บท
ตั้งค่า

10. พระเอกมาแล้ว

เพชฌฆาตสูดลมหายใจเข้าลึก พลางรวบรวมกำลังไปที่ต้นแขนแล้วจึงเหวี่ยงดาบเล่มหนาขึ้นเหนือศีรษะ แสงแดดยามซื่อสะท้อนคมดาบที่ชูชันตั้งขึ้นในทันที นำพาให้ชาวเมืองที่ยืนรอดูต่างก็หรี่ตาลง ผิดจากลู่จินเหยียนที่ยังคงจ้องไปด้านหน้า พร้อมขบกรามแน่น ราวกับแค้นเคืองชะตากรรมที่กำลังมาเยือน

“ประหาร!” ผู้พิพากษาเฉาตะโกนซ้ำ พร้อมกับโยนป้ายอาญาสีแดงเพลิงนั้น หมายให้มันไปตกลงที่เบื้องหน้าของศัตรู

ฟิ้ว! ฉึก!

ทว่าก่อนที่ป้ายอาญาจะตกถึงพื้น และก่อนที่ดาบเล่มใหญ่จะวาดผ่านลำคอของนักโทษ ศรธนูหัวเหล็กลูกหนึ่งก็แหวกอากาศตรงมาด้วยความเร็ว มันพุ่งปักเข้าที่ป้ายคำสั่งประหาร จนป้ายนั้นลอยย้อนกลับไปปักแน่นอยู่บนพนักพิงเก้าอี้ของผู้พิพากษาเฉา

“อ๊ะ!” ผู้พิพากษาเฉาสะดุ้งสุดตัว จนเขาหงายหลังล้มตึงทรุดลงนั่งบนเก้าอี้ ท่ามกลางความตกตะลึงของคนทั้งลานประหาร

“ราชโองการอยู่ที่นี่ หยุดการประหารเดี๋ยวนี้!” เสียงทรงอำนาจนั้นดังกึกก้องมาจากทางทิศเหนือ ดาบของเพชฌฆาตที่ง้างขึ้นจนสุดแขนจึงชะงักค้างลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ ก่อนจะถูกกดลงวางแนบกายด้วยอาการสั่นเทา หลังพบเห็นว่าผู้ใดออกคำสั่ง

เสียงฝีเท้าม้านับสิบสอดประสานกับเสียงตะโกนแจ้งข่าวของทหารองครักษ์ นำพาให้ชาวเมืองที่เคยส่งเสียงสาปแช่งพากันเงียบกริบอย่างสับสนระคนตื่นตระหนก ทว่าไม่นานเสียงวิพากษ์วิจารณ์อื้ออึงก็ดังขึ้นมาอีกครั้งราวกับผึ้งแตกรัง

“นั่นมัน... เจิ้นอ๋องมิใช่หรือ”

“ไม่น่าเชื่อว่าพระองค์จะทรงเสด็จมาด้วยตนเอง”

มู่ฉินที่ยืนฟังอยู่ทางด้านหลังถึงกับตาโต “เจินอ๋อง พระเอกของเรื่องน่ะเหรอ ไม่น่าเชื่อ นี่เราได้เห็นตัวเอกของเรื่องครบเลยหรือนี่ โชคดีจริง ๆ” นางพึมพำ ก่อนจะขยับเดินแทรกฝูงชนเข้าไปด้านใน เพื่อให้ตนได้ชื่นชมใบหน้าหล่อเหลาของพระเอกได้ชัดถนัดตา “ไม่ได้ โอกาสดีดีแบบนี้หายาก แกไม่ควรพลาดนะมู่ฉิน”

ร่างอรชรที่ดูมอมแมม จึงรีบเดินฝ่าฝูงชนมาหยุดที่ข้างประรำพิธี ก่อนจะมายืนเกาะที่ข้างแท่นประหาร สีหน้าและแววตานางนั้น เปรียบเสมือนเอฟซีที่กำลังติดตามคนดังข้างเวที

“หล่อมาก” มู่ฉินพึมพำเสียงเบา

ซึ่งในขณะนั้นอาชาสีนิลที่เจิ้นอ๋องควบมา ก็ได้หยุดอยู่ที่หน้าแท่นประหารจนฝุ่นตลบ ร่างสูงสง่าในชุดฉลองพระองค์สีแดงเข้ม ซึ่งแฝงไปด้วยรังสีอำนาจดีดตัวกระโดดลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับจ้องผู้ที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าอย่างไม่วางตา

เจิ้นอ๋องไม่แม้แต่จะมองผู้พิพากษาเฉาที่ยามนี้กำลังตะเกียกตะกายลุกขึ้นด้วยใบหน้าซีดขาว จากนั้นก็ทรงดีดตัวขึ้นสู่แท่นประหารด้วยวรยุทธที่สูงส่ง เพียงพริบตาก็มายืนประจันหน้ากับพระอนุชา ซึ่งยามนี้ยังมีคราบไข่เน่าและเศษผักติดอยู่บนร่าง

ลู่จินเหยียนเงยหน้าขึ้นมองพระเชษฐาตนด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก แววตาที่เคยแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยความแค้นก่อนหน้านั้น บัดนี้กลับสั่นไหวด้วยความไม่เข้าใจหลายอย่าง

“จินเหยียน ข้าขอโทษที่ไม่เชื่อใจเจ้า” เจิ้นอ๋องเอ่ยเสียงทุ้มซึ่งมันแฝงไปด้วยความรู้สึกผิด จากนั้นเขาก็หันไปทางฝูงชน

ก่อนจะชูม้วนราชโองการสีทองอร่ามขึ้นเหนือศีรษะพร้อมประกาศกร้าวเสียงดัง “ฝ่าบาทมีราชโองการ” สิ้นคำเขาก็ชักม้วนสาส์นกลับมาแล้วคลี่ออกอ่าน “รุ่ยอ๋อง และกองทัพส่วนพระองค์ หาได้มีความผิดฐานกบฏหรือยักยอกเสบียงอย่างที่ถูกกล่าวหาไม่ บัดนี้หลักฐานความจริงปรากฏชัดแล้วว่า คดีนี้ถูกจัดฉากขึ้นโดยคนชั่วที่หมายทำลายความมั่นคงของราชวงศ์ต้าหยาง”

ถ้อยคำดังกล่าว นำพาให้เสียงฮือฮาดังกระหึ่มไปทั่วลานประหารอีกครา ทว่าอึดใจต่อมาก็เข้าสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง

“ผู้บงการตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังการใส่ร้ายรุ่ยอ๋อง และติดต่อกับโจรป่าเพื่อยักย้ายเสบียงในครานี้คือ เสนาบดีจ้าวเสี้ยนเหมิน ซึ่งบัดนี้ได้หนีออกจากเมืองหลวงไปแล้ว ฉะนั้น… นับจากนี้ไป ห้าม! ราษฎรคนใดกล่าวถึงความผิดที่รุ่ยอ๋องมิได้เป็นผู้ก่ออีก หากมันผู้ใดกล้า ข้าจะตัดลิ้นมันเสีย! เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างสืบไป” คำประกาศนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจของทุกคน

ทว่าผู้ที่พ้นผิดนั้นกลับนิ่งงันไม่ต่างจากรูปปั้น ‘นี่ท่านพ่อตา เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวเหล่านี้จริง ๆ หรือ’

จินเหยียนยังคงตกอยู่ในภวังค์ กระทั่งเสียงดุดันของพระเชษฐาดังขึ้น “ปล่อยตัวรุ่ยอ๋องเดี๋ยวนี้!” เจิ้นอ๋องสั่งเสียงเด็ดขาด

โซ่ตรวนที่พันธนาการข้อมือข้อเท้านักโทษทั้งสิบ จึงถูกไขออกอย่างรวดเร็ว จินเหยียนที่ไร้เรี่ยวแรงเกือบจะทรุดลงกับพื้น ทว่ามือของเจิ้นอ๋องกลับยื่นเข้ามาพยุงเขาไว้

“เพราะข้าไม่หนักแน่น หลงเชื่อหลักฐานเท็จ เจ้าจึงต้องลำบากเช่นนี้น้องข้า” เจิ้นอ๋องเอ่ยอย่างรู้สึกผิด

จินเหยียนขบกรามแน่น แม้จะซึ้งใจแต่ก็ไม่ทั้งหมด

เพราะยามนี้เขาไม่อาจวางใจ เชื่อคำพูดใครได้จริง ๆ

ทว่า… ท่ามกลางความโกลาหลและการเปลี่ยนแปลงที่พลิกฟ้าคว่ำดิน มู่ฉินที่แอบดูอยู่ข้างปะรำพิธี ก็ได้แต่พ่นลมหายใจอย่างโล่งอก พร้อมกับค่อยๆ ลดมือที่กำขอบไม้นั้นออกด้วยท่าทางคนหมดแรง อึดใจต่อมา ร่างอรชรที่เปื้อนเขรอะก็ทรุดกายนั่งแหมะลงกับพื้น ท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ของชาวเมืองที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ

“รอดแล้ว... ตัวร้ายของเรื่องรอดแล้ว เฮ้อ! โล่งอก นึกว่าการช่วยเหลือของเรา จะทำเขาตายก่อนกำหนดซะแล้ว ดีจริง ๆ ที่รอดการประหารจนได้” มู่ฉินพึมพำเสียงแหบแห้ง ก่อนจะเผยยิ้มออกมาทั้งน้ำตา ราวกับว่าตนนั้นพ้นผิดเสียเอง

“เจ้าลงแรงไปมากเพียงนี้ ไหนเลยสวรรค์จะปล่อยให้ข้าตายง่าย ๆ” เสียงทุ้มอ่อนดังขึ้นจากทางด้านบน ทำให้มู่ฉินต้องรีบเงยหน้ามองหาผู้ที่เอ่ยกับตนในทันที ซึ่งเขาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน

“ท่านอ๋อง” หญิงสาวพึมพำเสียงแผ่ว

นางจ้องมองใบหน้าที่เปื้อนเปรอะไปด้วยคราบสิ่งสกปรกนั้นนิ่ง ไม่ต่างไปจากผู้ที่อยู่สูงกว่า ซึ่งกำลังจ้องมองดวงตาคู่โต เช่นกัน บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบงันราวกับไม่มีผู้ใดรายรอบ

มู่ฉินจึงรีบเอ่ยทำลายความเงียบเสีย “ดีเหลือเกินที่พระองค์รอด ตอนที่ป้ายคำสั่งถูกโยนออกมา หัวใจหม่อมฉันเกือบจะหยุดเต้นเลยนะเพคะ” เสียงของนางสดใสเหมือนเด็กน้อยไม่มีผิด

จินเหยียนเผยยิ้มอ่อน พลางจ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบไข่นั้นอย่างซึ้งใจ “เป็นเพราะเจ้า ข้าจึงรอดมาได้ ขอบใจมากนะว่านเซียว” เขาเอ่ยพลางยื่นมือออกมาแกะเศษเปลือกไข่ออกจากศีรษะนางอย่างอ่อนโยน แววตาที่มองนั้นมีแต่ความซาบซึ้งใจ

จนผู้ที่ยืนเกาะขอบปะรำพิธีต้องรีบเสหลบสายตาคู่คม

‘บ้าจริง อย่างกับฉากพระนางตกหลุมรักกันเลย’ มู่ฉินนึกในใจ ก่อนจะสะดุ้งกับเสียงเข้มของผู้ที่กำลังก้าวเข้ามาหา

“จินเหยียน นางคือ?” เจิ้นอ๋องเอ่ยถามเพื่อให้แน่ใจ ก่อนนี้มู่เส้าเชียนรายงานว่า เขาได้เบาะแสเรื่องหลักฐานมาจากอนุสี่ของจินเหยียน ซึ่งเขาไม่แน่ใจว่าสตรีมอมแมมผู้นี้จะใช่นางหรือไม่

มู่ฉินก็รีบขยับถอยออกมายืน ก่อนจะย่อกายให้พระเอกของเรื่องที่จ้องมองนางราวกับกำลังจับผิด ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้ตอบอันใด ตัวร้ายของเรื่องก็เอ่ยขึ้นก่อน

“เสด็จพี่ นางคือฉินว่านเซียวอนุของข้า” จินเหยียนเอ่ยก่อนจะกระโดดลงมาจากปะรำพิธี ขยับเข้ามายืนเคียงข้างนาง

‘ฉินว่านเซียว อนุที่แจ้งเบาะแสเรื่องหลักฐานที่อยู่ในจวนเสนาบดีจ้าวนั่นน่ะหรือ' เจิ้นอ๋องนึกถึงคำบอกเล่าของมู่เส้าเชียน แววตาที่มองนางนั้นเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel