บท
ตั้งค่า

บทที่ 2 ฉันจะอยู่กับพ่อ

บทที่ 2 ฉันจะอยู่กับพ่อ

“ฉันจะอยู่กับพ่อค่ะ”

หลินจื้อหยวนเบิกตาเล็กน้อย

“เยว่ซิน…”

“ฉันเลือกพ่อ”

เธอพูดชัดเจนขึ้นอีกครั้ง

ซูเหม่ยอิงกลับหัวเราะออกมา

“อย่ามาเสียใจทีหลังก็แล้วกัน”

ผู้เป็นแม่ดึงเอกสารไปตรงหน้า ก่อนใช้นิ้วเคาะโต๊ะ

“อยู่กับพ่อแกต้องลงทุ่งลงนา ต้องเก็บฟืน ต้องกินข้าวต้มใสจนมองเห็นก้นชาม หน้าหนาวอาจไม่มีแม้แต่ผ้าห่มดีๆ สักผืน”

หลินเยว่หลันยกมุมปากขึ้น

“พี่อยากกตัญญูก็ตามใจ”

น้ำเสียงฟังดูเห็นอกเห็นใจ แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเยาะเย้ย

“เพียงแต่อย่ามาร้องขอให้แม่ช่วยตอนอดตายก็แล้วกัน บ้านตระกูลหลัวไม่ใช่ที่ที่ใครอยากเข้าออกก็ทำได้”

คำพูดประโยคสุดท้ายทำให้หัวใจของเยว่ซินเย็นวาบ

เหมือนกันเกินไป!! ชาติก่อน ก่อนหลินเยว่หลันจะเดินจากไป เธอก็เคยพูดว่า บ้านตระกูลหลัวไม่ใช่ที่ที่ใครอยากเข้าออกก็ทำได้

เวลานั้นน้องสาวคงได้ยินประโยคนี้มาจากคนอื่น แต่วันนี้…ยังไม่มีใครเคยพูด

หลินเยว่ซินมองน้องสาวลึกลงไปในดวงตา อีกฝ่ายอาจรู้ตัวว่าพลาด จึงหลบสายตาอย่างรวดเร็ว ก่อนแสร้งจัดเปียของตน รอยยิ้มหยันของเยว่ซินค่อยๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก ดูเหมือนสวรรค์ไม่ได้ส่งเธอกลับมาเพียงคนเดียว

ก็ดี!!หากมีเพียงเธอจำความแค้นได้ เกมนี้คงน่าเบื่อเกินไป ซูเหม่ยอิงผลักเอกสารไปทางหลินจื้อหยวนอีกครั้ง

“เซ็นเสียที”

ชายหนุ่มรูปงาม หรืออาจต้องเรียกว่าชายวัยกลางคนที่ยังหล่อเหลาเกินวัย มองบุตรสาวทั้งสองสลับกัน ความเจ็บปวดปรากฏชัดในดวงตาของเขา เมื่อเห็นลูกคนเล็กกอดแขนมารดาแน่นราวกับกลัวต้องถูกทิ้งไว้กับตน

สุดท้ายเขาหยิบปากกาขึ้น หมึกสีดำไหลเป็นเส้นบนกระดาษ

หลินจื้อหยวน…

สามตัวอักษรถูกเขียนอย่างงดงามและมั่นคง ตรงข้ามกับชีวิตของเจ้าของชื่อที่ถูกคนอื่นลากไปมาตลอดหลายปี เมื่อเขาวางปากกาลง ซูเหม่ยอิงรีบดึงเอกสารกลับไปทันที

“ดี!ต่อจากนี้ต่างคนต่างอยู่”

หล่อนลุกขึ้น หยิบกระเป๋าเดินทาง แล้วสั่งให้เยว่หลันตามไป หลินเยว่หลันเดินผ่านพี่สาว ก่อนหยุดตรงข้างกาย เด็กสาวลดเสียงลงจนมีเพียงสองคนได้ยิน

“พี่เลือกเองนะ”

เยว่ซินหันไปมอง เยว่หลันยิ้มอย่างผู้ชนะ

“อีกหน่อยอย่าอิจฉาฉันก็แล้วกัน”

จากนั้นจึงเชิดหน้าตามมารดาออกจากบ้าน ประตูไม้เปิดออก ลมหนาวพัดเข้ามาจนชายเสื้อของทุกคนไหวเบาๆ แสงแดดยามบ่ายตกลงบนใบหน้าของหลินเยว่หลัน รอยยิ้มของน้องสาวเต็มไปด้วยความหวัง ความมั่นใจ และความกระหายต่อชีวิตใหม่

เหมือนหลินเยว่ซินในชาติก่อนทุกประการ…เหมือนจนหน้าตกใจ

เยว่ซินยืนมองแผ่นหลังของน้องสาวหายออกไปหลังประตู

เธอไม่ห้าม ไม่เตือน เพราะคนที่เชื่อว่าตนกำลังวิ่งเข้าสู่สวรรค์ ย่อมไม่มีวันฟังคำเตือนจากคนที่ถูกมองว่าเป็นผู้แพ้ ข้างกาย หลินจื้อหยวนถอนหายใจยาว ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด

“เยว่ซิน พ่อต้องทำให้ลูกลำบากแล้ว”

เธอหันกลับไปมองเขา มองใบหน้าที่หล่อเหลางดงามเกินไปของพ่อ แต่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า มองเสื้อเก่าที่ผ่านการปะมาหลายครั้ง และมือขาวเรียวซึ่งมีรอยมีดจากการทำอาหารให้คนทั้งบ้าน

ชาติก่อนเขาตายเพราะไม่มีใครปกป้อง แต่ชาตินี้จะไม่เหมือนเดิม เธอจะไม่ยอมให้พ่อขึ้นเขาไปตาย ไม่ยอมให้ใครหัวเราะว่าเขาไร้ประโยชน์ และจะไม่ปล่อยให้ความอ่อนโยนของเขาถูกเหยียบย่ำอีก หลินเยว่ซินจับมือบิดาแน่น

“ไม่ลำบากค่ะ”

จากวันนี้ไป เธอจะเปลี่ยนชีวิตของเขา เยว่ซินสูดลมหายใจลึก ปาดน้ำตาที่รื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แววตาอ่อนโยนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยว แต่ก่อนอื่น…เธอต้องหาภรรยาใหม่ให้พ่อเสียก่อน

ภรรยาที่แข็งแรงพอจะยกหมูป่าด้วยมือเปล่า ใจกว้างพอจะรับพวกเขาสองพ่อลูกเข้าบ้าน และดุร้ายพอจะทำให้ทุกคนที่กล้ารังแกชายรูปงามผู้นี้ ต้องนึกเสียใจที่เกิดมามีปาก

ภาพพรานหญิงร่างสูงเพรียว ผู้พาดปืนไว้บนบ่าและทำให้ชายทั้งหมู่บ้านหลบทางให้ ผุดขึ้นในความทรงจำ

กัวซิ่วหรง!!!

ชีวิตชาติก่อน ผู้หญิงคนนั้นตกหลุมรักพ่อของเธอตั้งแต่แรกพบ แรกรักที่ฝังลึกมาเนิ่นนาน ทว่ากลับไม่มีโอกาสได้ครอบครอง เพียงเพราะความซื่อตรงของพ่อในวัยหนุ่ม ก้าวไม่ทันเล่ห์มารยาของซูเหม่ยอิง

ในตอนนั้น ซูเหม่ยอิงจงใจสร้างสถานการณ์ให้ตนเองตกน้ำ เพื่อให้พ่อซึ่งเดินผ่านมาต้องกระโดดลงไปช่วย ท่ามกลางสายตาชาวบ้านที่แห่กันมาดู หญิงที่เปียกปอนแสร้งร้องไห้กอดเขาแน่น บีบบังคับให้ชายหนุ่มผู้สุภาพอ่อนโยนต้องรับผิดชอบเกียรติยศของหล่อน

กัวซิ่วหรงที่ยืนมองอยู่ห่างๆ ได้แต่กำหมัดแน่น พรานหญิงผู้หยิ่งทะนงไม่ยอมลดตัวลงไปแย่งชิงผู้ชายด้วยวิธีสกปรก หล่อนจึงเลือกที่จะถอยออกมา ยืนมองชายที่ตนรักถูกหลอกใช้และสูบเลือดสูบเนื้อไปตลอดชีวิต

แต่ชีวิตนี้ หลินเยว่ซินจะมอบโอกาสนั้นให้หล่อนเอง!! เธอหันกลับไปมองประตูที่น้องสาวเพิ่งจากไปอีกครั้ง รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนริมฝีปาก หลินเยว่หลันคิดว่าตนแย่งชีวิตที่ดีที่สุดไปได้แล้ว ถ้าเช่นนั้นก็เชิญเสวยสุขให้เต็มที่ หวังว่าเมื่อไปถึงนรก เธอจะยังยิ้มออก

หลังซูเหม่ยอิงกับหลินเยว่หลันจากไปบ้านทั้งหลังก็เงียบลงอย่างประหลาด ไม่ใช่ความเงียบสงบ แต่เป็นความเงียบหลังพายุพัดผ่าน คล้ายบ้านเก่าหลังนี้เพิ่งถูกควักเอาหัวใจและเครื่องในออกไป เหลือเพียงซากโครงกระดูกที่มีกลิ่นควันเตาถ่าน กระดาษหย่าบนโต๊ะ และเศษความรู้สึกที่ไม่มีใครอยากก้มลงเก็บ

ลมต้นฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านประตูซึ่งยังปิดไม่สนิท ฝุ่นสีเหลืองทึมบางๆ ลอยเข้ามาตามพื้นดิน เสียงล้อเกวียนจากถนนด้านนอกค่อยๆ ไกลออกไป

หลินเยว่ซินยืนอยู่ที่เดิม มือยังจับมือบิดาไว้แน่น

มือของหลินจื้อหยวนเย็นเยียบยิ่งกว่าที่เธอจำได้ ปลายนิ้วยาวเรียว มีรอยมีดเล็กๆ อยู่หลายแห่ง บางรอยเพิ่งตกสะเก็ด บางรอยจางจนเกือบมองไม่เห็น ร่องรอยเหล่านั้นไม่ได้เกิดจากการจับจอบหรือแบกฟืน หากเกิดจากการหั่นผัก แล่เนื้อ เย็บเสื้อ และทำงานทุกอย่างที่คนในหมู่บ้านตราหน้าว่าเป็นงานของผู้หญิง

ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้... หรืออาจจะรู้แต่จงใจลืมไปแล้ว ว่ามือคู่นี้ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อจับตะหลิวหรือเข็มเย็บผ้าเท่านั้นหากย้อนกลับไปในยุคก่อน มือคู่นี้คือมือของอัจฉริยะ ปลายพู่กันที่เขาสะบัดสามารถวาดภาพขุนเขาและสายน้ำได้ราวกับมีชีวิต ตัวอักษรที่เขาเขียนงดงามทรงพลังจนเคยมีอดีตปราชญ์เฒ่าในเมืองหลวงเอ่ยปากชม ส่วนบนกระดานหมากล้อม... เขาวางหมากเพียงหยิบมือก็ต้อนคู่ต่อสู้จนมุมได้โดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยน

ทว่าในยุคปี 1976... ยุคที่ปากท้องสำคัญกว่าศิลปะ ยุคที่คนมีแรงแบกกระสอบข้าวคือผู้ชนะ ทักษะระดับอัจฉริยะเหล่านั้นกลับกลายเป็นเพียงเรื่องไร้ประโยชน์ ที่กินแทนข้าวไม่ได้

ซูเหม่ยอิงเคยด่าทอว่าพู่กันของเขาไม่อาจเสกเนื้อหมูได้สักชั่ง และกระดานหมากล้อมก็ไม่อาจใช้บังลมหนาวได้ อัจฉริยภาพของหลินจื้อหยวนจึงถูกบดขยี้ลงใต้กองฝุ่นของยุคสมัย ถูกบังคับให้หลบซ่อนอยู่ใต้รอยมีดสับผักและรอยไหม้จากฟืนไฟ

ชาติก่อนเธอเคยรู้สึกอับอายกับมือคู่นี้ แต่วันนี้... เธอกลับอยากก้มลงกอดมันไว้แนบอก

“เยว่ซิน”

หลินจื้อหยวนเป็นฝ่ายชักมือกลับก่อน

เขายิ้มบางๆ รอยยิ้มนั้นอ่อนโยนเหมือนทุกครั้ง แต่ขอบตากลับมีความเหนื่อยล้าฝังลึกปกคลุมอยู่

“พ่อจะไปเก็บของให้ลูก”

*****

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel