บทที่ 10 งานเลี้ยงชมดอกเหมย
“เกิดอะไรขึ้น! เป่าเอ๋อ! ใครรังแกหลานสาวคนดีของย่า บอกมาเร็ว ย่าจะให้ท่านปู่และท่านพ่อของเจ้าเข้าวังกราบทูลไทเฮาเพื่อเอาผิดมัน” ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยเคาะไม้เท้าในมือเสียงดัง พร้อมเอ่ยปลอบหลานสาวคนเล็ก
เป่าหนิง คือชื่อเล่นที่เซี่ยไทเฮาทรงตั้งให้นาง หลังเซี่ยหรงเหยากำเนิด และนางยังเป็นหลานสาวนอกไส้ที่ไทเฮาทรงรักและตามใจเป็นที่สุด
“ฮึก! ฮึก! ฮื่ออ! ท่านย่า…เป่าเอ๋อมิได้ถูกใครรังแก เพียงแต่เป่าเอ๋อดีใจที่ได้พบทุกคนอีกครั้ง” คำพูดของนางทำคนทั้งบ้านงุนงง ทั้งที่พึ่งพบหน้ากันเมื่อเช้า หรือว่าที่สำนักศึกษาทำนางลำบาก ถึงกับต้องหลังน้ำตาออกมาเชียวหรือ
“เอาล่ะเด็กดี เลิกร้องไห้ได้แล้ว น้ำตาของเจ้าทำย่าปวดใจ”
หญิงชราพยุงหลานสาวให้มานั่งข้างตน ดวงตาแดงก่ำราวกระต่ายน้อย ยิ่งมองความงามของนางก็ยิ่งเปล่งประกาย เพียงแต่หลานสาวผู้โง่เขลา กลับดื้อรันเพื่อคนไร้ใจอย่างตวนอ๋อง ไม่เช่นนั้น นางคงได้พบคนที่ดีกว่าชายหนุ่มเป็นแน่
“ท่านย่า...เป่าเอ๋อรักท่านที่สุด”
หญิงสาวออดอ้อนฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยเหมือนเด็กเล็กๆ หลังผ่านการตายมาแล้วครั้งหนึ่ง...นางซึ้งใจแล้วว่า คนที่รักนางมากที่สุดก็คือคนในครอบครัว ครั้งนี้...นางจะไม่ตามตอแยมู่หรงจ้านอีก และจะไม่ทำให้ครอบครัวต้องผิดหวังเหมือนดั่งชาติที่แล้ว
สามวันต่อมา
เวลานี้...อากาศที่แคว้นเป่ยหมิงเริ่มหนาวเย็นขึ้นเป็นลำดับ ลมหายใจของผู้คนกลายเป็นไอขาว แม้หิมะยังไม่โปรยปราย แต่ทั่วทั้งหุบเขากลับถูกแต่งแต้มด้วยดอกเหมยที่ผลิบานสะพรั่ง
สีแดงสดตัดกับเกล็ดน้ำแข็งบางๆ ที่เกาะตามกิ่งไม้ เป็นภาพงดงามหาดูได้ยาก ภูมิทัศน์ของภูเขาชิงซานในยามนี้ไม่ต่างจากภาพวาดเลื่องชื่อ
ในวันนี้ ที่ตีนเขาคลาคล่ำไปด้วยผู้คน เพราะองค์หญิงใหญ่ทรงเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงชมดอกเหมยขึ้นที่นี่
ว่ากันว่า ในทุกปี...งานเลี้ยงที่จัดขึ้นที่ภูเขาชิงซาน เป็นงานเลี้ยงที่เหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางต่างเฝ้ารอ เพราะนอกจากจะได้ชมความงามของดอกเหมยแล้ว ยังเป็นโอกาสให้หนุ่มสาวได้พบปะกัน
นัยหนึ่งคือ งานเลี้ยงครั้งนี้คือการเฟ้นหาชายหนุ่มที่เหมาะสมกับบุตรสาวขององค์หญิงใหญ่ พระนางเองก็มีชายหนุ่มในใจอยู่หลายคน แต่ยังไม่รู้ว่าบุตรสาวคนดีจะต้องตาบุรุษใดในบรรดาผู้มาร่วมงาน
ท่ามกลางผู้คนมากมาย เซี่ยหรงเหยาและพี่ชายคนที่สามอย่างเซี่ยชิงสือ กำลังยืนรอใครบางคนอยู่ที่บันไดทางขึ้นเขา
ทั้งสองยามนี้แต่งกายด้วยชุดคลุมขนจิ้งจอกหิมะที่ได้รับพระราชทานจากเซี่ยไทเฮา สีเงินยวงของขนจิ้งจอกหิมะ ทำให้เซี่ยหรงเหยาดูงดงามเปล่งประกายกว่าทุกครา
เมื่อชาติก่อน นางสวมชุดคลุมสีแดงสดที่ทำด้วยขนจิ้งจอกเพลิง ทำให้องค์หญิงใหญ่ไม่ทรงพอพระทัย เพราะตนแย่งชิงความโดดเด่นของบุตรสาวของนาง ครั้งนี้...ตนเองจะไม่ทำพลาดเหมือนครั้งก่อนอีกแล้ว
ดวงตางามของเซี่ยหรงเหยามองไปยังเส้นทางเบื้องล่างที่ทอดยาว ไม่นานนัก...เสียงกีบเท้าม้าพลันดังขึ้นพร้อมกับรถม้าสีดำสนิทที่ประดับตราจวนแม่ทัพแล่นมาหยุดตรงหน้า สายลมหนาวพัดกลีบดอกเหมยปลิวว่อนราวกับต้อนรับผู้มาเยือน
ม่านรถม้าถูกเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นสองพี่น้องตระกูลว่าน ว่านหนิงอวิ๋นและว่านอวิ๋นเซียวบุตรชายคนที่ห้าของแม่ทัพใหญ่
แววตาของเซี่ยหรงเหยาอ่อนลงเล็กน้อย เมื่อสบตากับสหายรัก ส่วนเซี่ยชิงสือเพียงยกยิ้มบางๆ พลางเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“พวกเจ้ามาช้า” เสียงทักทายดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มบางเบา
“ไม่ช้าได้อย่างไร เจ้าตัวโง่งมของข้าถูกท่านแม่จับแต่งกายอยู่นาน กว่าจะถูกปล่อยออกจากจวน เวลาก็ล่วงเลยมาขนาดนี้” ว่านอวิ๋นเซียวเอ่ยแก้ตัว พร้อมกับหลบสายตาที่มองค้อนของน้องสาว
“เอาเถอะ เรารีบขึ้นเขากันดีกว่า คนอื่นๆ ไปกันหมดแล้ว”
เซี่ยชิงสือเหลือบมองเล็กน้อย และทันทีที่สายตาของทั้งสองสบกัน ใบหน้าของว่านหนิงอวิ๋นพลันแดงเรื่อ
อืมมม นางงามจริงๆ ชายหนุ่มแอบคิดในใจ
หลังสนทนาเล็กน้อย คนทั้งสี่ก้าวขึ้นไปตามบันไดช้าๆ โดยที่มีข้ารับใช้ติดตามด้านหลัง และเมื่อก้าวเข้าไปในงานเลี้ยงที่ถูกจัดเตรียมอย่างอลังการ บรรยากาศที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมของดอกเหมย ทำสตรีทั้งสองเบิกตากว้าง
ไม่ว่าครั้งก่อนหรือครั้งนี้ ความงามนี้ก็ทำให้เซี่ยหรงเหยารู้สึกตกใจได้ทั้งสิ้น ภูเขาชิงซานแห่งนี้ฮ่องเต้พระองค์ก่อนได้ยกให้เป็นสินเดิมขององค์หญิงใหญ่ และทุกปี...ที่นี่มักถูกนำมาจัดงานเลี้ยง และครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่แตกต่างที่จุดประสงค์
เมื่อทุกคนนั่งประจำที่เรียบร้อย เสียงพิณแว่วหวานดังขึ้นคลอไปกับสายลมหนาว กลีบดอกเหมยปลิวร่วงลงจากกิ่งไม้ราวกับโปรยปรายเพื่อต้อนรับขบวนขององค์หญิงใหญ่ มู่หรงจ้าวอี๋
พระนางทรงก้าวออกมาพร้อมบุตรสาวคนเล็กอย่างถังหลิงหลง ผู้ที่ได้รับพระราชทานตำแหน่งหนิงอันเสี้ยนจู่ขั้นสี่ หญิงสาวแรกรุ่นผู้งดงามดั่งภาพวาด
งานเลี้ยงวันนี้ นางสวมอาภรณ์ที่ทำจากไหมสีชมพูอ่อนปักลายดอกเหมย ด้านนอกสวมชุดคลุมขนจิ้งจอกเพลิงสีแดงสดตัดกับผิวขาวของนาง
ร่างบอบบางเดินเคียงข้างพระมารดาด้วยท่วงท่าสง่างาม ใบหน้างามละมุนแย้มยิ้มบางเบา ดวงตากลมโตเปล่งประกายอ่อนโยนแต่แฝงความมั่นใจ
เมื่อองค์หญิงใหญ่ประทับยังพระที่นั่งจัดเตรียม พระสุรเสียงนุ่มนวลทรงอำนาจพลันดังขึ้น
“วันนี้เป็นวันที่ดอกเหมยบานสะพรั่งทั่วชิงซาน เปิ่นจ่างกงจู่ดีใจที่ทุกคนให้เกียรติมาร่วมงานเลี้ยงชมดอกเหมยในปีนี้” พระนางทอดพระเนตรไปทั่วลานงานเลี้ยง เพื่อมองหาเหล่าชายหนุ่มที่ตนหมายตา
“ดอกเหมยแม้จะผลิบานท่ามกลางความหนาวเหน็บ แต่กลับงดงามและเข้มแข็ง เช่นเดียวกับบุตรหลานแห่งแคว้นเป่ยหมิงของเรา”
องค์หญิงใหญ่หยุดเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้ม
“เพื่อให้บรรยากาศของงานเลี้ยงสนุกยิ่งขึ้น เปิ่นจ่างกงจู่อยากเชิญเหล่าบุตรหลานขุนนางทั้งหลาย ก้าวออกมาแสดงความสามารถที่ตนเชี่ยวชาญ เพื่อให้ทุกคนในที่นี้ได้ชื่นชม ไม่ว่าจะเป็นบทกวี ดนตรี หรือศิลปะใดก็ตาม”
บุตรหลานขุนนางต่างมองหน้ากันด้วยความตื่นเต้น บางคนเริ่มพูดคุยถึงการแสดงที่เตรียมมา บางคนมีสีหน้าวิตกกังวล
หลินเสวี่ยถงยกยิ้มเจ้าเล่ห์ นางมองไปรอบๆ ก่อนจะสบตาเข้ากับเซี่ยหรงเหยาที่นั่งห่างออกไป
