บท
ตั้งค่า

บทที่ 5 การปรากฏตัวขององค์รัชทายาท

หลินเสวี่ยถงโมโหในความขี้ขลาดของพี่ชาย ทั้งที่พวกเขาอายุเท่ากัน เหตุใดพี่ชายของเซี่ยหรงเหยาและว่านหนิงอวิ๋นถึงได้เหนือกว่า

“คุณชายเซี่ย คุณชายว่าน เป็นเรื่องเข้าใจผิดเท่านั้น เรามิได้ขวางนางสองคน” หลินเสวี่ยถงเอ่ยเสียงเบา ท่าทางน้อยอกน้อยใจทำมู่หรงจ้านเจ็บปวดในอก ราวกับคนรักของตนถูกผู้อื่นกลั่นแกล้งรังแก

“ไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิดหรอก เรากำลังขวางนางจริงๆ”

ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมกับเชิดหน้าขึ้น ส่วนตัวก็ไม่ชอบคนเหล่านี้อยู่แล้ว อาศัยอำนาจจากตระกูลทำตัวสูงส่ง ไม่เห็นหัวเชื้อพระวงศ์อย่างพวกเขา

“ตวนอ๋องเพคะ...”

หลินเสวี่ยถงดึงชายแขนเสื้อของชายหนุ่มเพื่อห้ามปราม

“อ้อ...เช่นนั้นก็หมายความว่า ตวนอ๋องกำลังใช้อำนาจเพื่อบีบบังคับน้องสาวของกระหม่อมอย่างนั้นหรือ”

เซี่ยชิงสือเอ่ยถามเสียงต่ำ

“ถ้าใช่แล้วจะทำไม” มู่หรงจ้านที่อายุมากกว่า ไม่กลัวต้องเผชิญหน้ากับคนเหล่านี้

ทว่า...เสียงหนึ่งกลับดังขัดขึ้น

“ไม่คิดว่าน้องสี่จะกล้าหาญเช่นนี้ กลางถนนใช้อำนาจของราชวงศ์ข่มเหงผู้อื่น ทำเปิ่นไท่จื่อเปิดหูเปิดตาแล้ว”

เมื่อได้ยินสรรพนามแทนตนเอง ทำทุกคนตกใจ ยกเว้นเซี่ยชิงสือและว่านอวิ๋นเซียวที่รู้ตัวตนของชายหนุ่มอยู่ก่อนแล้ว ชายสวมหน้ากากเดินฝ่าพี่น้องเซี่ยและว่านเข้ามายืนตรงกลาง พร้อมกับเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง

“ท่าน! ท่านคือพี่รองหรือ...”

มู่หรงจ้านมีท่าทีลนลานอย่างเห็นได้ชัด คนผู้นี้แม้ไม่ปรากฏตัวนานนับสิบปี ทว่ากลับถูกให้ความสำคัญยิ่งกว่าองค์ชายคนอื่นในราชวงศ์ อีกทั้งแดนเหนือยังเป็นที่ตั้งกองกำลังอันแข็งแกร่งที่สุด ที่เขาสร้างขึ้นด้วยสองมือ ตั้งแต่อายุสิบสอง

หลายคนเล่าลือว่า องค์ชายรองกลายเป็นปีศาจที่ชอบกลืนเลือดเนื้อผู้คน และอีกหลายคนกล่าวว่า...เขาคลั่งสงครามจนเสียสติ

ทว่าหลังได้พบในวันนี้ ต้องบอกว่า...แม้องค์ชายในราชวงศ์ล้วนรูปงาม แต่เมื่อเทียบกับองค์ชายรองที่ยังสวมหน้ากากครึ่งหน้าผู้นี้แล้ว...คนเหล่านั้นยังห่างไกลจากบุรุษตรงหน้าอยู่หลายส่วน

เซี่ยหรงเหยาที่ยืนเงียบตั้งแต่ต้น แอบคิดในใจโดยไม่รู้ว่า สายตาของนาง ถูกชายหนุ่มอ่านออกทั้งหมดแล้ว

“ท่านอยู่ที่ชายแดนเหนือมิใช่หรือ”

“ทำไม...เจ้าได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตวนอ๋องแล้ว เปิ่นไท่จื่อจึงไม่สามารถกลับบ้านตนเองได้หรือ...”

“ไม่ใช่เช่นนั้น ข้าเพียงแปลกใจที่ท่านกลับมา...”

“ทั้งที่ไม่กลับมาที่นี่นับสิบปี...” มู่หรงฉางชิงเอ่ยต่อประโยคส่วนท้ายที่เขาไม่ได้เอ่ยออกมา และมู่หรงจ้านก็มิได้ตอบคำใด นั้นหมายความว่า...เขายอมรับต่อสิ่งที่ชายหนุ่มเอ่ย

“ช่างเถอะ...วันนี้เปิ่นหวางมีธุระ ต้องขอตัวก่อน” ยามนี้ มู่หรงจ้านมิอาจต่อกรกับชายตรงหน้าได้ จึงรีบจากไปก่อนจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น

“นี่! ตวนอ๋องเพคะ” ชายหนุ่มสะบัดมือหลินเสวี่ยถงออก พร้อมจากไปด้วยสีหน้าเดือดดาล

ว่านหนิงอวิ๋นเห็นหลินเสวี่ยถงไร้ที่พึ่ง จึงก้าวเข้าไปยืนประจันหน้า และเอ่ยทับถมอีกฝ่ายอย่างอารมณ์ดี

“ยังไม่ไปอีกหรือ หรือรอให้เราเลี้ยงข้าว”

“เจ้า! ฝากไว้ก่อนเถอะ” หญิงสาวมิอาจทนต่อการถูกดูแคลนได้ สองพี่น้องตระกูลหลินพร้อมสหาย ทำได้เพียงกระทืบเท้าจากไปด้วยความขุ่นเคือง

“อ้าว! อ้าว! ทนเสแสร้งต่อไปไม่ไหวแล้วรึ” ว่านหนิงอวิ๋นหัวเราะไล่หลังหญิงสาว พร้อมกับชูกำปั้นขึ้น

“เข้าเรียนก่อนเถอะ ข้าจะทุบเจ้าให้หลังแอ่น” หญิงสาวเอ่ยข่มขู่อีกฝ่ายเสียงดัง

“น้องเล็ก...เจ้าอย่าได้ก่อเรื่อง” ว่านอวิ๋นเซียวเอ่ยปรามน้องสาวเบาๆ

“ขอบคุณไท่จื่อที่ยืนมือเข้าช่วย” เซี่ยชิงสือที่ยืนอยู่ข้างเซี่ยหรงเหยาหันไปคำนับให้แก่มู่หรงฉางชิง ทั้งที่เรื่องนี้หาใช่เรื่องของตนไม่

“สิ่งนี้นับเป็นอะไร...เราเองก็ไม่พอใจที่น้องชายทำตัวยโส ใช้อำนาจข่มขู่ผู้อื่น” ชายหนุ่มกล่าวเสียงเรียบ ทว่าสายตากลับตกอยู่ที่สตรีด้านหลังอย่างเซี่ยหรงเหยา

“พวกเจ้ากำลังจะไปที่ไหนกัน” ว่านอวิ๋นเซียวเอ่ยถามน้องสาว

“คือ...เรากำลังจะไปหอว่านเซียงเจ้าค่ะ”

“ดีเลย เราสามคนก็กำลังจะไปที่นั่น เช่นนั้นก็ไปพร้อมกันเลยเถอะ” ชายหนุ่มเอ่ยเสนอ

จากนั้นไม่นาน...คนทั้งห้าก็ได้มุ่งหน้าไปยังหอว่านเซียง โดยที่สตรีทั้งสองนั่งรถม้านำหน้าไปก่อน จากนั้นมีม้าสามตัวถูกควบตามไปช้าๆ

หอว่านเซียง สถานที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเหลาอาหารที่หรูหราที่สุดในย่านการค้ากลางเมือง ชั้นสามของที่นั่นมีเพียงไม่กี่ห้องเท่านั้น ที่เปิดขึ้นเพื่อรองรับแขกผู้มีฐานะพิเศษ หรือผู้มีชื่อเสียงในราชสำนัก

ห้องพิเศษที่พวกเขาใช้ในวันนี้ เป็นห้องที่ดีที่สุด ผนังทั้งสี่ด้านถูกประดับด้วยภาพเขียนลายเมฆาและภูเขา โต๊ะไม้จันทร์หอมถูกแกะสลักลวดลายมังกรพันเมฆตั้งอยู่กลางห้อง พร้อมชุดน้ำชาที่ทำจากหยกขาววางเรียงอย่างประณีต

เมื่อหน้าต่างบานใหญ่ถูกเปิดออก สายลมเย็นจากภายนอกพัดโชยเข้ามา กลิ่นหอมของดอกเหมยที่ปลูกอยู่ริมถนนลอยเข้ามาแตะปลายจมูก

ด้านล่างคือถนนสายหลักของเมือง ผู้คนมากมายเดินขวักไขว่ ทั้งพ่อค้าแม่ค้า รวมถึงผู้ซื้อกระเป๋าหนัก เสียงเรียกขายของดังขึ้นเป็นพักๆ ชีวิตของคนเมืองหลวงที่ไม่เคยหลับใหล เพราะเป่ยหมิงไม่มีกฎห้ามออกจากเรือนในยามวิกาล

เซี่ยหรงเหยาและว่านหนิงอวิ๋นเลือกนั่งใกล้หน้าต่าง ทั้งคู่มองภาพเบื้องล่าง พร้อมดื่มด่ำกับความมีชีวิตชีวาของผู้คนแตกต่างที่มาจากหลายสถานที่

หญิงสาวทั้งสองคีบอาหารละเลียดชิมช้าๆ เสียงตะเกียบกระทบชามเบาๆ คลอเคล้ากับเสียงลมที่ดังผ่านช่องหน้าต่าง

ส่วนชายหนุ่มทั้งสามที่นั่งดื่มสุรายังอีกฟากหนึ่งของโต๊ะ กลิ่นหอมสุราดอกท้ออบอวลไปทั่วห้อง เสียงพูดคุยไม่ดังนัก คล้ายกำลังหารือเรื่องบางอย่างที่สตรีทั้งสองไม่อาจเข้าใจ

“ขอบคุณที่เลี้ยงเจ้าค่ะ ทั้งที่จริงแล้วควรเป็นข้าที่จ่ายเงิน”

เสียงหวานของเซี่ยหรงเหยาดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มบางเบา หญิงสาวเอ่ยอย่างเกรงใจ หลังพวกเขาเดินออกมาที่ด้านหน้าหอว่านเซียง

“จะให้เจ้าที่เป็นสตรีจ่ายได้อย่างไร ไม่อย่างนั้นพี่ชายเจ้าได้ทุบข้าจนน่วมเป็นแน่” ว่านอวิ๋นเซียวหัวเราะเสียงดัง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเป็นกันเองและอารมณ์ขัน

วันนี้ เขาพึ่งประลองฝีมือกับสหายรัก เดิมพันกันด้วยอาหารมื้อเที่ยง ผลสุดท้าย...กลับเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ จึงต้องยอมเลี้ยงข้าวตามที่สัญญา ทว่า...ผู้ที่ได้รับอานิสงส์กลับเป็นสตรีทั้งสองอย่างเซี่ยหรงเหยาและว่านหนิงอวิ๋น

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel