บทที่ 4 ผู้ชายของฉัน
บทที่ 4 ผู้ชายของฉัน
“พี่…พี่ซิ่วหรง”
กัวซิ่วหรงหยุดอยู่หน้าประตู สายตาคมกริบกวาดผ่านมือที่ยังยกค้างของหวงต้ากุ้ย บรรยากาศกดดันจนแม้แต่หลินจื้อหยวนยังเผลอกลั้นหายใจ จากนั้นสายตาร้อนแรงของหล่อนจึงเคลื่อนไปมองชายรูปงามและเด็กสาวที่ยืนอยู่ด้านหลังเขานานกว่าปกติเล็กน้อย... ก่อนจะหันกลับไปจ้องหวงต้ากุ้ย
“เมื่อครู่คุณจะทำอะไร?”
“มะ…ไม่มีอะไร” เขารีบหัวเราะแห้ง
“ฉันแค่คุยเล่นกับหลานสาว”
“คุยเล่นต้องยกมือด้วยหรือ”
“ก็เด็กคนนี้พูดจาไม่รู้จักผู้ใหญ่”
กัวซิ่วหรงปล่อยขาหมูป่าลง ตุบ! เสียงหนักๆ นั้นทำให้ฝุ่นกระจาย คนรอบข้างสะดุ้งและถอยหลังพร้อมกันหนึ่งก้าว หลินจื้อหยวนที่ยืนนิ่งมาตลอดยังเผลอเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง หญิงพรานใช้ปลายรองเท้าบูตเขี่ยหมูป่าออกจากทาง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบแต่บาดลึก
“เด็กพูดผิด คุณก็ใช้ปากสอน”
หล่อนปรายตามองมือของเขา
“ถ้าจะใช้มือ ฉันช่วยสอนคุณเองได้”
หวงต้ากุ้ยหน้าเปลี่ยนสีเป็นขาวซีด
“พี่ซิ่วหรง… นี่ไม่ใช่เรื่องของพี่”
กัวซิ่วหรงตวัดสายตามองไปที่ใบหน้าหล่อเหลาและงดงามอย่างลงตัวของหลินจื้อหยวน ความพออกพอใจฉายขึ้นมาอย่างปิดไม่มิด ก่อนที่มุุมปากจะค่อยๆ ยกขึ้นราวกับกำลังทัศนาของงามเลิศชิ้นหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น!!! ก่อนจะเก็บสายตากลับและเอ่ยต่อ
“ตอนแรกไม่ใช่”
หล่อนตอบ…จากนั้นสายตาคู่คมก็เลื่อนไปยังหลินจื้อหยวนอีกครั้ง แววตาดุดันเมื่อครู่อ่อนแสงลงเล็กน้อยอย่างน่าประหลาด….
“แต่ตอนนี้เป็นแล้ว!!!”
คำประกาศกร้าวของกัวซิ่วหรงดังก้องกังวาน ไม่ต้องตะเบ็งเสียง แต่กลับมีน้ำหนักกดทับลงกลางอกของทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น
หวงต้ากุ้ยหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษเก่า มือที่ง้างค้างอยู่กลางอากาศเริ่มสั่นระริก เขาพยายามจะชักมือกลับ แต่ความกดดันจากสายตาคมกริบของพรานหญิงผู้มีบารมีสูงส่งประจำหมู่บ้านกลับตรึงร่างของเขาไว้จนขยับไม่ได้
กัวซิ่วหรงไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น หล่อนก้าวอาดๆ เข้ามาประชิดตัวชายวัยกลางคน กลิ่นคาวเลือดบางเบาจากหมูป่าและกลิ่นอายความตายจากป่าลึกแผ่ซ่านออกมาจากเสื้อคลุมสีเขียวทหาร ร่างสูงเพรียวของหล่อนยืนตระหง่านบังร่างของหลินจื้อหยวนและเยว่ซินไว้ด้านหลังมิดชิด ราวกับกำแพงเหล็กกล้าที่ไม่มีสิ่งใดทะลวงผ่านได้
หมับ!
มือเรียวยาวทว่าแข็งแกร่งดุจคีมเหล็กของกัวซิ่วหรง คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของหวงต้ากุ้ยที่ยังยกค้างอยู่
“โอ๊ย!”
