยู่ตรงหน้าน่ะสิ”
แม้เสียงกระซิบนั้นจะเบาหวิว แต่สายลมบนเขากลับพัดพามาถึงหน้าประตูบ้านหลินพอดิบพอดี
คราวนี้หลินจื้อหยวนหน้าแดงเถือกยิ่งกว่าลานมะเขือเทศสุก กัวซิ่วหรงตวัดสายตาคมกริบดุจมีดบินตวัดไปมองหญิงชราคนนั้น
อีกฝ่ายสะดุ้งโหยง รีบกลับลำเปลี่ยนคำทันควัน
“หมายถึง... มองด้วยความชื่นชม! ชื่นชมอย่างบริสุทธิ์ใจน่ะจ้ะ!”
กัวเอ้อร์เฉิงก้มหน้ากลั้นหัวเราะจนไหล่สั่นกึกๆ เขาเห็นสายตาแม่เขาแล้วเขาอยากจะตะโกนดังๆ ไปเลยว่า
…มัน…ไม่..บริสุทธิ์ใจ..สักนิดเดียว!!! …
หลินเยว่ซินลอบยิ้ม มุมปากยกขึ้นอย่างพึงพอใจ ทว่าลึกๆ กลับรู้สึกอุ่นวาบในอก ชาติก่อน มีแต่คนหัวเราะเยาะบิดาเพราะเขาถูกภรรยาทิ้งอย่างไม่ไยดี ชาตินี้ก็ยังมีคนหัวเราะ แต่ความหมายมันแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง อย่างน้อยครั้งนี้ ทุกคนก็ได้ประจักษ์แก่สายตาแล้วว่า ชายผู้ถูกอดีตภรรยาตราหน้าว่าไร้ค่าน้ำยานั้น มีสตรีที่ทั้งงดงาม แข็งแกร่ง และทรงอิทธิพลที่สุดในหมู่บ้าน ยอมรับต่อหน้าฟ้าดินว่า 'อยากได้' เขาใจแทบขาด
เรื่องนี้เพียงพอจะใช้เป็นฝ่ามือตบหน้าซูเหม่ยอิงได้ครึ่งฉาดแล้ว! ส่วนอีกครึ่งฉาด... เธอจะเก็บไว้ตบทบต้นทบดอกทีหลัง
“พะ…พอได้แล้ว”
หลินจื้อหยวนก้มลงเก็บกระดาษจากพื้น พยายามสูดลมหายใจรักษาความสงบเยือกเย็น ทั้งที่ปลายนิ้วยังสั่นระริก
“เรื่องแต่งงาน... ไม่ควรนำมาพูดล้อเล่นกลางถนนเช่นนี้”
“ฉันไม่ได้พูดล้อเล่น”
กัวซิ่วหรงตอบสวนทันควัน น้ำเสียงเรียบๆ ทว่าหนักแน่นและกังวาน ทำให้เสียงซุบซิบนินทารอบข้างเงียบกริบลงทันตา หล่อนก้าวเข้าไปใกล้ แล้วทอดสายตามองเขาตรงๆ อย่างไม่มีการหลบตาซ่อนเร้นความรู้สึกใดๆ
“จื้อหยวน... ฉันอยากแต่งงานกับคุณจริงๆ”
คราวนี้ไม่มีเสียงหัวเราะเยาะ แม้แต่กัวเอ้อร์เฉิงก็หุบรอยยิ้มขี้เล่นลง
แสงแดดอ่อนจางปลายยามบ่ายส่องลอดผ่านกิ่งต้นหลิว ทาบทับเงาใบไม้สั่นไหวลงบนพื้นดิน พรานหญิงร่างสูงโปร่งยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางกลิ่นโคลนดิน กลิ่นคาวเลือดจากหมูป่า และลมเย็นเยียบที่พัดบ่าลงมาจากภูเขา...
หล่อนไม่มีช่อดอกไม้ ไม่มีของหมั้นล้ำค่า ไม่มีถ้อยคำหวานหูหยดย้อย มีเพียงปืนล่าสัตว์กระบอกโตพาดอยู่บนไหล่แกร่ง มือที่เต็มไปด้วยรอยด้านจากการกรำงานหนัก และดวงตาคู่คมที่ส่องประกายจริงจังยิ่งกว่าสบถสาบานต่อหน้าศาลบรรพชน
“ฉันรู้... ว่าคุณเพิ่งหย่า” กัวซิ่วหรงเอื้อนเอ่ย
“รู้ว่าตอนนี้คุณคงยังไม่อยากคิดเรื่องอื่น และรู้ด้วยว่าหากฉันเปิดปากพูดออกไปเช่นนี้ คนทั้งหมู่บ้านคงเอาไปนินทาหัวเราะร่ากันไปอีกหลายเดือน” หล่อนเว้นจังหวะไปชั่วอึดใจ
“แต่... หากวันนี้ฉันไม่พูด วันหน้าคุณอาจถูกคนอื่นพาตัดหน้าไปก่อน”
กัวเอ้อร์เฉิงหลุดสำลักน้ำลายตัวเองดังก่อก
“แม่ครับ... คำพูดประโยคนี้ ฟังเหมือนแม่กำลังแย่งซื้อเนื้อหมูป่าในตลาดตอนเช้าไม่มีผิดเลยครับ”
กัวซิ่วหรงปรายตามอง พร้อมขยับปลายรองเท้าบูตหนังขึ้นเล็กน้อย ชายหนุ่มรู้ซึ้งถึงรังสีอำมหิต รีบกระโดดถอยไปหลบหลังซากหมูป่าทันที
หลินจื้อหยวนไม่รู้ว่าตนเองควรมองใบหน้าทรงเสน่ห์ของหล่อน หรือก้มมองฝุ่นบนพื้นดี ท้ายที่สุด เขาจึงเลือกจดจ่ออยู่กับตะกร้าผักในมือ เพราะอย่างน้อยหัวไชเท้าก็ไม่ทำให้เขาหัวใจเต้นผิดจังหวะจนแทบจะกระดอนหลุดจากอกเช่นนี้
“คะ..คุณกัว...”
“ซิ่วหรง!!!”
หล่อนสวนกลับทันควัน
“...” …
“เรียกชื่อฉัน!!”
เขาเงียบงันไปเนิ่นนาน ริมฝีปากบางเม้มแน่น ก่อนจะยอมเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยสุ้มเสียงที่แผ่วเบาแทบกระซิบ
“ซิ่วหรง...”
พริบตานั้น ดวงตาเรียวคมของพรานหญิงสว่างวาบขึ้นทันตา! มันเป็นประกายเจิดจ้าเพียงชั่วครู่เดียว แต่หลินเยว่ซินที่คอยสังเกตการณ์อยู่กลับมองเห็นได้อย่างชัดเจน
คนภายนอกอาจรู้จักกัวซิ่วหรงในฐานะ พี่ใหญ่แห่งเขาชิงหลง สตรีเหล็กผู้กล้าซัดกับหมูป่า กล้าด่าทอหัวหน้าทีมผลิต และเคยแบกชายฉกรรจ์บาดเจ็บลงจากเขาด้วยตัวคนเดียว แต่เมื่อยามหล่อนมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าหลินจื้อหยวน หล่อนก็กลับกลายเป็นเพียงสตรีธรรมดาคนหนึ่ง ที่หัวใจเต้นแรงและแอบลอบดีใจ เพียงเพราะชายผู้ที่หล่อนแอบรักและเฝ้ามองมาหลายสิบปี ยอมเรียกชื่อของตน
“ผมเพิ่งหย่า”
หลินจื้อหยวนกล่าวช้าๆ อย่างพยายามดึงสติ
“นั่นไม่ใช่ความผิดของคุณ”
“ผมไม่มีบ้าน...”
“บ้านฉันมี”
“ผมไม่มีเงิน...”
“ฉันหาได้”
“แถมยังมีลูกสาวอีกคน...”
