บท
ตั้งค่า

9.ประวิงเวลา

ฉินยกยิ้มก่อนจะเอ่ยอีก “นั่นคือสิ่งที่เขาอยากให้พระองค์เชื่อเพคะ หากใต้เท้ามู่ทำสำเร็จ พระองค์จะได้เห็นความจริงด้วยตาตนเอง ซึ่งหม่อมฉันก็หวังเหลือเกินว่าพระองค์จะได้ออกมาจากกรงนี้ก่อนที่คมดาบของเพชฌฆาตจะทำงาน” นางเอ่ยแล้วก็ส่งยิ้มให้เล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ทำให้จินเหยียนรู้สึกประหลาดใจยิ่ง

นัยน์ตาคู่คมจ้องมองสตรีที่เขาไม่เคยใส่ใจนิ่ง ตั้งแต่รับนางเข้ามาเพื่อทดแทนบุญคุณนายกองฉิน เขาก็ไม่เคยเหลียวแลแยแสนางเลย นี่ก็ผ่านมาเกือบสี่ปีแล้วที่เขารับนางมาไว้ที่ท้ายจวน

ทว่าในวันที่เขาสิ้นไร้ไม้ตอก ถูกคนทั้งเมืองประณามและสาปแช่ง สตรีที่เขาละเลยกลับเป็นคนเดียวที่เดินฝ่าถ้อยคำก่นด่า และสิ่งเน่าเหม็นเข้ามาหาอย่างไม่หวั่นเกรง ซ้ำนางยังเอ่ยวาจาแน่นหนัก เชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของเขาเสียเหลือเกิน

“ฉินว่านเซียว... เจ้านี่ช่างโง่เขลานัก ไยถึงได้เอาตนมาเสี่ยงเช่นนี้” จินเหยียนพึมพำ แม้สิ่งที่นางกล่าวมาจะไม่น่าเชื่อถือ

ทว่าในใจเขากลับรู้สึกซาบซึ้งกับสิ่งที่นางทำอยู่นัก

อนุที่เขาไม่เคยไยดี บัดนี้กลับเสี่ยงชีวิตเข้ามาหาโดยไม่แยแสเสียงวิพากษ์วิจารย์และสิ่งของเน่าเหม็นที่ขว้างปาเข้าใส่

แต่ในขณะที่พวกเขากำลังสอบถามความจริง นายทหารผู้คุมกันนักโทษก็ได้เดินเข้ามาสั่งให้มู่ฉินถอยออกไป เพราะขบวนนักโทษกำลังจะเข้าสู่เขตแดนประหารแล้ว

จินเหยียนมองใบหน้าซีดเผือดของอดีตอนุ ดวงตาคู่งามที่เคยทอประกายสดใสนั้นกำลังสั่นไหว มือไม้ก็บีบเข้าหากันแน่น

“เจ้ากลับไปเถิด อย่าอยู่ให้ตนต้องติดร่างแหไปด้วยเลย สิ่งที่เจ้าเอ่ยมา ดูท่ามันคงหมดหนทางสำเร็จแล้วกระมัง” จินเหยียนเอ่ยกับอนุของตน ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ในวาระสุดท้ายเขาไม่อยากเห็นบุตรสาวผู้มีพระคุณต้องมาลำบากด้วย

ทว่ามู่ฉินกลับจ้องมองเขาด้วยสายตาที่แน่วแน่ ริมฝีปากอิ่มนั้นเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง ไม่นานมันก็คลายออก ตามมาด้วยคำมั่นที่สั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจของคนฟัง

“ข้าจะต้องช่วยท่านให้ได้ ลู่จินเหยียนรอก่อนนะ” สิ้นคำร่างอรชรในชุดสาวใช้ตัวเดิมก็หมุนกายแยกตัวเดินหายไปในฝูงชน

จินเหยียนได้แต่มองตามแผ่นหลังบางนั้นไปจนสุดสายตาพร้อมกับความรู้สึกซาบซึ้งเอ่อล้นขึ้นมาในใจอย่างห้ามไม่ได้

แม้เขาจะรู้ดีว่าสิ่งที่นางพูดเป็นเพียงคำปลอบโยนที่เลื่อนลอย ทว่ามันกลับเป็นสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงใจที่กำลังแห้งผากนี้

“ขอบใจเจ้ามากนะ ว่านเซียว” เขาพึมพำกับตนเอง

เวลาต่อมา...

ลู่จินเหยียนก็ถูกนำตัวมานั่งคุกเข่าอยู่บนลานประหาร แต่ท่าทางเขากลับสงบนิ่งราวกับไม่เดือดร้อนอันใด

ทว่าภายในใจของเขากลับหนาวเหน็บยิ่งกว่าน้ำแข็ง

บัดนี้ลู่จินเหยียนถูกกดให้นั่งคุกเข่า เคียงข้างกับองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์ทั้งสิบชีวิต เสียงก่นด่าของชาวเมืองก็ยังคงดังก้องอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เศษผักและอาหารเน่าเหม็นยังคงถูกปาเข้าใส่ร่างของพวกเขาจนดูสกปรกมอมแมมไม่ต่างจากขอทาน

“ท่านอ๋อง กระหม่อมโชคดีนักที่ได้ตายไปพร้อมพระองค์” หลิงชุนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงนั้นหาได้มีความขลาดกลัวไม่

“กระหม่อมก็เช่นกันพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์คนอื่นเอ่ยรับอย่างพร้อมเพรียง โดยไม่มีใครส่งเสียงตัดพ้อออกมาให้ได้ยินเลย

จินเหยียนเผยยิ้มบาง ก่อนจะขยับเอียงหน้ามองคนของตนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและเศร้าเสียใจที่สุด

“ข้าขออภัยที่พาพวกเจ้ามาพบจุดจบเช่นนี้ ชาตินี้ข้าคงไม่มีโอกาสตอบแทน เอาไว้ชาติหน้าข้าจะชดเชยให้พวกเจ้า”

เอ่ยแล้วนัยน์ตาคมกริบก็ทอดมองออกไปเบื้องหน้า เขากำลังมองหาร่างอรชรของอดีตอนุที่กล้าเสี่ยงภัยมาส่งเขาในวันสุดท้าย ทว่าเบื้องหน้ากลับว่างเปล่า แม้แต่เงาขององครักษ์เสื้อแพรที่ติดตามนางมาก็ยังหายไป ไม่มีใครมาคอยเฝ้าดูการประหาร

“ดีแล้วที่เจ้ากลับไป” จินเหยียนพึมพำแผ่วเบา ก่อนจะสะดุ้งเล็กน้อย เพราะเสียงจากทางด้านหลังที่กำลังเปล่งวาจาดังกึกก้อง นำพาให้เหล่านักโทษต่างก็ตัวเกร็งไปตาม ๆ กัน เพราะความตายกำลังขยับเข้ามาประชิดจนถึงปลายคางของตนแล้ว

“พี่หม่า พี่ลิ่ว พี่ ๆ ทุกท่าน พบเจอกันชาติหน้านะ” หลิงเจาหลับตาลงแน่น ปล่อยให้น้ำตาซึมออกมาในขณะที่รอรับแรงดาบ

แต่ทันใดนั้น...

“ไฟไหม้! ไฟไหม้! ด้านหลังผู้พิพากษานั่น”

เสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกดังก้องไปทั่ว ตามมาด้วยเสียงแตกตื่นของชาวเมืองที่กรีดร้องอย่างโกลาหล ลบเลือนเสียงก่นด่าที่เคยมีไปจนสิ้น เหล่าเพชฌฆาตที่กำลังจะบั่นคอนักโทษ ก็ยังพากันหันไปมองทางด้านหลังอย่างตื่นตระหนก

“เกิดอะไรขึ้น!” เพชฌฆาตนายหนึ่งเอ่ยถาม

จินเหยียนขยับหันกลับไปมองควันไฟที่พวยพุ่งจากทางด้านหลังปะรำพิธี ภาพโกลาหลที่เห็นนั้นทำเขาประหลาดใจนัก

เหล่าทหารต่างก็วิ่งวุ่นเพื่อไปสกัดเพลิงจนลืมเรื่องประหาร

“เกิดอะไรขึ้น!” ผู้พิพากษาเฉาที่กำลังจะหยิบป้ายคำสั่งประหารคำรามลั่น ใบหน้าบิดเบี้ยวเพราะความโกรธ

“มีคนลอบวางเพลิงขอรับ ยามนี้ทหารกำลังตามจับตัวคนทำอยู่” นายทหารกล่าวรายงานด้วยอาการกระหืดกระหอบ

“บังอาจนัก! กล้าดีอย่างไรมาเผาปะรำพิธีหลวง ตามจับตัวมันมาให้ได้” ผู้พิพากษาเฉาออกคำสั่งเสียงเข้ม พร้อมกับขยับลุกออกมายืนมองภาพความโกลาหลที่เกิดขึ้นทางด้านหลัง

ไม่ต่างจากเหล่านักโทษประหาร ที่กำลังมองดูความวุ่นวาย หนึ่งในนั้นคือลู่จินเหยียน อ๋องรูปงามที่ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฎ ซึ่งในยามนี้ใจเขากลับเต้นรัวนัก เมื่อจู่ ๆ เขาก็นึกบางสิ่งขึ้นมาได้

‘หรือนี่จะเป็นแผนการดึงเวลาของนาง’

หากใช่... ก็เท่ากับอนุตัวน้อยกำลังเล่นกับไฟ และไฟนี้อาจจะแผดเผานางให้มอดไหม้ไปก่อนเขาเสียด้วยซ้ำ

“โง่เขลานัก ทั้งที่เจ้าหนีไปได้แท้ ๆ ไยถึงวนกลับมาสร้างเรื่องอีก” ความกังวลที่มีต่อสตรีที่เพิ่งจากไปเริ่มจู่โจมใจแกร่ง ซึ่งมันมากกว่าความตายที่จ่ออยู่ตรงคอเขานัก

“ใต้เท้า หรือนี่จะเป็นแผนการณ์ยื้อเวลาประหารขอรับ” เสียงจากนายทหารผู้หนึ่งเอ่ยเตือนสติขุนนางผู้รับหน้าที่

“จริงด้วย ไม่ได้การต้องรีบประหารพวกมัน” ผู้พิพากษาคำรามก้อง จากนั้นเขาก็หันมาคว้าเอาป้ายคำสั่งมาถือไว้ในมือ ริมฝีปากหนาเผยยิ้มร้ายอย่างคนใจเหี้ยม เพราะโดยส่วนตัวนั้น เขาไม่ชอบรุ่ยอ๋องเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นี่จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้เอาคืน

เขามองมายังนักโทษที่ถูกคุมตัวให้คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม ตามด้วยคำสั่งเสียงหนักแน่น “ประหาร!”

เพชฌฆาตที่ชะงักไปก่อนหน้าเริ่มยกดาบเล่มหนาขึ้นเหนือศีรษะ ขยับทำทีจะบั่นคออยู่หลายครา ซึ่งการกระทำนี้คือการข่มขวัญนักโทษที่มีมาช้านาน นำพาให้บางคนแทบจะสิ้นสติไป

มู่ฉินที่แอบดูในมุมหนึ่งกับองครักษ์เสื้อแพรอีกสองนายกำหมัดแน่น ใบหน้านางนั้นชุ่มไปด้วยเหงื่อจากการวิ่งหนี หลังชักชวนกันไปลอบวางเพลิงเพื่อยื้อเวลาให้กับตัวร้าย

ทว่ายามนี้เขากลับจะตายก่อนกำหนดเสียแล้ว

“บ้าจริง! จะทำอย่างไรดี” มู่ฉินพึมพำอย่างร้อนใจ ยิ่งเห็นเพชฌฆาตกระชับดาบในมือแน่น ใจดวงน้อยก็ยิ่งเต้นรัวเร็ว

“ประหารได้!” ใต้เท้าเฉาสะบัดชายแขนเสื้อ ก่อนจะโยนป้ายคำสั่งเด็ดขาดออกไปโดยไม่สนไฟที่กำลังโหมไหม้ด้านหลังแม้แต่น้อย เพราะนี่คือโอกาสที่เขาจะได้กำจัดศัตรูในอดีตแล้ว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel