บทย่อ
เพื่อบุรุษที่ไม่เคยมีใจ นางถึงกับทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ครอบครอง แต่แล้ว...จุดจบกลับกลายเป็นความตายที่เขามอบให้ นางยังจดจำน้ำเสียงเย็นชาและสายตาที่มองมาอย่างไม่ไยดี ครานี้รู้แล้วความรักหาใช่ทุกสิ่ง และสักวัน นางจะต้องคว้ามันมาด้วยมือของตน เซี่ยหรงเหยา บุตรีจากจวนโสวฝู่ สตรีที่ถูกขนานนามว่าเป็นอันธพาลน้อยแห่งเป่ยหมิง หลังถูกชายที่รักสังหาร นางจึงได้เกิดใหม่ และคิดจะถอยห่างจากตัวหายนะเหล่านั้น ใช้ชีวิตให้ดี...เพื่อจะได้ไม่ถูกถูกตีตายเหมือนชาติที่แล้วอีก ทว่า...พี่ชายของมู่หรงจ้าน ที่ได้ยินนางเล่นกู่ฉินครั้งแรก กลับตามติดนางไม่ห่าง คิดจะใช้ชีวิตไปวันๆ กลับต้องพัวพันกับเรื่องยุ่งยาก แต่หลังจากได้ใกล้ชิดชายหนุ่มผู้นั้น นางพบว่าเขาช่างแตกต่างจากน้องชาย และยามนี้ คนผู้นั้นได้เริ่มจริงจังกับนางแล้ว ******************************************* “ว่านหนิงอวิ๋น!!...” หญิงสาวอุทานอย่างตกใจ เพราะสหายร่วมสำนักศึกษาผู้นี้ของนาง ได้ตายไปแล้วเมื่อปีก่อน จากอุบัติเหตุรถม้าตกลงไปในหน้าผา แม้แต่ร่างของนางก็หาไม่พบ อุบัติเหตุครั้งนั้น ทำเซี่ยหรงเหยาเสียใจจนล้มป่วยไปหลายวัน เพราะว่านหนิงอวิ๋น เป็นสหายที่สนิทกับนางที่สุดในสำนักศึกษา และครอบครัวของทั้งสองเอง ก็มีสัมพันธ์อันดีต่อกัน “หลังเจ้าตายไปแล้ว ก็มาอยู่ที่นี่ตลอดเลยหรือ” หญิงสาวจับมืออีกฝ่ายด้วยความดีใจ แม้จะต้องพบกับผิดหวังในรักจากโลกแห่งความจริง ทว่าโลกหลังความตายได้พบสหายเก่า จากนี้...ตนเองก็คงไม่เหงามากนัก “เจ้าพูดอันใดฟังแปลกพิลึก” ว่านหนิงอวิ๋นใช้หลังมือแตะที่หน้าผากของเซี่ยหรงเหยาเพื่อวัดอุณหภูมิ “ก็ไม่ได้ป่วยนี่นา แล้วเหตุใดถึงได้เพ้อออกมากลางวันแสกๆ ” ท่าทีของสหายทำนางตกใจ หรือว่าจริงๆ แล้ว ว่านหนิงอวิ๋นยังไม่รู้ตัวว่าตนเองเสียชีวิต หญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบๆ ที่นั่นยังพบสหายร่วมเรียนอีกหลายคน รวมถึง...หลินเสวี่ยถง “นางเองก็ตายด้วยหรือ!!” ร่างบางลุกพรวดขึ้น พลางชี้นิ้วไปยังอีกฝ่าย “เจ้าพูดบ้าบออันใด! ใครตาย! ไม่สบายก็ไปหาหมอ หรือให้ข้าเชิญหมอหลวงมาตรวจให้เจ้า” หญิงสาวรีบดึงสหายรักนั่งลง ท่าทีจริงจังของว่านหนิงอวิ๋น มิได้ดูเหมือนกำลังล้อเล่น ถ้าหากทุกคนยังไม่ตาย เช่นนั้นก็หมายความว่า... ตัวนางเองได้ย้อนกลับมาแล้ว กลับมายังช่วงเวลาก่อนเหตุการณ์เลวร้ายทั้งหลายเกิดขึ้น “มะ...ไม่เป็นไร! ข้าสบายดี เพียงแต่ฝันร้ายเท่านั้น ช่างเถอะ ท่านอาจารย์กลับมาแล้ว” เซี่ยหรงเหยาปาดเหงื่อบนหน้าผาก โชคดีที่อาจารย์อวี๋เข้ามาเสียก่อน ไม่เช่นนั้นคงไม่รู้ว่าตนเองจะอธิบายสิ่งที่เอ่ยก่อนหน้านี้อย่างไร ************************************* เมื่อยามที่บทเพลงถูกบรรเลง ทุกคนที่อยู่ภายในห้องเรียน รวมถึงอาจารย์อวี๋ ต่างแสดงสีหน้าตกตะลึง คนที่เรียนได้อันดับรั้งท้ายในทุกด้านอย่างเซี่ยหรงเหยา กลับมีฝีมือดีดกู่ฉินได้ไพเราะถึงเพียงนี้ “นี่มันบทเพลงอะไร! เหตุใดพวกเราไม่เคยได้ยินมาก่อน ช่างไพเราะยิ่งนัก” ทุกคนต่างหันหน้ามองกัน พร้อมกระซิบกระซาบ เซี่ยหรงเหยาแอบยิ้มในใจ นี่เป็นเพลงที่ข้าแต่งให้มู่หรงจ้านเมื่อชาติก่อน พวกเจ้าเคยได้ยินก็แปลกแล้ว หลังบรรเลงจนจบบทเพลง อาจารย์อวี๋เป็นคนแรกที่ลุกขึ้นยืนพร้อมกับปรบมือให้นาง “ดี! ไพเราะยิ่งนัก! เจ้าไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวังเลยสักนิด ทุกคนดูเซี่ยหรงเหยาเป็นตัวอย่าง ต้องพัฒนาตนเองให้ได้อย่างนาง หมั่นเพียรฝึกฝนฝีมือ สุดท้ายชื่อเสียงและความสำเร็จจะเป็นของทุกคน” อาจารย์อวี๋เอ่ยชื่นชมจากใจจริง “ขอบคุณท่านอาจารย์เจ้าค่ะ ทั้งหมดเป็นเพราะท่านที่สั่งสอนและเข้มงวด แต่ฝีมืออ่อนด้อยของศิษย์ ยังต้องเรียนรู้จากท่านอาจารย์อีกมาก ไหนเลยจะกล้ารับคำชม” หญิงสาวยอบกายลงอย่างอ่อนน้อม ท่าทีถ่อมตนของนาง ทำอาจารย์อวี๋ซินนึกชื่นชมในใจ “นี่! เจ้ายังเป็นเซี่ยหรงเหยาอยู่หรือไม่ เหตุใดเล่นกู่ฉินได้ไพเราะเพียงนั้น” ว่านหนิงอวิ๋นเขย่าร่างเซี่ยหรงเหยาไปมาด้วยความตื่นเต้น “เจ้าโง่...คนที่เคยคลั่งรักราวกับคนบ้า เมื่อใดที่ตาสว่างก็มักเก่งกาจขึ้นเสมอ” หญิงสาวเชิดปลายคางขึ้น พร้อมเอ่ยด้วยท่าทีโอ้อวด ทว่าว่านหนิงอวิ๋นกลับมองมาด้วยสีหน้างุนงง ************************************ ยามนี้...สิ่งที่พวกนางกำลังพูดคุย ได้ตกอยู่ในสายตาของใครบางคนแล้ว ชายหนุ่มในชุดสีทมิฬ ปักดิ้นทองลายเมฆมงคล กำลังหยุดฟังเสียงกู่ฉินด้านนอกห้อง เมื่อยามที่เซี่ยหรงเหยาเริ่มบรรเลง “นางเป็นใคร...” ชายหนุ่มหันไปถามองครักษ์ข้างกาย เมื่อเสียงกู่ฉินหยุดลง “คนไหนหรือพ่ะย่ะค่ะ” “คนที่พึ่งเล่นกู่ฉินจบไปเมื่อสักครู่” “อ๋อ...นางคือเซี่ยหรงเหยา หลานสาวคนเล็กของเซี่ยโสวฝู่พ่ะย่ะค่ะ ยามนี้อายุสิบหกปี อีกทั้งในเมืองหลวง...ยังเป็นสตรีที่มีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องความเกเร ยามนี้มีข่าวลือว่านางหลงรักตวนอ๋องจนโงหัวไม่ขึ้น ไม่ว่าตวนอ๋องไปที่ใดก็มักเห็นนางวิ่งตามเสมอ เป็นคนที่ดื้อรั้นและทำให้ครอบครัวต้องอับอาย” “เช่นนั้น...นางก็คือหลานสาวจากตระกูลเดิมของไทเฮา” “เป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายมิได้กลับมาเมืองหลวงนับสิบปี จึงยังไม่รู้ข่าวคราวภายใน แม้นางจะพึงใจต่อตวนอ๋อง ทว่าก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับบุตรีของเสนาบดีหลิน หญิงสาวที่ทั้งงดงามและกิริยาอ่อนหวาน อีกทั้งยังมีความสามารถเหนือสตรีอื่นใดในเมืองหลวง” “คนไหนรึ” “คนที่กำลังบรรเลงกู่ฉินในตอนนี้พ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มเหลือบมองเข้าไปยังห้องเรียนสตรีอีกครั้ง ยามนี้หลินเสวี่ยถงกำลังบรรเลงกู่ฉินเพื่อรับการทดสอบ เมื่อบทเพลงจบลง...หญิงสาวก็ได้รับคำชื่นชมจากอาจารย์อวี๋เช่นเดียวกัน ทว่า...การบรรเลงของนางก็มิได้ทำให้ทุกคนตื่นตาตื่นใจเท่ากับฝีมือของเซี่ยหรงเหยา “ก็แค่เล่นกู่ฉินได้นิดหน่อยเท่านั้น ไม่คิดว่าไม่พบหน้ากันสิบปี สายตาน้องชายของเราจะแย่ถึงเพียงนี้” ชายหนุ่มหยุดไปเล็กน้อย พร้อมกับเบือนสายตาไปยังหญิงสาวที่กำลังหยอกล้อกับสหายในห้องเรียน “ต่างจากนาง...ตั้งแต่กลับมาเมืองหลวง เซี่ยหรงเหยาเป็นสตรีคนแรกที่ทำให้รู้สึกสนใจ เช่นนั้น...นางย่อมต้องไม่ใช้คนธรรมดาเป็นแน่ ไป...ไปสืบเรื่องของนางมาให้เรา อยากรู้นัก สตรีผู้นี้จะยังมีสิ่งใดให้น่าค้นหาอีก” “แต่ชื่อเสียงของนาง...” องครักษ์หนุ่มนามสืออี คิดเอ่ยทัดทาน ทว่าสายตาคมกริบกลับตวัดมองมา “สืออี! ตั้งแต่เมื่อใดที่เจ้าใช้ข่าวลือตัดสินผู้อื่น” น้ำเสียงเยือกเย็นเอ่ยเตือนเบาๆ “กระหม่อมทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ” **************************************** จากใจ zuey ฝากนิยายเรื่องใหม่ด้วยนะคะ
บทที่ 1 เกิดใหม่
“ปัง! ปัง! ปัง! ท่านอ๋อง! ท่านอ๋อง! พระชายาทรงทราบว่าพระองค์พักที่เรือนพระชายารอง ยามนี้นำบ่าวไพร่กลับจวนเสนาบดีไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ อีกทั้ง...นางยังสั่งให้คนขนสินเดิมกลับไปด้วย”
เสียงตะโกนจากด้านนอกห้องดังก้องโสต ชายหนุ่มรูปงามนามมู่หรงจ้าน หรือที่ใครๆ ต่างเรียกขานว่าตวนอ๋อง ยามนี้กำลังกอดก่ายหญิงงามเอาไว้ในอ้อมแขน
เมื่อได้ยินเสียงข้ารับใช้ตะโกนอย่างร้อนรน หัวคิ้วสองข้างของชายหนุ่มพลันย่นเข้าหากันด้วยความไม่พอใจ ส่วนหญิงสาวนางนั้นที่กำลังแสร้งหลับ กลับยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
“เจ้าพูดถึงใครนะ!”
ชายหนุ่มงัวเงียลุกขึ้นนั่ง เมื่อเปลือกตาเปิดเต็มที่ จึงพบว่า...ยามนี้ตนเองกำลังนั่งอยู่ในห้องที่ไม่คุ้นตา และเมื่อสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวด้านข้าง ประสาทสัมผัสจึงสั่งให้หันไปยังสิ่งนั้นทันที
“นี่! เจ้า! เหตุใดถึงได้มานอนอยู่บนเตียงของเปิ่นหวาง” หญิงสาวใบหน้างดงามลุกขึ้นนั่ง ท่าทางยั่วยวนนั้นทำชายหนุ่มถึงกับต้องกลืนน้ำลายลงคอไปหลายที
ทว่า...เมื่อนึกถึงพระชายาเอกของตน บวกกับเสียงตะโกนของข้ารับใช้ ชายหนุ่มจึงรีบถอยห่าง พร้อมกระชากร่างบอบบางลงจากเตียงนอนที่ยับย่นไม่เป็นระเบียบ
“โอ๊ย! ท่านอ๋อง! เหตุใดทำเช่นนี้กับหม่อมฉัน”
หญิงสาวลูบบั้นท้ายตนเองด้วยสีหน้าน้อยใจ มู่หรงจ้านมองการแสดงที่ดูเสแสร้งของนางแล้วอดรู้สึกเดือดดาลขึ้นมามิได้ หากมิใช่ เพราะนาง...ตนและชายารักคงมิต้องหมางใจต่อกัน
เซี่ยหรงเหยา...บุตรสาวขุนนางที่คลั่งรักมู่หรงจ้าน อ๋องหนุ่มผู้เป็นถึงเชื้อพระวงศ์ และยังเป็นบุคคลที่ถูกคาดหวังว่าจะได้ขึ้นเป็นองค์รัชทายาทคนต่อไป
สามเดือนก่อน...มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย ทว่า...เซี่ยหรงเหยาก็ยังสามารถนำตนเองเข้าตำหนักตวนอ๋องในตำแหน่งเช่อเฟยได้สำเร็จ ตลอดหลายปี นางคือหนึ่งในสตรีที่ต่อสู้แย่งชิงเพื่อความโปรดปรานจากชายหนุ่ม
ทว่า...สิ่งเหล่านั้นกลับไร้ประโยชน์ เพียงเพราะหญิงงามที่อยู่ข้างกายเขา และสิ่งที่นางทำทั้งหมด ถูกอีกฝ่ายมองอย่างเย็นชา เพียงเพราะนางมิใช่สตรีที่เขาพึงใจ
วางแผนมากมายเพื่อให้ตนได้พูดกับเขาสักเพียงประโยค ทว่าสุดท้าย...ก็กลายเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ ที่มิเคยถูกนำมาใส่ใจ
ย้อนกลับไปเมื่อคืนก่อน เซี่ยหรงเหยาได้ส่งสาวใช้ไปยังเรือนของชายหนุ่ม เพื่อแจ้งให้เขารู้ว่านางกำลังเจ็บป่วย
เห็นแก่ที่บิดาและท่านปู่ของนางเป็นขุนนางสำคัญในราชสำนัก เขาจึงยอมมาพบนางที่เรือน ทว่า...มู่หรงจ้านไม่คิดว่านางจะใช้เล่ห์เหลี่ยม วางแผนใช้กำยานปลุกกำหนัดจัดการกับตน
ทำให้ยามนี้...จำต้องผิดคำสัญญากับหลินเสวี่ยถง พระชายาเอกที่มีรักต่อกันในวัยเยาว์ และตอนนี้...นางได้รู้เรื่องทั้งหมดแล้ว จึงกำลังจากไปพร้อมความผิดหวังและเสียใจ
หญิงสาวที่ไม่เคยได้รับความรัก แต่อาศัยความโปรดปรานที่ไทเฮามีต่อตนเอง บีบบังคับชายหนุ่มให้ฝืนต่อความรู้สึก และเรื่องนี้ ทำสองสามีภรรยาต้องผิดใจ
แต่มู่หรงจ้านได้เคยสัญญากับหลินเสวี่ยถงแล้วว่า...เขาจะไม่แตะต้องหญิงใดนอกจากนาง ต่อให้ไทเฮาหรือฮ่องเต้พระราชทานสตรีมากมายเพียงใดก็ตาม นางจะยังคงเป็นฮูหยินเพียงคนเดียวของเขา
และตลอดมา...ชายหนุ่มก็ทำได้อย่างที่เอ่ย ตั้งแต่เซี่ยหรงเหยาก้าวเข้าจวนตวนอ๋อง แม้แต่ทานอาหารร่วมกันสักครั้ง...ก็ยังไม่เคย และชายหนุ่มเปิดทางให้หญิงใดได้มีโอกาสก้าวเข้ามาในความสัมพันธ์ของทั้งสอง
ค่ำคืนแรกของเซี่ยหรงเหยาหลังก้าวเข้ามายังจวนตวนอ๋อง มู่หรงจ้านกลับไปขลุกอยู่ที่เรือนของหลินเสวี่ยถง เรื่องนี้สร้างความโกรธแค้นในใจของเซี่ยหรงเหยายิ่งนัก
ที่ผ่านมาตลอดสามเดือน มู่หรงจ้านก็มักหาทางหลีกเลี่ยงนางเสมอ หลายครั้งยังรับหลินเสวี่ยถงออกไปพำนักที่จวนนอกเมือง โดยปล่อยให้เซี่ยหรงเหยาเฝ้าจวนลำพังนับสิบวัน
และนั่นทำให้นางตัดสินใจทำเรื่องสิ้นคิดขึ้นมา หวังใช้ร่างกายอันงดงามของตนผูกมัดเขาเอาไว้ ทว่า...นางกำลังคิดผิด
“หญิงแพศยา! ใครใช้ให้เจ้าใจกล้าเพียงนี้! ถึงกลับวางยาเปิ่นหวาง” มู่หรงจ้านชี้หน้าเซี่ยหรงเหยาด้วยความเดือดดาล
“ใครก็ได้!...ลากสตรีต่ำช้าผู้นี้ออกไปตีห้าสิบไม้ หากนางตายก็เอาไปโยนทิ้งที่สุสานนอกเมือง หากนางดื้อด้านยังไม่ตาย...ก็ขังเอาไว้ที่เรือนท้ายจวน อย่าได้ให้เห็นเดือนเห็นตะวันอีก!”
ชายหนุ่มตวาดด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว
โทษหนักครั้งนี้ เพราะเซี่ยหรงเหยาได้แตะเกล็ดย้อนของมู่หรงจ้านเข้าให้แล้ว ตลอดมาทั้งก่อนแต่งงานและหลังแต่งเข้ามาเป็นเช่อเฟย นางก็มักหาเรื่องทะเลาะกับหลินเสวี่ยถงร่ำไป แต่ก็ไม่เคยทำให้เขาโกรธาถึงเพียงนี้
“ท่านอ๋อง! ข้าผิดไปแล้ว! ได้โปรดปล่อยข้าไปสักครั้งเถิด เหยาเอ๋อไม่กล้าแล้ว! เห็นแก่หน้าไทเฮา ต่อไปจะไม่ทำเช่นนี้อีก” หญิงสาวคลานเข้าไปเกาะขาของชายหนุ่มด้วยความหวาดกลัว ทว่ากลับถูกเตะจนกระเด็นออกไปไกลหลายจั้ง
“ท่าน!...” เซี่ยหรงเหยากระอักเลือดออกมากองโต นางรู้สึกได้เลยว่า...อวัยวะภายในของตน เจ็บปวดราวกับถูกกระชากออกจากกัน
“ท่านอ๋องทำเช่นนี้ ไม่กลัวว่าองค์ไทเฮาจะทรงกริ้วหรือ”
หญิงสาวพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน สายตาของนางเว้าวอนชายผู้อันเป็นที่รัก หวังว่าเขาจะยอมให้โอกาสตนเองอีกสักครั้ง
แต่ปากกลับเอ่ยข่มขู่อย่างไม่ไว้หน้า ทว่า...ท่าทีของมู่หรงจ้านกลับมิได้ดูอ่อนลง อีกทั้งยังย่างสามขุมเข้ามาใกล้ พร้อมกับโยนนางออกไปนอกห้อง
“เจ้าคิดว่า...ระหว่างเปิ่นหวางและเจ้า เสด็จย่าจะเลือกใคร”
เสียงพึมพำแผ่วเบาดังลอดออกมาจากริมฝีปาก
“โบยนางซะ!” ชายหนุ่มสะบัดมืออย่างแรง องครักษ์ที่ได้รับคำสั่งต่างกรูกันเข้ามาจับเซี่ยหรงเหยาเอาไว้ จากนั้น...การลงโทษที่สร้างความเจ็บปวดฝังลึกลงกระดูกของเซี่ยหรงเหย่า ก็ได้เริ่มต้นขึ้น
เสียงไม้ลงโทษฟาดกระทบเนื้อ ดังก้องประสานกับเสียงร้องโหยหวนของนาง ร่างบอบบางที่ไม่เคยได้รับความลำบากหญิงสาว มีหรือจะทนไหว โลหิตสดๆ ถูกพ่นออกมาทุกครั้งที่ไม้ฟาดลงบนร่างของนาง
การโบยผ่านไปเพียงยี่สิบไม้ กระดูกสันหลังของนางพลันถูกบดขยี้ อวัยวะภายในหยุดทำงาน แม้แต่ลมหายใจก็รักษาเอาไว้ไม่ได้
องครักษ์เห็นเซี่ยหรงเหยาเงียบเสียงไป จึงได้เข้ามาตรวจสอบดู พบว่ายามนี้ นางได้สิ้นใจไปแล้ว และ...ดวงวิญญาณโปร่งแสง ก็กำลังยืนอยู่เหนือร่างของตน
แววตาเศร้าโศกมองไปยังชายหนุ่มที่ตนปักใจรักนานนับสิบปี นางไม่อยากจะเชื่อว่าเขาจะใจร้ายถึงเพียงนี้ อย่างไรทั้งสองก็เติบโตมาด้วยกัน แต่เขากลับกำลังยืนดูการตายของนางด้วยสีหน้าเย็นชา
บัดนี้ เซี่ยหรงเหยาได้ตระหนักแล้วว่า...การฝืนใจให้ผู้อื่นมารักตนเองนั้น มันยากเพียงใด และจุดจบที่นางได้รับในตอนนี้ ก็เป็นสิ่งที่นางต้องแบกรับด้วยตัวของนางเอง

