บท
ตั้งค่า

บทที่ 3 พ่อรูปงามที่ไม่มีใครเลือก

บทที่ 3 พ่อรูปงามที่ไม่มีใครเลือก

“พ่อจะไปเก็บของให้ลูก”

น้ำเสียงของเขาสงบนิ่งเกินไป เหมือนการที่ภรรยาทิ้งไปพร้อมบุตรสาวคนเล็ก เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ควรทำให้ใครลำบากใจ เขาเป็นเช่นนี้เสมอ... ถูกเหยียดหยามก็ยิ้ม ถูกเอาเปรียบก็เงียบ ถูกทิ้งก็ยังกลัวว่าคนอื่นจะรู้สึกผิด

หลินเยว่ซินมองตามแผ่นหลังสูงโปร่งที่เดินเข้าไปยังห้องด้านใน เสื้อเชิ้ตสีขาวของเขาซักจนเนื้อผ้าบาง ตรงข้อศอกมีรอยปะอย่างเรียบร้อย

บ้านหลังนี้ไม่ใหญ่ มีห้องนอนสองห้อง ห้องครัวหนึ่งห้อง และลานดินด้านหน้าซึ่งมีราวตากผ้าพาดอยู่ มุมกำแพงวางฟืนกองเล็ก ข้างบ่อน้ำมีถังไม้เก่าที่แตกร้าวตรงขอบ สิ่งของทุกชิ้นถูกจัดวางเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก แม้จะเก่าแต่สะอาด ทั้งหมดเป็นฝีมือหลินจื้อหยวน

ส่วนซูเหม่ยอิงไม่เคยชอบบ้านหลังนี้ เจ้าตัวเคยบอกว่าบ้านชนบทมีแต่กลิ่นดิน กลิ่นควัน และกลิ่นจน วันนี้อดีตภรรยาจึงจากไปอย่างรีบร้อน ราวกับหากอยู่ต่ออีกเพียงหนึ่งชั่วยาม ความยากจนข้นแค้นจะเกาะติดชายเสื้อใหม่ไปถึงเมืองอำเภอ

หลินเยว่ซินก้มมองกระดาษหย่าบนโต๊ะอีกครั้ง

ชื่อของมารดาเขียนแข็งกระด้าง ชื่อของบิดากลับอ่อนช้อยแต่ทรงพลังงดงามจนดูไม่เข้ากับกระดาษเก่าผืนนี้ เธอเอื้อมมือไปเก็บปากกาหมึกซึมที่ถูกวางทิ้งไว้ แล้วพลันได้ยินเสียงคนพูดคุยดังมาจากหน้าบ้าน

“ได้ยินหรือยัง บ้านหลินหย่ากันแล้ว”

“จะไม่ได้ยินได้ยังไง ซูเหม่ยอิงลากกระเป๋าออกไปเสียใหญ่โต คนทั้งหมู่บ้านเห็นกันหมด”

“หลัวเหวยตงอยู่ในเมืองอำเภอ มีตำแหน่งในสหกรณ์ ใครจะไม่อยากไปกับเขา”

เสียงหัวเราะดังขึ้นเบาๆ

“ก็จริง หลินจื้อหยวนมีอะไร นอกจากใบหน้าดีๆ เท่านั้น”

“หน้าตาดีแล้วกินแทนข้าวได้หรือ?”

“ผู้ชายคนหนึ่งทั้งวันเอาแต่เข้าครัว เมียไม่หนีก็แปลกแล้ว…”

ฝ่ามือของหลินเยว่ซินกำปากกาแน่นจนข้อต่อขาวซีด เสียงพวกนั้นไม่ได้เบาเลย คนด้านนอกจงใจพูดให้คนในบ้านได้ยิน ในหมู่บ้านเล็กๆ เรื่องของบ้านหนึ่งมักกลายเป็นอาหารมื้อกลางวันของอีกสิบครอบครัว ยิ่งเป็นเรื่องหย่าร้าง ยิ่งหายากกว่าหมูออกลูกสองหัวเสียอีก

เธอเดินไปทางประตู แต่หลินจื้อหยวนกลับออกมาจากห้องเสียก่อน ในมือเขาถือเสื้อผ้าของเธอไม่กี่ชุด พับเรียบร้อยแล้ววางไว้ในตะกร้าไม้ไผ่ เขาคงได้ยินทุกคำ เพราะนิ้วที่จับขอบตะกร้าเกร็งเล็กน้อยจนเห็นข้อกระดูก ถึงกระนั้น สีหน้ากลับยังคงสงบ