“ฉันเลี้ยงไหว”
คำตอบของกัวซิ่วหรงสวนกลับมารวดเร็วและเด็ดขาด ราวกับหล่อนท่องจำคำตอบพวกนี้มาตลอดสิบปี!
หลินจื้อหยวนจนด้วยเกล้า เขาหมดสิ้นข้ออ้าง จึงจำต้องเอ่ยรื้อฟื้นบาดแผลที่ฝังลึกที่สุดในใจออกมา
“คนในหมู่บ้าน... ต่างก็ตราหน้าว่าผมไม่มีความเป็นชาย”
กัวซิ่วหรงขมวดคิ้วฉับ แววตาดุดันขึ้นมาทันที “คนในหมู่บ้านมีสิทธิ์มาตัดสินรสนิยมของฉันตั้งแต่เมื่อไร?”
เขาเงยหน้าขึ้นมองหล่อนอย่างไม่เข้าใจ
หล่อนกวาดสายตามองสำรวจใบหน้างดงามของเขาอย่างเปิดเผย ตั้งแต่แนวคิ้วเรียวพาดเฉียง ดวงตาที่ซ่อนความอ่อนโยนลึกล้ำ ลงมาจรดริมฝีปากบางเฉียบ ก่อนจะประกาศถ้อยคำที่ตรงไปตรงมาเสียจนผู้เฝ้ามองรอบข้างแทบลืมหายใจ
“ในสายตาของฉัน... คุณคือผู้ชายที่ดีที่สุด งดงามที่สุดในหมู่บ้านนี้แล้ว”
ตู้ม! ใบหน้าของหลินจื้อหยวนแดงเถือกจนแทบจะระเบิดเป็นพลุไฟ!
“ส่วนไอ้พวกผู้ชายที่ชอบเห่าหอนล้อเลียนคุณน่ะเรอะ...”
หล่อนปรายตาคมปลาบกวาดมองกลุ่มชาวบ้านช้าๆ ชายหลายคนที่เคยปากเปราะรีบก้มหน้าหลบสายตาเป็นพัลวัน
“...หากพวกเขาเก่งกาจและมีความเป็นชายนักหนา ก็คงไม่ต้องใช้วิธีสกปรก เหยียบย่ำหัวคนอื่นเพื่อให้ตัวเองดูสูงขึ้นหรอก!”
ความเงียบสงัดแผ่ซ่านปกคลุมลานหน้าบ้าน หลินเยว่ซินรู้สึกราวกับก้อนหินหนักอึ้งที่เคยกดทับอยู่ในอกค่อยๆ ถูกยกออกไปทีละน้อย ชาติก่อน... ไม่เคยมีใครกล้าออกหน้าพูดจาปกป้องบิดาของเธอเช่นนี้เลย แม้แต่ตัวเธอเองในวัยนั้นก็ยังขลาดเขลาเกินกว่าจะเอ่ยปาก
พรานหญิงมองใบหน้าของบิดา เห็นขอบตาของเขาแดงช้ำขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่เจ้าตัวจะรีบเสหลบตา ก้มหน้าก้มตาจัดแจงผักกาดในตะกร้าเพื่อซ่อนเร้นความสั่นไหวในแววตา
กัวซิ่วหรงมีความเป็นผู้ใหญ่พอ เมื่อคิดว่าตัวเองอาจจะรุกเขาหนักมากเกินไปเดี๋ยวกวางน้อยจะตกใจตื่น หล่อนจึงก้มลงกระชากเชือกผูกขาหมูป่าเบาๆ แล้วกล่าวเสียงเรียบ
“คุณยังไม่ต้องให้คำตอบฉันตอนนี้ก็ได้”
หลินจื้อหยวนสูดลมหายใจเข้าลึก ความรู้สึกซาบซึ้งใจเอ่อล้นขึ้นมาในอก อา!!! ผู้หญิงคนนี้ช่างมีเหตุผลและเข้าใจโลกเสียจริง การแต่งงานใหม่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น อย่างน้อยหล่อนก็คงให้เวลาเขาสักหนึ่งเดือน หรืออย่างเร็วที่สุดก็สักหนึ่งสัปดาห์ เพื่อให้เขาได้จัดการชีวิตที่พังทลายนี้ให้เข้าที่เข้าทางเสียก่อน ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองหล่อนอย่างมีความหวัง
“...นานแค่ไหนครับ?”