หวงต้ากุ้ยร้องเสียงหลง หน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
กัวซิ่วหรงไม่ได้ออกแรงกระชาก หล่อนเพียงแค่บีบข้อมือนั้นไว้หลวมๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักลงไปทีละนิด... ทีละนิด
กร็อบ...
เสียงกระดูกลั่นเบาๆ ดังลอดออกมาท่ามกลางความเงียบ ร่างหนาเตอะของหวงต้ากุ้ยทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นดินตามแรงกดของปลายนิ้วหญิงพราน เข่าของเขากระแทกพื้นฝุ่นจนคลุ้ง น้ำตาเล็ดไหลออกมาด้วยความเจ็บปวดที่กระดูกข้อมือแทบจะแหลกละเอียดในกำมือของหล่อน
“มะ…มือ! มือฉัน! พี่ซิ่วหรง ปล่อย! ปล่อยเถอะ!ฉันเจ็บ!! เจ็บมาก!”
ชายที่เคยวางก้ามเมื่อครู่บัดนี้ร้องครวญครางราวกับสุนัขถูกตี กัวซิ่วหรงทอด สายตามองชายที่คุกเข่าอยู่แทบเท้าด้วยแววตาเย็นเยือก หล่อนเอียงคอเล็กน้อย ก่อนจะใช้มือซ้ายปลดกระบอกปืนล่าสัตว์ที่พาดอยู่บนบ่าลงมาอย่างเชื่องช้า... แล้วใช้ปลายกระบอกปืนเย็นเฉียบ ดันปลายคางของหวงต้ากุ้ยให้เงยหน้าขึ้นมาสบตา
“เมื่อครู่... มือข้างนี้ใช่ไหมที่คิดจะแตะต้องเด็กผู้หญิง?”
น้ำเสียงของหล่อนนุ่มนวล ราบเรียบ ทว่าเย็นสะท้านไปถึงกระดูกดำ
“แล้วปากเหม็นนี้ใช่ไหม... ที่พ่นคำเหยียดหยามใส่ผู้ชายของฉัน?”
คำว่า ‘ผู้ชายของฉัน’ ทำเอาหลินจื้อหยวนที่ยืนอยู่ด้านหลังสะดุ้งเฮือก ใบหน้างดงามหล่อเหลาชั้นเลิศที่เคยซีดเผือดพลันเห่อร้อนขึ้นมาจนลามไปถึงใบหู หัวใจที่เคยเต้นช้าด้วยความอดสู กลับกระหน่ำรัวจนแทบทะลุออกจากอก หวงต้ากุ้ยตัวสั่นเป็นลูกนก เหงื่อเย็นแตกพลั่กเต็มหน้าผาก
“ฉะ…ฉันเปล่า! ฉันแค่หยอกเล่น! ฉันแค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง!”
“ล้อเล่นงั้นหรือ?” กัวซิ่วหรงเลิกคิ้วเข้มขึ้น มุมปากยกเป็นรอยยิ้มหยันที่ดุดันจนน่าขนลุก
“งั้นฉันล้อเล่นด้วยคนเป็นไง? ลองดูไหมว่าระหว่างนิ้วชี้ของฉันที่สับไกปืน กับกะโหลกหนาๆ ของแก่... อะไรมันจะร้าวเร็วกว่ากัน”
กริ๊ก!
เสียงปลดเซฟตี้ปืนดังขึ้นเบาๆ แต่มันกลับดังสนั่นราวกับฟ้าผ่าในโสตประสาทของหวงต้ากุ้ยและบรรดาไทยมุงรอบด้าน
“ว้าก!!! อย่านะ! อย่าทำฉัน! พี่กัว…อย่างทำฉันเลย!! ฉันรู้ว่าผิดแล้ว!!!”
หวงต้ากุ้ยสติแตกโดยสมบูรณ์ เขาร้องลั่น น้ำตาและน้ำมูกไหลเปรอะเปื้อนใบหน้าหยาบกร้าน หมดสิ้นศักดิ์ศรีของนักเลงหัวไม้ประจำหมู่บ้าน
กัวซิ่วหรงแค่นหัวเราะในลำคอ หล่อนสะบัดข้อมือออกอย่างแรงราวกับรังเกียจที่จะสัมผัสเศษขยะ ร่างของหวงต้ากุ้ยล้มกลิ้งคลุกฝุ่นไปหลายตลบ หล่อนลดกระบอกปืนลงพาดบ่าตามเดิม ก่อนจะกวาดสายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวมองกราดไปยังชายฉกรรจ์อีกสองคนที่มาด้วยกัน รวมถึงชาวบ้านที่ยืนมุงดูอยู่รอบๆ
“ฟังให้ชัดๆ!”
เสียงของพรานหญิงดังกังวาน ทรงอำนาจจนไม่มีใครกล้าขยับตัว
“ตั้งแต่เสี้ยววินาทีนี้เป็นต้นไป! หลินจื้อหยวนและหลินเยว่ซิน คือคนที่กัวซิ่วหรงคนนี้คุ้มครอง! ใครหน้าไหนที่กล้าหัวเราะเยาะเขา กล้ามารังแกพวกเขาถึงหน้าประตูบ้านอีก ก็เตรียมตัววัดขนาดโลงศพของตัวเองไว้ได้เลย!”
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมลานหน้าบ้าน ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง
“ไสหัวไปให้พ้นหน้าบ้านฉัน... ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนพวกแกให้กลายเป็นซากศพนอนคู่กับหมูตัวนี้!"!”
สิ้นคำรามนั้น หวงต้ากุ้ยที่เพิ่งตะเกียกตะกายลุกขึ้นได้ ก็รีบหันหลังวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงหางจุกตูด ชนิดที่ไม่กล้าหันกลับมามองแม้แต่แวบเดียว ชายอีกสองคนที่มาด้วยก็พากันวิ่งเบียดกันหนีแตกกระเจิงไปคนละทิศคนละทาง ชาวบ้านที่ยืนมุงดูต่างพากันก้มหน้าก้มตา สลายตัวกลับบ้านใครบ้านมันอย่างรวดเร็วราวกับฝูงมดแตกรัง
เพียงไม่กี่ลมหายใจ หน้าประตูบ้านเก่าซอมซ่อก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงฝุ่นดินที่ลอยคลุ้งและหมูป่าตัวเขื่องที่นอนตายสนิทอยู่บนพื้น
เมื่อจัดการกวาดล้างพวกน่ารำคาญจนหมดสิ้น แผ่นหลังที่ตั้งตรงและแผ่รังสีอำมหิตของกัวซิ่วหรงก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง หล่อนหันกลับมาหาหลินจื้อหยวนและเยว่ซิน
แววตาดุดันที่พร้อมจะฆ่าคนเมื่อครู่... พลันอ่อนแสงลงราวกับน้ำแข็งที่ละลายใต้แสงอาทิตย์ยามเช้า หล่อนก้มมองชายรูปงามที่ยืนกำมือแน่นอยู่ด้านหลังด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความทะนุถนอมอย่างลึกซึ้ง
“มือเจ็บหรือเปล่า?”
คำถามแรกที่หล่อนเอ่ย ไม่ใช่การโอ้อวดความเก่งกาจของตน แต่กลับเป็นการถามไถ่ข้อมือของหลินจื้อหยวนที่ถูกหวงต้ากุ้ยพูดจาถากถางเมื่อครู่
หลินจื้อหยวนชะงักไป เขาก้มมองมือของตนเอง ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความหม่นหมอง บัดนี้สะท้อนเงาของพรานหญิงร่างสูงโปร่งตรงหน้าอย่างชัดเจน
“ไม่... ไม่เจ็บครับ ขอบคุณ... ขอบคุณมากครับ”
หล่อนมองเขาทั่วทั้งตัวอีกครั้งก่อนจะเอ่ยออกมาเบาๆ
“อื่ม!!”
เยว่ซินที่ยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เงียบๆ ลอบยิ้มกว้างจนตาหยี หัวใจของเธอพองโตด้วยความปีติยินดี นี่สิ! แม่ทัพหญิงแห่งเขาชิงหลง! แม่เสือผู้ที่จะมาปกป้องพ่อดอกไม้แสนงดงามและบอบบางของเธอ! ช่างเป็นคู่ที่เหมาะสมกันเสียจริง
การตัดสินใจย้อนกลับมาในชาตินี้... เพียงแค่ได้เห็นแผ่นหลังที่พร้อมจะปกป้องบิดาของเธออย่างหมดหัวใจเช่นนี้ มันก็คุ้มค่าเกินกว่าสิ่งใดแล้ว!
****พี่กัวอยากได้เขาต้องรักถนอมมากๆ รู้หรือเปล่า****