“ของลูกมีเท่านี้ พรุ่งนี้พ่อจะไปยืมรถเข็นจากลุงจ้าว”

“เราไม่อยู่ที่นี่หรือคะ”

“บ้านหลังนี้เป็นบ้านเดิมของแม่ลูก” เขาหยุดครู่หนึ่ง ก่อนแก้คำพูด

“เป็นบ้านของซูเหม่ยอิง เขาคงขายหรือยกให้ญาติ ส่วนพ่อมีบ้านเก่าของปู่อยู่ตรงเชิงเขา ถึงจะทรุดโทรมไปหน่อย แต่ซ่อมได้”

หลินเยว่ซินจำบ้านหลังนั้นได้ ผนังดินแตกร้าว หลังคารั่ว หน้าหนาวลมพัดเข้ามาทุกด้าน แท้จริงแล้วหลินจื้อหยวนไม่ได้มีสายเลือดของตระกูลใดในหมู่บ้าน เขาเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่ตายายคู่หนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ท้ายหมู่บ้านเก็บมาเลี้ยง สองตายายผู้ล่วงลับมอบความรักและสั่งสอนวิชาความรู้ให้ ทว่าเมื่อหลายปีก่อน พวกเขาก็ทยอยจากไป ทิ้งให้ชายหนุ่มรูปงามต้องเผชิญโลกอันโหดร้ายเพียงลำพัง

ชายผู้ไร้ราก ไม่มีญาติพี่น้องหนุนหลัง ไม่มีใครคอยออกหน้าปกป้อง นั่นคือเหตุผลที่ซูเหม่ยอิงกล้าเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า หล่อนรู้ดีว่าต่อให้กดขี่ชายผู้นี้ให้จมดิน ก็ไม่มีครอบครัวที่ไหนมาเคาะประตูทวงความยุติธรรมให้ ชาติก่อนบิดากับน้องสาวย้ายไปอยู่ที่นั่น และเกือบไม่รอดฤดูหนาวปีแรก

“พ่อจะพาฉันไปอยู่บ้านเชิงเขาหรือคะ”

หลินจื้อหยวนมีสีหน้ารู้สึกผิด

“พ่อรู้ว่าลูกไม่เคยทำงานหนัก บ้านนั้นก็ไม่สะดวกเท่าที่นี่ หากลูกเปลี่ยนใจ”

“ฉันไม่เปลี่ยนใจค่ะ” เธอตอบทันที

เขาชะงักไป

“แต่…”

“ฉันเลือกพ่อแล้ว”

น้ำเสียงของเยว่ซินไม่ดังนัก แต่มั่นคงจนเขาไม่อาจพูดต่อ เธอมองเข้าไปในดวงตาอ่อนโยนคู่นั้น

“บ้านเก่าก็ซ่อมได้ หลังคารั่วก็มุงใหม่ได้ ไม่มีข้าวก็ค่อยหาได้ แต่ถ้าฉันเสียพ่อไปอีกครั้ง ต่อให้มีบ้านใหญ่กว่านี้สิบหลัง ฉันก็เอากลับมาไม่ได้”

คำว่าอีกครั้ง ทำให้หลินจื้อหยวนขมวดคิ้ว เยว่ซินรู้ตัวว่าพูดพลาด จึงลดสายตาลง

“ฉันหมายถึง…ฉันไม่อยากเสียพ่อไปเหมือนเสียแม่กับน้องค่ะ”

ชายตรงหน้ายืนนิ่ง ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงยื่นมือแตะศีรษะเธอเบาๆ สัมผัสนั้นระมัดระวัง คล้ายเขาไม่แน่ใจว่าบุตรสาวคนโตยังยอมให้ตนแสดงความรักหรือไม่

“พ่อจะไม่ให้ลูกอด”

เพียงประโยคเดียว น้ำตาของหลินเยว่ซินแทบไหล ชาติก่อน ก่อนเธอขึ้นรถไปกับมารดา เขาก็พูดเช่นนี้

“ถ้าอยู่กับพ่อ พ่อจะไม่ให้ลูกอด”

เวลานั้นเธอกลับคิดว่าเขากำลังพูดโอ้อวด หลงตัวเอง วันนี้จึงเข้าใจว่า สำหรับชายที่ไม่มีเงิน ไม่มีตำแหน่ง และไม่มีใครหนุนหลัง คำสัญญานี้คือสิ่งเดียวที่เขาสามารถล้วงออกมาจากหัวใจเพื่อมอบให้ได้

เสียงคนด้านนอกดังขึ้นอีกครั้ง

“จื้อหยวน!”

