บทที่ 8 บทเพลงนี้ของผู้ใดกันแน่
สีหน้าของนางยามนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด อาจารย์อวี๋ก้าวเข้ามาภายในห้องช้าๆ ทุกย่างก้าวของนางเต็มไปด้วยความสงบ ทว่ากลับสามารถทำให้นักศึกษาหญิงทั้งห้องต่างหวาดกลัว
“ท่านอาจารย์หวง ขออภัยที่เข้ามาแทรกแซงในการสอนของท่าน” นางเอ่ยพลางค้อมศีรษะลงเล็กน้อย
“เรื่องบทเพลงกู่ฉินที่เซี่ยหรงเหยาบรรเลงเมื่อเช้า ข้าเองก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย” อาจารย์หวงพยักหน้าเบาๆ
“แล้วอาจารย์อวี๋คิดเช่นไร”
“ในเมื่อหลินเสวี่ยถงบอกว่า บทเพลงนั้นเป็นของนาง เช่นนั้นก็ให้นางบรรเลงให้คนที่นี่ฟังเถอะ จากนั้นค่อยตัดสิน” อาจารย์อวี๋กล่าวเสียงเรียบ สายตาตกอยู่ที่หลินเสวี่ยถงเป็นคนแรก
“และหากเซี่ยหรงเหยาขโมยไปจริง ข้าจะให้นางชดใช้อย่างสาสม” คำว่า “ชดใช้อย่างสาสม” ถูกเน้นหนักจนทุกคนในห้องรู้สึกถึงแรงสะท้อนในอก
และคำพูดนั้นคล้ายเป็นคำเตือนว่า ถ้าหากคนใดในระหว่างพวกนางกล้าหลอกลวง ย่อมต้องถูกลงโทษสถานหนัก
หลินเสวี่ยถงสั่นไปทั้งกาย มือที่กำชายกระโปรงเริ่มเย็นเฉียบ ทว่ามันกลับชื้นเหงื่อ ใครในสำนักศึกษาแห่งนี้ไม่รู้บ้างว่า อาจารย์อวี๋เกลียดการใส่ร้ายเป็นที่สุด และครั้งนี้...ดูเหมือนความจริงกำลังจะถูกเปิดเผยต่อหน้าทุกคน
“หลินเสวี่ยถง เจ้าบอกว่าเซี่ยหรงเหยาขโมยเพลงของเจ้าไป เช่นนั้นก็ออกมาบรรเลงกู่ฉินด้านหน้าเถอะ ข้านำกู่ฉินติดตัวมาด้วยพอดี”
อาจารย์อวี๋กล่าวพลางวางกู่ฉินลงตรงกลางห้อง เสียงไม้กระทบพื้นดังเบาๆ แต่กลับทำให้บรรยากาศในห้องเรียนตึงเครียดขึ้นยิ่งกว่าเดิม หลินเสวี่ยถงมีท่าทีอึกอัก ใบหน้าซีดเผือด ทว่าตอนนี้นางถอยกลับไม่ได้แล้ว
“เจ้าค่ะ...ท่านอาจารย์” หญิงสาวค่อยๆ นั่งลงตรงหน้ากู่ฉิน สองมือสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด
ในใจนึกย้อนถึงภาพตอนที่เซี่ยหรงเหยาบรรเลงเพลงนั้น เสียงใสกังวานราวสายลมพัดผ่านภูเขา แต่เมื่อปลายนิ้วของนางแตะลงบนสายกู่ฉิน เสียงที่ดังออกมากลับกระท่อนกระแท่น ขาดความไพเราะจนผู้ฟังถึงกับขมวดคิ้ว
“นี่สินะ! ที่เจ้าเรียกว่าเป็นบทเพลงที่เจ้าแต่งขึ้นเอง” อาจารย์อวี๋ตวาดเสียงกร้าว ดวงตาคมกริบจับจ้องหญิงสาวตรงหน้า
“ศิษย์...ศิษย์จำไม่ได้ทั้งหมดเจ้าค่ะ เพราะพึ่งแต่งออกมาได้เพียงไม่นาน มันก็หายไปแล้ว” หลินเสวี่ยถงเอ่ยพลางน้ำตาไหลอาบแก้ม เสียงสะอื้นเบาๆ ดังขึ้นภายในห้องอันเงียบงัน
“อ้อ...เช่นนั้นแล้ว เจ้าแต่งเพลงนี้ขึ้นเมื่อใด” เซี่ยหรงเหยาเอ่ยถามเสียงเย็น
“ข้า...จำไม่ได้ แต่ข้าทำหายไปจริงๆ เซี่ยหรงเหยาเจ้าคืนมันให้ข้าเถอะนะ ข้าขอร้อง มันคือชีวิตของข้าจริงๆ” ท่าทีอ่อนแอและทุกข์ใจของนาง รวมถึงความเกเรของเซี่ยหรงเหยาในอดีต ทำเหล่าศิษย์สตรีเชื่อไปเกินครึ่งแล้วว่า ที่นางเอ่ยเป็นเรื่องจริง
“เมื่อเช้าเจ้ายังถามข้าอยู่เลยว่า เพลงนี้ชื่ออะไร ตอนนี้กลับมาร้องเรียนว่าข้าขโมยเพลงของเจ้า! หน้าไม่อายเกินไปแล้วหลินเสวี่ยถง!”
เซี่ยหรงเหยาเริ่มควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ เหตุใดตนเองไม่เคยรู้เลยว่า สตรีนางนี้จะทั้งหน้าด้านและมีเล่ห์เหลี่ยมมากมายเพียงนี้
“ข้า!...” หลินเสวี่ยถงพูดไม่ออก
“เจ้ามั่นใจหรือว่าเพลงนี้เป็นของเจ้า” อาจารย์อวี๋ถามขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่แฝงแรงกดดัน
“เจ้าค่ะ ศิษย์ยังไม่เคยลองเล่นจริงจังสักครั้ง พึ่งแต่งขึ้นเมื่อไม่นานมานี้” นางก้มหน้าไม่กล้าสบตาอีกฝ่าย
“เจ้าจะบอกว่า เซี่ยหรงเหยามีพรสวรรค์ถึงเพียงนั้น ขโมยเพลงของเจ้ามาไม่นานก็สามารถบรรเลงได้อย่างชำนาญราวกับฝึกฝนมาหลายปี...แล้วเช่นนั้นเมื่อเช้า เหตุใดเจ้าไม่ทักท้วง”
คำถามนั้นทำให้หลินเสวี่ยถงถึงกับสะอึกไป นางเม้มริมฝีปากแน่น จะยอมรับได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายมีพรสวรรค์มากกว่าตน
“ช่างเถอะเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์” เซี่ยหรงเหยาเอ่ยขึ้นอย่างสงบ
“ในเมื่อนางบอกว่าเพลง คิดถึงสายลม คือของนาง เช่นนั้นจากนี้ตลอดชีวิต ศิษย์ก็จะไม่เล่นเพลงนั้นอีก”
คำพูดนั้นทำหลินเสวี่ยถงร้อนใจ หากเซี่ยหรงเหยาไม่เล่นอีก เช่นนั้นนางจะได้เพลงคิดถึงสายลมมาได้อย่างไร
เซี่ยหรงเหยาเหลือบมองปฏิกิริยาของหลินเสวี่ยถงเล็กน้อย ก่อนเดินไปยังกู่ฉินเบื้องหน้า พร้อมกับนั่งลงอย่างสง่างาม
ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนสาย เสียงดนตรีที่ดังขึ้นนั้นอ่อนโยนแต่ทรงพลัง ราวกับสายน้ำที่ไหลผ่านหุบเขา เสียงกู่ฉินที่นางบรรเลงสะท้อนก้องในใจผู้ฟัง
แม้แต่อาจารย์หวงยังหลับตาฟังด้วยความเพลิดเพลิน และรู้สึกทึ่งในความสามารถของเด็กสาวตรงหน้า เมื่อเสียงสุดท้ายจางหายไป เซี่ยหรงเหยาจึงได้ลุกขึ้นอย่างสงบ ดวงตาคมกริบหันไปมองหลินเสวี่ยถงที่ยังนั่งนิ่งราวกับหุ่นปั้นอยู่กับที่
“หลินเสวี่ยถง เจ้าคงจะไม่บอกว่า...บทเพลงนี้เจ้าก็เป็นคนแต่งนะ” ร่างบางกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะเดินกลับไปยังที่นั่งของตน
ท่ามกลางความเงียบงันที่ปกคลุมทั่วทั้งห้อง เหล่านักศึกษาสตรีต่างมองหน้ากันไปมาโดยไม่กล้าเอ่ยคำใด เพราะทุกคนรู้ดีในใจว่าความจริงได้ถูกเปิดเผยแล้ว
“หลินเสวี่ยถง...เพื่อแย่งชิงผลงานของผู้อื่น เจ้าถึงกับทำเรื่องไร้ยางอายเช่นนี้เชียวหรือ ไม่คิดถึงหน้าตาตระกูลหลิน ก็ควรคำนึงถึงบิดาที่อยู่ในราชสำนักของเจ้าบ้าง หากเรื่องราวนี้แพร่งพรายออกไป เขาจะต้องเสียหน้าเท่าใด”
เสียงของอาจารย์อวี๋ดังชัดเจนภายในห้อง สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความผิดหวังมากกว่าความโกรธ เพราะหลินเสวี่ยถงถือเป็นคนมีความสามารถที่นางเคยชื่นชม
“ท่านอาจารย์! ลูกศิษย์ ผิดไปแล้ว...ข้าจะไม่ทำอีกแล้ว เห็นแก่ที่ข้าทำผิดครั้งแรก ขอท่านอาจารย์ได้โปรดให้อภัย”
หลินเสวี่ยถงคุกเข่าลง พร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม เสียงสะอื้นของนางแม้สะเทือนใจผู้ฟัง แต่กลับไม่มีใครกล้าเอ่ยปลอบ เพราะทุกคนในที่นั้น ต่างได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของนางแล้ว