พรานหญิงตวัดสายตาเรียวคมมองท้องฟ้าทางทิศตะวันตกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันกลับมาตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เด็ดขาด และไร้ซึ่งความลังเลใดๆ
“จนถึงก่อนพระอาทิตย์ตกดิน”
หลินจื้อหยวน
“...”
ชายวัยสี่สิบหันขวับไปมองดวงอาทิตย์ด้วยลำคอที่แข็งทื่อราวกับหุ่นไม้ ดวงอาทิตย์สีแสดดวงโต... ตอนนี้มันจมหายไปหลังยอดเขาชิงหลงครึ่งดวงแล้ว!
เวลาคิดทบทวนของหล่อน... คือเวลาที่ใช้ต้มไข่ยังไม่ทันสุกด้วยซ้ำ!
พรืดดด! ค่อกๆๆ!
กัวเอ้อร์เฉิงที่ยืนฟังอยู่หลุดสำลักน้ำลายตัวเองดังก่อก ชายหนุ่มไอจนหน้าแดง ก่อนจะชี้มือไม้สั่นๆ ไปที่ดวงอาทิตย์
“แม่ครับ! โธ่แม่! เวลาน้อยขนาดชงชายังไม่ทันเปลี่ยนสีเลย... นั่นเรียกว่าให้เวลา แล้วหรือครับ! แม่อยากจะรวบหัวรวบหางเขาก็บอกมาตรงๆ เถอะ!”
“แกหุบปากไปเลย”
กัวซิ่วหรงถลึงตาดุใส่ลูกชาย
“ผู้ชายดีๆ ก็เหมือนหมูป่าตัวอ้วนแหละ! เจอแล้วต้องรีบสับไกปืน ถ้ามัวแต่ลีลาชักช้า เดี๋ยวหมาไนตัวอื่นก็คาบไปกินพอดี!”
หลินจื้อหยวนอ้าปากค้าง... นี่หล่อนเพิ่งเปรียบเทียบเขา... กับหมูป่าตัวอ้วนอย่างนั้นหรือ?
“อีกอย่าง ฟ้ามืดแล้วสำนักงานคณะกรรมการหมู่บ้านเขาปิดทำการ”
พรานหญิงหันมาอธิบายกับเขาหน้าตาย ราวกับนั่นคือเหตุผลที่ถูกต้องและสมบูรณ์แบบที่สุดในสามโลก
หลินจื้อหยวนยิ่งฟังก็ยิ่งงุนงงสับสน สมองอัจฉริยะของเขาประมวลผลตามความเร็วของแม่เสือไม่ทัน
“สำนักงาน... ไปเกี่ยวอะไรด้วยครับ?”
กัวซิ่วหรงเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาอีกก้าว พร้อมตอบด้วยสีหน้าขึงขังจริงจัง
“ก็หากคุณตกลงในอีกสิบนาทีนี้ เราจะได้รีบวิ่งไปทำเอกสารจดทะเบียนให้มันจบๆ ก่อนสำนักงานปิดไงเล่า! พรุ่งนี้เช้าคนทั้งหมู่บ้านจะได้รู้ว่าคุณมีเจ้าของแล้ว ใครหน้าไหนก็ห้ามมาแหยม!”
กัวเอ้อร์เฉิงยกมือขึ้นกุมขมับ มารดาของเขาไม่เพียงแค่ข้ามขั้นคิดจะแต่งงาน แต่หล่อนเล่นกำหนดเส้นตายแบบบีบคอ แถมยังกะจะลากเหยื่อ... เอ้ย! ลากว่าที่สามี ไปจดทะเบียนให้เสร็จภายในสิบนาทีก่อนตะวันตกดิน!
ทว่าหลินเยว่ซินกลับพึงพอใจกับประสิทธิภาพ การทำงานระดับแม่ทัพนี้เป็นอย่างยิ่ง ชีวิตคนเราไม่แน่ไม่นอน หากมัวแต่ชักช้าลังเล ศัตรูอาจชิงลงมือตัดหน้าได้ ยิ่งตอนนี้ซูเหม่ยอิงกับตระกูลหลัวคงกำลังหาทางเล่นงาน ขับไล่พวกเธอให้พ้นทางเร็วกว่าที่คิด การมีร่มไม้ใหญ่ ที่แสนมั่นคงไว้พักพิง ย่อมเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่สุด
“น้าซิ่วหรงคะ”
เธอเอ่ยเรียกเสียงหวาน
กัวซิ่วหรงหันขวับมามอง
“ฉัน... ขออนุญาตไปดูบ้านของน้าหน่อยได้ไหมคะ?”
หลินจื้อหยวนตกใจ รีบคัดค้านเสียงหลง
“เยว่ซิน! อย่าไปรบกวนเขาเลยลูก”
“ไม่รบกวน” พรานหญิงตอบรับเสียงเรียบ
“บ้านฉันอยู่ไม่ไกลหรอก”
กัวเอ้อร์เฉิงบ่นอุบอิบในลำคอ
“ถ้าเดินตัวปลิวๆ มันก็ไม่ไกลหรอกครับ... แต่ถ้าต้องลากไอ้หมูยักษ์สองร้อยชั่งนี่ไปด้วย ก็คงกินเวลาพอสมควรเลยล่ะ”
กัวซิ่วหรงโยนปลายเชือกในมือไปกระแทกอกลูกชาย พลั่ก!
“งั้นตอนนี้แกก็รับหน้าที่เป็นคนลาก”
รอยยิ้มทะเล้นบนใบหน้าชายหนุ่มเจื่อนลงทันตา
“แม่ครับ... สรุปผมเป็นลูกชายแท้ๆ ของแม่ใช่ไหม?”
“ใช่”
“แล้วเหตุใดผมถึงรู้สึกเหมือนตัวเองเป็น 'วัว' ของบ้านเราเลยล่ะครับ?”
“อย่าสำคัญตัวผิดไปหน่อยเลย...” หล่อนแค่นเสียง
“วัวที่บ้านทำงานหนักและมีประโยชน์มากกว่าแกเยอะ”
ชาวบ้านที่มุงดูหลุดหัวเราะครืนกันขึ้นมาอีกระลอก
กัวเอ้อร์เฉิงได้แต่ก้มหน้าก้มตาลากซากหมูป่าไปตามถนนดินอย่างจำยอมไร้ทางสู้ ส่วนกัวซิ่วหรงนั้น... หล่อนสาวเท้าก้าวเดินประกบอยู่เคียงข้างหลินจื้อหยวนด้วยท่วงท่าสง่าผ่าเผย ราวกับมันเป็นเรื่องปกติธรรมดาสามัญที่สุดในโลก
เยว่ซินหอบหิ้วห่อเสื้อผ้าและของใช้จำเป็น ก้าวเดินตามหลังผู้ใหญ่ทั้งสองไปอย่างกระตือรือร้น
ทั้งสามชีวิต กับอีกหนึ่งซากหมูป่าและลูกชายที่กำลังหอบแฮ่ก ก้าวเดินออกจากเขตบ้านตระกูลหลิน ท่ามกลางสายตานับสิบสิบของชาวบ้านที่คอยเฝ้าจับตาดู
ในวินาทีนั้น... ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า การก้าวเดินออกจากบ้านหลังหนึ่ง เพื่อมุ่งหน้าไปยังบ้านอีกหลังในยามโพล้เพล้ของวันนี้ จะพลิกผันชะตากรรมและเส้นทางชีวิตของคนทั้งสองครอบครัว... ไปตลอดกาล
*****