ชายวัยกลางคนคนหนึ่งโผล่หน้าเข้ามาตรงประตู เขาชื่อหวงต้ากุ้ย เป็นคนงานในทีมผลิตและขึ้นชื่อเรื่องชอบหาเรื่องเยาะเย้ยผู้อื่น ด้านหลังยังมีชายอีกสองคนยืนมองอย่างอยากรู้อยากเห็น

ใบหน้าของหวงต้ากุ้ยหยาบกร้าน เต็มไปด้วยรอยย่นและกระแดด รูปร่างหนาเตอะของเขาดูราวกับตอไม้ผุพังเมื่อเทียบกับความสูงโปร่งสง่างามของหลินจื้อหยวน แท้จริงแล้ว ความเกลียดชังที่หวงต้ากุ้ยมีต่อชายผู้นี้ไม่ได้เกิดจากความบาดหมางใดๆ หากแต่มาจากความริษยา ล้วนๆ

เขาอิจฉาใบหน้าที่งดงามราวกับหยกสลัก อิจฉาผิวพรรณที่ต่อให้ตรากตรำทำงานหนักก็ยังดูสะอาดสะอ้านต่างจากชายชาวชนบททั่วไป ความริษยาของผู้ชายที่ตระหนักถึงความอัปลักษณ์ของตนเองเมื่อยืนอยู่ต่อหน้าความสมบูรณ์แบบ จึงมักแสดงออกด้วยการพยายามเหยียบย่ำอีกฝ่ายให้จมดิน เพื่อให้ตนเองรู้สึกสูงขึ้นมาบ้าง หวงต้ากุ้ยกวาดตามองภายในบ้าน ก่อนหัวเราะหยัน

“ได้ข่าวว่าเมียหนีไปแล้วหรือ”

หลินจื้อหยวนวางตะกร้าลง

“เราหย่ากันด้วยความสมัครใจ”

“พูดเสียสวยหรูเชียวนะ”

อีกฝ่ายยกมุมปาก

“ถ้าผู้ชายหาเลี้ยงครอบครัวได้ เมียที่ไหนจะหนีไปแต่งงานใหม่ ฉันเคยบอกนายแล้ว ผู้ชายจะเอาแต่หน้าตาดีไม่ได้ ต้องมีเรี่ยวแรงด้วย”

ชายข้างหลังหัวเราะตาม

“พี่หวงอย่าพูดเช่นนั้น จื้อหยวนทำกับข้าวเก่งนะ หากไม่มีเมียก็ยังทำอาหารให้ตัวเองกินได้”

“จริงด้วย ต่อไปอาจรับซักผ้าหาเงินเพิ่ม…”

เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกระลอก หลินจื้อหยวนเม้มริมฝีปาก เขาไม่ได้โกรธ หรือบางที... เขาอาจโกรธจนชินชาไปแล้ว

“ถ้าไม่มีธุระก็กลับไปเถอะ”

เขาพูดอย่างสุภาพ หวงต้ากุ้ยกลับยิ่งได้ใจ

“ฉันก็มาดูด้วยความเป็นห่วง”

สายตาของเขาเลื่อนไปทางหลินเยว่ซิน

“ลูกสาวคนโตยังเลือกอยู่กับนายหรือ น่าเสียดายจริงๆ หน้าตาดีเหมือนพ่อ หากตามแม่ไปเมืองอำเภออาจได้แต่งเข้าบ้านดีๆ”

เยว่ซินเงยหน้าขึ้นช้าๆ รอยยิ้มที่ปรากฏบนริมฝีปากนั้นทั้งอ่อนหวานและบริสุทธิ์ราวกับดอกไม้ขาว หากแต่แววตากลับเย็นเยียบทะลุถึงกระดูก

“ลุงหวงเป็นห่วงครอบครัวเราจริงๆ หรือคะ?”

น้ำเสียงของเธอใสกระจ่าง สุภาพนอบน้อมราวกับลูกหลานที่รู้ความ อีกฝ่ายยืดอกขึ้น ยิ้มกริ่มจนเห็นฟันเหลือง

“แน่นอนสิ คนหมู่บ้านเดียวกันทั้งนั้น ลุงเห็นบ้านแตกแบบนี้ก็อดเวทนาไม่ได้”

“ถ้าอย่างนั้น ลุงช่วยรับความหวังดีของฉันไปบ้างได้ไหมคะ? …”

หวงต้ากุ้ยเลิกคิ้ว นึกว่าเด็กสาวที่เพิ่งถูกแม่ทิ้งจะเอ่ยปากขอยืมเงินหรือขออาหาร

“ว่ามาสิ ถ้าลุงช่วยได้ก็จะช่วย”

ดวงตากลมโตของเยว่ซินหรี่ลงเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งงดงามขึ้น ทว่าถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยกลับไร้ซึ่งความปรานี

“ช่วยเอาเวลาที่มายืนสมเพชเวทนาบ้านคนอื่น... กลับไปสมเพชเวทนาชีวิตตัวเองเถอะค่ะ”

รอยยิ้มบนใบหน้าของชายวัยกลางคนแข็งค้าง บรรยากาศรอบด้านคล้ายถูกแช่แข็งกะทันหัน เยว่ซินไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้อ้าปาก เธอกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นุ่มนวล ทว่าแต่ละคำกลับกรีดลึกเหมือนมีดโกนอาบยาพิษ

“ภรรยาของลุงยังนอนป่วยอยู่บนเตียง ลูกชายสี่คนยังไม่มีเสื้อกันหนาวดีๆ ใส่สักตัว ซ้ำปีที่แล้วยังบากหน้ามายืมธัญพืชบ้านเราไปตั้งสามสิบชั่ง ฉันก็นึกว่าคนที่แม้แต่ข้าวสารจะกรอกหม้อยังไม่มี จะไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องในมุ้งของคนอื่นเสียอีก”

เธอเอียงศีรษะเล็กน้อย ถอนหายใจด้วยท่าทางเห็นอกเห็นใจอย่างสุดซึ้ง

“แต่ในเมื่อลุงมีเวลาว่างมายืนดูเรื่องตลกถึงหน้าประตูบ้านฉัน แสดงว่าภรรยาคงหายดีแล้ว และหนี้สามสิบชั่งนั้นก็คงพร้อมคืนแล้วใช่ไหมคะ?”

ชายข้างหลังสองคนรีบหุบปากที่กำลังหัวเราะค้าง หวงต้ากุ้ยหน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหู เลือดร้อนฉ่าพุ่งขึ้นหน้าด้วยความอับอาย

“เด็ก... เด็กอย่างเธอพูดกับผู้ใหญ่อย่างนี้หรือ!”

“ฉันเพียงถามถึงอาการภรรยาลุง และทวงหนี้ที่ลุงยืมไป” เยว่ซินกะพริบตาตาปริบๆ

“หรือผู้ใหญ่ยืมของเด็กแล้วไม่ต้องคืนคะ”

“ฉันไม่ได้บอกว่าจะไม่คืน!”

“เช่นนั้นก็ดีค่ะ พรุ่งนี้ฉันจะไปเอา”

หวงต้ากุ้ยกัดฟันกรอด

“บ้านเธอเพิ่งแตก ยังมีอารมณ์มาทวงของคนอื่นอีกหรือ”

เยว่ซินยิ้มบาง “เพราะบ้านเพิ่งแตกจึงต้องทวงค่ะ เพราะฉันกับพ่อต้องกินข้าวเหมือนกัน”

คนที่ยืนมุงดูอยู่ด้านนอกเริ่มกระซิบกัน บางคนหัวเราะเบาๆ แต่คราวนี้ไม่ได้หัวเราะหลินจื้อหยวน หวงต้ากุ้ยรู้สึกเสียหน้าอย่างหนัก จึงหันไปโจมตีคนที่ดูอ่อนแอกว่า

“จื้อหยวน นายสอนลูกสาวแบบนี้หรือ ปากคอเราะร้ายเหมือนแม่ไม่มีผิด”

ใบหน้าของหลินจื้อหยวนเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ยืนบังบุตรสาวไว้ด้านหลัง

“อย่าด่าลูกฉัน!!”

น้ำเสียงยังไม่ดัง แต่เป็นครั้งแรกที่เยว่ซินได้ยินความแข็งกร้าวในเสียงของเขา

หวงต้ากุ้ยชะงักไป ก่อนหัวเราะกลบเกลื่อน

“ทำไม จะตีฉันหรือ”

เขายื่นหน้าเข้ามาอย่างท้าทาย ก่อนจะตวัดสายตามองไปที่มือที่เรียวยาวของหลินจื้อหยวน และอดที่จะหมั่นไส้ในความงดงามของมันไม่ได้…

“มือที่ถือแต่ตะหลิวกับเย็บผ้าของนายจะตีใครเป็น”

ชายด้านหลังหัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง หลินจื้อหยวนกำมือแน่น เยว่ซินเห็นเส้นเอ็นตรงข้อมือเขานูนขึ้น เขาอยากโต้กลับ แต่ความเคยชินหลายปีดึงรั้งเขาไว้ ความเคยชินที่สอนว่า

หากต่อสู้…คนจะหัวเราะหนักกว่าเดิม

หากโกรธ…คนจะบอกว่าเขารับความจริงไม่ได้

หากเงียบ…อย่างน้อยเรื่องจะจบเร็วขึ้น หลินเยว่ซินก้าวออกมาจากด้านหลังบิดา

“พ่อไม่ต้องตีลุงหวงหรอกค่ะ”

หวงต้ากุ้ยยิ้มเยาะ “เห็นไหม ลูกสาวยังรู้….” คำพูดเขายังไม่เจ็บหลินเย่วซินก็เอ่ยทันที

“เพราะถ้าพ่อตี มือพ่อจะเจ็บ!! มันไม่คุ้มที่จะทำให้มือพ่อสกปรก”

สิ้นคำของเธอเสียงหัวเราะรอบข้างหายไป เธอมองใบหน้าหยาบกร้านของหวงต้ากุ้ย แล้วกล่าวอย่างจริงจัง

“หน้าของลุงหนากว่าก้นหม้อบ้านเราเสียอีก”

คราวนี้คนมุงดูอดหัวเราะไม่ไหว เสียงหัวเราะดังลั่นหน้าบ้าน ชายคนหนึ่งถึงกับหันหน้าไปไอเพราะกลัวหวงต้ากุ้ยเห็นว่าตนกำลังขำใบหน้าของอีกฝ่ายแดงก่ำด้วยความอับอาย

“นัง…นังเด็กไม่มีมารยาท!”

เขาง้างมือขึ้นหมายจะตบ หลินจื้อหยวนรีบดึงเยว่ซินไปข้างหลัง

ทันใดนั้น!!!!ก่อนฝ่ามือหยาบกระด้างนั้นจะตกลงมา...

“หวงต้ากุ้ย!!!”

มีเพียงสามพยางค์ที่ราบเรียบ ทว่าทรงพลังจนอากาศรอบด้านคล้ายจะถูกสูบออกไป มือของชายฉกรรจ์หยุดชะงักกลางอากาศทันที บรรดาคนที่ยืนมุงดูพากันกลืนน้ำลายและแยกออกเป็นทางโดยไม่ต้องมีใครสั่ง เสียงหัวเราะเมื่อครู่เงียบสงัดราวกับป่าช้า

ปลายถนนดิน หญิงร่างสูงเพรียวคนหนึ่งกำลังเดินตรงมา

หล่อนสวมเสื้อคลุมสีเขียวทหารเก่า กางเกงสีดำรัดข้อเท้า รองเท้าหนังเปื้อนดินแดง ผมยาวถูกรวบสูงไว้ด้านหลังอย่างทะมัดทะแมง ปืนล่าสัตว์พาดอยู่บนบ่าข้างหนึ่ง แสงแดดยามบ่ายตกกระทบใบหน้าคมสวยราวกับนางแบบอินเตอร์ คิ้วเข้มพาดเฉียง ดวงตายาวเรียว ริมฝีปากอวบอิ่มแดงตามธรรมชาติ ผิวสีน้ำผึ้งทำให้ใบหน้าดูแข็งแรงและมีชีวิตชีวา

แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนตาค้าง ไม่ใช่เพียงความเซ็กซี่ดุดันของหล่อน... แต่คือสิ่งที่หล่อนลากติดมือมาด้วย ในมือขวา หล่อนลากหมูป่าตัวเขื่องมาด้วย! หมูป่าตัวนั้นน้ำหนักอย่างน้อยสองร้อยชั่ง แต่พรานหญิงกลับลากมันมาบนพื้นดินราวกับลากกระสอบฟางเบาๆ หวงต้ากุ้ยค่อยๆ ลดมือลง ขาสั่นพั่บ

“พี่…พี่ซิ่วหรง”

**** มาแล้วๆ มาอย่างเท่เลย!! ลูกพี่มาช่วยชายหนุ่มรูปงามแล้ว !!! ****

**** รอบนี้ไรท์จะพาคุณรีดไปตะลุยยุค 70's - 80's กันค่ะ กดหัวใจ เพิ่มเข้าใช้ คอมเมนต์เป็นกำลังให้ไรท์ ปั่นรัวๆ ด้วยนะค่ะ *****

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel