บทที่ 9 บทลงโทษ
“ข้ามิใช่ผู้เสียหาย เจ้าขอร้องข้าไปก็เปล่าประโยชน์” อาจารย์อวี๋กล่าวเสียงเรียบ ไม่แม้แต่จะเหลือบสายตามองหญิงสาวที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า
ได้ยินเช่นนั้น หลินเสวี่ยถงทำได้เพียงอดกลั้นความอัปยศเอาไว้ นางกัดริมฝีปากแน่น ก่อนจะลุกขึ้นเดินตรงไปยังโต๊ะของเซี่ยหรงเหยา
“เซี่ยหรงเหย่า ข้าผิดไปแล้ว เป็นข้าที่ผิด เป็นข้าที่ต้องการเล่นเพลง คิดถึงสายลม จนทำเรื่องไม่ดีต่อเจ้าขึ้น เห็นแก่ที่เราเป็นสหายร่วมเรียนมาหลายปี เจ้าให้อภัยข้าได้หรือไม่”
คำพูดเต็มไปด้วยความสำนึกผิด แต่ในใจกลับคิดคำนวณผลลัพธ์อย่างรอบคอบ
หลินเสวี่ยถงมั่นใจว่าเซี่ยหรงเหยาจะต้องโกรธและอาละวาดตามนิสัย เพราะอีกฝ่ายไม่เคยยอมเสียเปรียบให้ใคร หากเป็นเช่นนั้นจริง อาจารย์ทั้งสองก็จะตำหนิว่าเซี่ยหรงเหยาใจแคบ ไม่รู้จักให้อภัย
ทว่า...นางคิดผิด
ร่างบางลุกขึ้นอย่างสง่างาม ก่อนจะโน้มกายเข้าใกล้อีกฝ่าย
“เจ้าคิดใช้ศีลธรรมบีบบังคับข้า...เห็นเซี่ยหรงเหยาผู้นี้เป็นลูกพลับนิ่มหรืออย่างไร” เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นข้างหู
น้ำเสียงของนางแฝงความเย็นเยียบจนหลินเสวี่ยถงขนลุกซู่ไปทั้งร่าง รอยยิ้มบางเบาของเซี่ยหรงเหยาปรากฏขึ้นบนใบหน้า เป็นรอยยิ้มที่ไม่มีใครเดาได้ว่า มันหมายความว่าอย่างไร
ร่างบางผละออกเล็กน้อย
“จะยกโทษให้ก็มิใช่จะไม่ได้ อย่างไรข้าก็ไม่ได้สูญเสียสิ่งใด เพราะทุกเพลงที่แต่งขึ้น...ล้วนอยู่ในนี้” หญิงสาวชี้ไปที่หัวของตน
“ท่านอาจารย์ ก่อนหน้านี้มิใช่พวกนางต้องการให้ศิษย์สองคนล้างห้องน้ำหนึ่งเดือนหรือ” เซี่ยหรงเหยาเอ่ยเสียงเรียบ พร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบที่แฝงเอาไว้บางเบา
“ศิษย์เองก็มิใช่คนไร้เหตุผล ในเมื่อหลินเสวี่ยถงยอมรับผิดแล้ว ก็ให้นางล้างห้องน้ำในสำนักศึกษาหนึ่งเดือนเถอะ เพื่อขัดเกลาจิตใจมิให้หลงผิด โลภต่อผลงานของผู้อื่นอีก”
อาจารย์ทั้งสองมองหน้ากัน พร้อมกับพยักหน้าเห็นด้วย
“เช่นนั้นก็ทำตามนั้นเถอะ พวกเจ้าสามคน จากนี้เมื่อถึงเวลาพักเที่ยง ก็ทำหน้าที่ล้างห้องน้ำ...ห้ามให้บ่าวไพร่ช่วยเด็ดขาด ข้าจะให้คนจับตามองพวกเจ้า” อาจารย์หวงเอ่ยสำทับ
คำพูดนั้นทำทั้งห้องเงียบกริบ เสียงหอบหายใจของไป๋เสี่ยวอิงและลู่หลานหลิงดังขึ้นพร้อมกัน เมื่อได้ฟังบทลงโทษ...ทั้งหมดเป็นเพราะพวกนางเอง ที่เสนอการลงโทษนี้ไว้ก่อนหน้า และยามนี้ มันได้ย้อนกลับมาทำร้ายพวกนางแล้ว
“ครั้งนี้...ถือเป็นบทเรียนให้พวกเจ้า ต่อไปเมื่อคิดใส่ร้ายผู้อื่นก็ต้องคิดด้วยว่า ผลที่ตามมาจะเป็นเช่นไร” คำกล่าวนั้นคล้ายกำลังเอ่ยเตือนหลินเสวี่ยถงกลายๆ
หญิงสาวยามนี้มีแต่ความอับอาย นางก้มหน้างุดมิกล้าสบตาผู้ใด โดยเฉพาะเซี่ยหรงเหยา
แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ภายในใจของหลินเสวี่ยถงก็ยังไม่คิดยอมแพ้ เรื่องนี้นางจะจดจำเอาไว้ในใจ และครั้งหน้า...จะต้องหาทางทำให้เซี่ยหรงเหยาได้รับความอับอายยิ่งกว่าที่นางได้รับในวันนี้
หลังเรื่องราววุ่นวายทั้งหลายจบลง อาจารย์หวงได้สั่งให้เหล่าศิษย์หญิงแยกย้ายกันไป เซี่ยหรงเหยาและว่านหนิงอวิ๋นรีบพุ่งออกจากห้องเรียนไปก่อนใคร ตามที่เคยทำอยู่เป็นประจำ
“อีกไม่กี่วันก็ถึงงานเลี้ยงชมดอกเหมยแล้ว เจ้าคิดจะเข้าร่วมหรือไม่” ว่านหนิงอวิ๋นเดินเข้ามาคล้องแขนสหายรัก พร้อมสีหน้าอยากรู้อยากเห็น
คำพูดของสหายทำนางคิดขึ้นมาได้เรื่องหนึ่ง ที่งานเลี้ยง นางตามติดมู่หรงจ้าน ทั้งยังทะเลาะกับหลินเสวี่ยถง ทำให้ถูกคนทั้งงานประณาม และมองมาด้วยสายตาดูแคลน
รางบางถอนหายใจเบาๆ ตนเองช่างโง่เขลานัก หลงรักบุรุษผู้หนึ่งจนหน้ามือดตามัว ไม่สนเกียรติใดใด ทำครอบครัวต้องขายหน้า
“ว่าอย่างไร...เพียงงานเลี้ยงเท่านั้น ต้องคิดมากมายเพียงนี้เชียวหรือ” ว่านหนิงอวิ๋นเขย่าแขนสหายรัก เมื่อพบว่านางกำลังเหม่อลอย
“อืมมม ถ้าเจ้าไปข้าก็ไป งานเลี้ยงน่าเบื่อเช่นนั้น หากไม่มีเจ้าข้าก็ไม่อยากไป” เซี่ยหรงเหยาเปรยเบาๆ
“ไปสิ! ข้าไปแน่นอน ได้ยินมาว่า ทางพระราชวังส่งขนมที่พึ่งคิดค้นขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เหล่าบัณฑิตได้ลิ้มลอง ของอร่อยเช่นนั้น จะขาดข้าไปได้อย่างไร” ว่านหนิงอวิ๋นหัวเราะร่า
“หึ! เจ้าคนตะกละ”
สองสหายเดินไปถึงหน้าสำนักศึกษาที่มีรถม้าจอดรอพวกนางอยู่ เซี่ยหรงเหยารู้สึกว่าตนเองคล้ายกำลังถูกจ้องมองจากที่ใดสักแห่ง หญิงสาวจึงหันไปยังประตูสำนักศึกษชายที่อยู่ข้างกัน ทว่า...กลับไม่พบใครที่นั่น
“หรือว่าข้าจะคิดไปเอง...” หญิงสาวพึมพำแผ่วเบา
“อะไรหรือ เจ้ากำลังมองหาอะไร”
ว่านหนิงอวิ๋นมองตามสายตาของนาง
“เปล่า! ไม่มีอะไร เจ้ารีบขึ้นรถม้าเถอะ อีกสามวันเจอกันที่งานเลี้ยง” เซี่ยหรงเหยาเอ่ยปฏิเสธ ก่อนจะดันหลังสหายรักให้ก้าวขึ้นรถม้าไป
“ประสาทสัมผัสของนางเฉียบคมยิ่งนัก” เสียงพึมพำดังขึ้นที่หลังคาสำนักศึกษาชาย และคนที่กำลังเฝ้ามองหญิงสาวก็คือสืออี องครักษ์หนุ่มผู้ติดตามรัชทายาทเป่ยหมิง มู่หรงฉางชิง
“ท่านแม่! ท่านย่า! ลูกกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
หลังถึงหน้าประตูจวน เซี่ยหรงเหยารีบวิ่งไปยังเรือนฝูหรงของฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยทันที เพราะคิดว่าเวลานี้ มารดาของตนน่าจะอยู่ที่นั่น
และทันทีที่เห็นสตรีต่างวัยทั้งสอง หญิงสาวรีบพุ่งกายเข้าหามารดา ที่กำลังนั่งสนทนาอยู่กับฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ย พร้อมกับร้องไห้โฮออกมาเสียงดัง
ต้องบอกว่า...จอมเกเรของตระกูลเซี่ยที่ถูกคนทั้งจวนตามใจตั้งแต่ยังเล็ก แม้จะถูกตำหนิหรือลงโทษให้คุกเข่า นางก็ไม่เคยหลั่งน้ำตาสักหยด
ทว่าครั้งนี้...เหตุการณ์ตรงหน้าที่นางกำลังร้องไห้ ทำคนทั้งบ้านถึงกับตกใจ
