บทที่ 6 ฤทธิ์เดชของนาง
เมื่อมื้ออาหารสิ้นสุด มู่หรงฉางชิง ไท่จื่อแห่งแคว้นเป่ยหมิง ได้ก้าวเดินนำหน้าอย่างสง่างาม พร้อมเอ่ยกับพวกเขาด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“เราคงต้องแยกไปก่อน แล้วพบกันใหม่” แสงแดดยามบ่ายสาดส่องต้องชุดสีทมิฬ เผยให้เห็นบุคลิกอันสงบเยือกเย็น และท่วงท่าที่เปี่ยมด้วยอำนาจ
ขายาวแข็งแรงก้าวขึ้นหลังม้าอย่างมั่นคง ก่อนควบออกไปตามถนนสายใหญ่ เสียงกีบเท้าดังก้องอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไป
เซี่ยหรงเหยายืนมองตามชายหนุ่มที่ควบม้าจากไปจนลับสายตา สายลมอ่อนพัดผ่านปลายเส้นผมของนาง ในแววตาเต็มไปด้วยความครุ่นคิด
แม้จะเห็นเพียงครึ่งหน้า แต่คนผู้นี้ช่างรูปงามและสุขุมยิ่งนัก ดูเหมาะสมกับตำแหน่งไท่จื่อมากกว่าองค์ชายทั้งหลายในราชวงศ์เสียอีก
ต่อมา ทั้งสี่คนแยกย้ายกันที่หน้าสำนักศึกษา
แสงแดดยามบ่ายส่องลอดผ่านต้นเหมยที่ปลูกเรียงรายสองข้างทาง กลีบดอกสีชมพูอ่อนปลิวตามสายลมราวกับหิมะกำลังโปรยปราย เซี่ยหรงเหยาและว่านหนิงอวิ๋นเดินเคียงกันเข้ามายังห้องเรียนด้วยท่าทางอารมณ์ดี
เมื่อสองสตรีปรากฏตัว เสียงสนทนาในห้องที่เคยจอแจพลันเงียบลงในบัดดล
สายตาของนักศึกษาหญิงทุกคู่ ต่างหันมาจับจ้องพวกนางเป็นตาเดียว บางคนกระซิบกระซาบ บางคนแสร้งก้มหน้าอ่านตำรา แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น และอคติที่ซ่อนอยู่
“มีอะไรก็พูดต่อหน้า ลับหลังนินทาผู้อื่นมันมีอะไรดีนักรึ” เซี่ยหรงเหยาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแฝงแรงกดดันอยู่ในที ก่อนพวกนางจะนั่งลงยังเก้าอี้ประจำตัวอย่างไม่ใส่ใจ
นักศึกษาหญิงหลายคนรีบก้มหน้าหลบสายตา กลัวว่าตนเองจะถูกหมายหัวโดยสตรีผู้มีอำนาจแห่งตระกูลเซี่ยและว่าน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมก้มหัวให้นาง
“เจ้าสองคนรังแกถงเอ๋อ แล้วยังกล้าลอยหน้าลอยตาอยู่ที่นี่อีกหรือ” ลู่หลานหลิง หลานสาวของราชครูลู่ผู้ทรงอิทธิพลในราชสำนักออกหน้าเป็นคนแรก
เพราะมีท่านอาเป็นพระสนมตำแหน่งเสียนเฟย นางจึงไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลของสตรีทั้งสอง หญิงสาวยืนกอดอกมองมา สายตาเต็มไปด้วยการท้าทาย
“ตาไหนของเจ้าเห็นว่าเรารังแกนาง” เซี่ยหรงเหยาเลิกคิ้วถาม ด้วยท่าทีเย็นชา
“แต่ถงเอ๋อบอกว่าเจ้าทำให้นางขายหน้าต่อหน้าตวนอ๋อง อีกทั้งยัง เจ้าใช้อำนาจของพี่ชายรังแกนางและพี่ชายของนาง” ไป๋เสี่ยวอิง บุตรสาวของรองราชเลขาไป๋ กล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
เซี่ยหรงเหยาหัวเราะในลำคอ
“พวกเจ้าเป็นหมาของนางงั้นรึ มีอะไรต้องคอยออกหน้าให้นาย” ร่างบางเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ
“อีกอย่าง...พี่ชายของนางไร้ค่า แล้วมันกลายเป็นความผิดของพี่ชายข้าได้อย่างไร” คำพูดนั้นทำไป๋เสี่ยวอิงถึงกับพูดไม่ออก
“เจ้า! เซี่ยหรงเหยา!” ไป๋เสี่ยวอิงตะโกนเสียงดัง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ
“ข้าทำไม...หรืออยากลองดูว่ากำปั้นของข้าหนักหน่วงหรือไม่” ร่างบางเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ยกกำปั้นหมุนไปมาด้วยท่าทีสบายๆ แต่คำพูดกลับเฉียบคมดั่งคมมีด
บรรยากาศภายในห้องเรียนเริ่มตึงเครียด จนแทบไม่มีใครกล้าขยับ ว่านหนิงอวิ๋นมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเงียบงัน นางเตรียมตัวที่จะช่วยสหาย ถ้าหากว่าอีกฝ่ายกล้าลงมือ
แต่ก่อนที่จะเกิดการปะทะขึ้น เสียงอ่อนหวานของหญิงสาวอีกนางได้ดังแทรกเข้ามา
“พวกเจ้าอย่าทะเลาะกันเพื่อข้าเลย...” หลินเสวี่ยถงเอ่ยพลางเช็ดน้ำตา น้ำเสียงของนางสั่นเครือราวกับตนเองถูกรังแก
ว่านหนิงอวิ๋นหันขวับไปทันที
“เลิกสำคัญตนเองผิดสักที หลินเสวี่ยถง! เจ้าคิดว่าโลกใบนี้หมุนรอบตัวเจ้าหรือไง! เสแสร้งสิ้นดี” น้ำเสียงตวาดของนางทำคนทั้งห้องถึงกับสะดุ้ง
“ข้า...ข้าเปล่า...” หลินเสวี่ยถงแสร้งร้องไห้ออกมา ทำผู้พิทักษ์ทั้งสองปวดใจจนต้องรีบก้าวเข้าไปปกป้อง
“เจ้ากล้ารังแกนางต่อหน้าพวกเรา!” ไป๋เสี่ยวอิงตะโกนขึ้นมาอีกครั้ง
“แล้วจะทำไม กล้าก็ไปฟ้องอาจารย์สิ ข้าจะได้เปิดโปงใบหน้าดอกบัวขาวของนางให้ทุกคนได้เห็น” เซี่ยหรงเหยาเอ่ยเสียงเย็น
“เจ้าท้าข้าหรือ!” ไป๋เสี่ยวอิงตะโกนลั่น บรรยากาศภายในห้องเรียนสตรีที่เคยสงบ กลับกลายเป็นสนามประลองอารมณ์ที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ
“เสียงดังอะไรกัน!”
เสียงทุ้มแหบของอาจารย์หวงดังขึ้นจากหน้าประตู ชายชราผู้มีผมขาวก้าวเข้ามาพร้อมไม้เท้าในมือ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความสุขุมที่ทำให้ไม่มีใครกล้าเอ่ยปาก
นักศึกษาสตรีทั้งห้องรีบลุกขึ้นยืนพร้อมกัน เสียงเก้าอี้ขยับดังแผ่วเบา ก่อนที่ทุกอย่างจะตกอยู่ในความเงียบงัน
ภายในห้องเรียนยามนี้ ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจหนักๆ ที่ยังแฝงด้วยแรงโทสะ และความตึงเครียดที่ยังไม่จางหาย
“เกิดอะไรขึ้น!!”
อาจารย์หวงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเข้มงวด ดวงตาคมกริบของชายชรากวาดมองไปทั่วห้อง ก่อนจะหยุดลงที่คนกลุ่มหนึ่ง
“เป็นเซี่ยหรงเหยาและว่านหนิงอวิ๋น นางรังแกหลินเสวี่ยถงอีกแล้วเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์” ไป๋เสี่ยวอิงชิงเอ่ยฟ้องก่อน น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความมั่นใจ ราวกับตนถือความถูกต้องไว้ในมือ
“เหอะ! โจรตะโกนจับโจร” ว่านหนิงอวิ๋นกล่าวลอยๆ พลางกอดอกอย่างไม่สะทกสะท้าน
“เจ้า! ท่านอาจารย์หวงดูสิเจ้าคะ ขนาดท่านยืนอยู่ต่อหน้า นาง ยังกล้าทำตัวเป็นอันธพาล!” ไป๋เสี่ยวอิงชี้นิ้วด้วยความโกรธ
