บท
ตั้งค่า

8. ความหวัง

ฝั่งของมู่ฉิน นางออกมาจากเรือนพักตั้งแต่รู้ว่ากลุ่มนักโทษถูกพาออกมาจากคุกหลวงแล้ว ในยามนี้นางเองก็ร้อนใจไม่แพ้คนอื่น ๆ ซึ่งต่างก็กังวลกันว่า มู่เส้าเชียนอาจจะยื่นหลักฐานไม่สำเร็จ

เนื่องจากเมื่อครึ่งชั่วยามก่อน ทางฝั่งเสนาบดีได้มีการเคลื่อนไหว อีกทั้งคนของเขายังกระจายกำลังไปทั่วเมือง คาดว่าคงกำลังตามหาผู้ที่กล้าบุกรุกเข้าจวนเมื่อคืน

มู่ฉินนั้นยังคงยืนปะปนกับฝูงชนที่กำลังตะโกนก่นด่าผู้ถูกใส่ร้ายอย่างเผ็ดร้อน สายตานางจับจ้องร่างสูงใหญ่ ที่นั่งขดคู้อยู่ในกรงขังไม้อย่างเงียบเชียบ สภาพของเขาในยามนี้ช่างน่าเวทนานัก

ตัวละครที่ถูกลิขิตให้เป็นตัวร้ายที่แสนโหดเหี้ยมในภายหน้า บัดนี้เขากลับดูไม่ต่างจากนกปีกหักที่ถูกรุมจิกทึ้งให้ตาย

“นี่กระมัง สาเหตุที่ทำให้ลู่จินเหยียนเข่นฆ่าพี่น้องตนเอง” นางพึมพำด้วยความรู้สึกวูบโหว่งในอก มู่ฉินมองเห็นความภักดีที่ถูกเหยียบย่ำ ที่กำลังกลายมาเป็นความแค้น และความเชื่อใจที่เขามีต่อผู้อาวุโส กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือให้อีกฝ่ายชักใย

หากนางเป็นเขา ก็ใช่ว่าจะต่อต้านความรู้สึกที่อยากทำลายทุกอย่างได้ ไม่แน่มันอาจจะรุนแรงมากกว่าเลยด้วยซ้ำ

ทว่าในเมื่อนางอยู่ตรงนี้แล้ว ไฉนเลยจะปล่อยให้เป็นเช่นนั้น นางควรต้องเอ่ยบางสิ่งกับเขาก่อนจะเกิดข้อผิดพลาดอีก

มู่ฉินสูดลมหายใจลึก ก่อนจะตัดสินใจเดินฝ่าฝูงชนออกไป โดยไม่แยแสว่าเศษผักหรือไข่เน่าที่ปลิวว่อนจะโดนตัว

ข้างกายนั้นมีหลี่ตงและองครักษ์เสื้อแพรอีกสองสามคนเดินตามมาและยังคอยปัดป้องสิ่งของไม่ให้ถูกตัวนางนัก เมื่อเข้าใกล้กรงขัง ทหารผู้คุมแสร้งกลับทำเป็นมองไม่เห็น เพราะได้รับ สินน้ำใจก้อนโตไปก่อนหน้านี้แล้ว นางจึงขยับเข้าใกล้กรงไม้ได้

“ท่านอ๋องอย่าได้จงเกลียดจงชังชาวเมืองที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเลยเพคะ อีกไม่นานพวกเขาก็จะกระจ่างแก่ใจว่าพระองค์ไม่ผิด” เสียงหวานที่ติดจะแหบพร่าดังขึ้นท่ามกลางเสียงของชาวเมือง

จินเหยียนที่นั่งก้มหน้านิ่งชะงัก ก่อนจะเงยขึ้นมองผู้ที่กล้าเสี่ยงเดินเข้ามาหาเขา ในยามที่มีแต่คนคิดอยากผลักไส ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าผู้ที่กล่าวกับตนคือสตรี

“เจ้าเป็นใคร ไม่กลัวหรือถึงมายืนคุยกับนักโทษเช่นข้า”

“หม่อมฉัน ฉินว่านเซียวอนุที่เพิ่งถูกปลดไปเพคะ”

“ฉินว่านเซียวหรือ? นี่เจ้ามาได้อย่างไร”

มู่ฉินยิ้มแหย ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยความเร็วเพราะต้องทำเวลา “หม่อมฉันมาแก้ต่าง ไม่สิ... พวกเรามาแก้ต่างให้ท่านอ๋องเพคะ รอแค่ราชโองการส่งมาท่านอ๋องก็จะพ้นผิด” นางเอ่ยด้วยเสียงหนักแน่น แฝงความมั่นใจจนคนในกรงขังถึงกับนิ่งงัน

“นายหญิงเล็ก ไม่สิ... แม่นางฉิน ท่านน่ะหรือจะมาแก้ต่างให้ท่านอ๋อง เรื่องนี้มิใช่เรื่องที่จะเอามาล้อเล่นนะ แล้วนี่ท่านเข้ามาใกล้กรงขังได้อย่างไร รีบถอยออกไปก่อนจะถูกจับเถิด” หลิงเจาที่นั่งฟังอยู่ข้างกัน รีบกล่าวทักท้วงอดีตอนุของผู้เป็นนาย

“ข้าจ่ายเงินแล้วเจ้าไม่ต้องห่วง ส่วนเรื่องที่พวกเรามาช่วยท่านอ๋อง ข้าก็พูดจริง ยามนี้เราได้หลักฐานแก้ต่างให้ท่านอ๋องแล้ว ใต้เท้ามู่เส้าเชียนเป็นคนไปยื่นถวายฮ่องเต้เองกับมือ เพียงแต่...” นางหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง แววตาเผยความกังวล

“เพียงแต่อะไร!” หลิงเจาร้องถามเสียงหลง

“เจ้าเกรงว่าจะมีคนขัดขวางใช่หรือไม่” จินเหยียนเอ่ยถามพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของสตรีตรงหน้า ซึ่งยามนี้นางยังคงเดินเคียงข้างกรงขังไปอย่างไม่ลดละ แม้จะมีเศษอาหารปลิวผ่านหน้าไปบ้าง แต่นางกลับไม่มีท่าทีรังเกียจหรือหวาดกลัว อีกทั้งยังมีองครักษ์เสื้อแพรที่เขาคุ้นหน้าคอยตามอารักขานางอยู่ไม่ห่าง นั่นแปลว่าสิ่งที่นางกล่าวมามีน้ำหนักมากกว่าจะเป็นเรื่องชวนฝัน

‘หรือเสนาบดีจ้าวจะส่งนางมา’ เขานึกอย่างกระหยิ่มใจ

มู่ฉินจ้องหน้าที่มีความหวังของตัวร้าย ‘คงกำลังนึกถึงผู้ที่ให้สัญญาเอาไว้อยู่กระมัง ขอโทษที่ต้องดับฝันท่านนะลู่จินเหยียน’ นางนึก ก่อนจะเอ่ยบอกในสิ่งที่ตนเป็นกังวล “ตามจริงราชโองการน่าจะออกมาตั้งแต่เช้าแล้ว ข้าคิดว่าใต้เท้ามู่อาจจะถูกผู้ที่บงการขัดขวางเอาไว้ทำให้เกิดปัญหา ไม่ก็... ฮ่องเต้อาจจะนอนตื่นสาย จึงทำให้การยื่นหลักฐานล่าช้า ซึ่งข้าก็หวังให้เป็นอย่างหลังดีกว่า ข้าว่าฝ่าบาทคงไม่บรรทมจนตะวันโด่งก็ยังไม่ตื่นกระมัง” มู่ฉินกล่าวไปตามที่ตนคาดการณ์ นำพาให้ผู้ที่อยู่ในกรงขังถึงกับนิ่งอึ้ง

“นี่เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าตนกำลังหมิ่นเบื้องสูง ใครสั่งใครสอนให้กล่าวเช่นนี้” จินเหยียนกล่าวตำหนินางเสียงเหมือนกำลังตะโกนทว่ามันกลับเบานัก พร้อมกันนั้นเขาก็จ้องนางด้วยสายตาตำหนิ

“ตรงไหน?” มู่ฉินขมวดคิ้วทันควัน

“ก็ที่เจ้าบอกว่า ฝ่าบาททรงนอนตื่นสายอย่างไรเล่า คนดีดีที่ไหนเขาพูดกัน” หลิงเจากล่าวกระซิบเสียงแผ่ว

“อะไรกัน แค่นี้ก็หมิ่นแล้วหรือ เรื่องเยอะจัง...” นางพึมพำอย่างเบื่อหน่าย ซึ่งท่าทางที่ดูเป็นธรรมชาตินี้ ก็ทำให้ลู่จินเหยียนอดไม่ได้ที่จะจ้องมองนางด้วยความรู้สึกประหลาดใจ

ฉินว่านเซียวที่เขารู้จักแม้จะมีความทะเยอทะยานมักใหญ่ใฝ่สูง ทว่านางกลับขี้ขลาดตาขาวนัก ไม่มีทางกล่าวเช่นนี้แน่

ทว่ายามนี้ไม่ใช่เวลาที่เขาจะมาตั้งข้อสงสัย หากวันนี้ไม่อาจรอดมือมัจจุราชไปได้ เรื่องที่เขาอยากรู้มันก็ไม่จำเป็นแล้ว

“ว่านเซียว สิ่งที่เจ้าพูดมาเป็นเรื่องจริงหรือไม่” เขาถามย้ำในสิ่งที่นางเอ่ย เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นเครือเล็กน้อย

มู่ฉินมองหน้าตัวร้ายผู้น่าสงสาร ก่อนจะตัดสินใจบอกความจริงกับเขา “เมื่อคืนใต้เท้ามู่กับคนสนิท บุกเข้าไปขโมยหลักฐานแก้ต่างในจวนเสนาบดีจ้าวออกมาเองกับมือ จะไม่จริงได้อย่างไรเพคะ ขอเพียงได้ยื่นถึงพระหัตถ์ฮ่องเต้ ทุกอย่างก็จบ” นางเอ่ยเสียงดังขึ้นมาอีกหน่อย เพื่อจะได้ไม่ต้องพูดอีกหน

“เจ้าว่าอะไรนะ! หลักฐานนั่นอยู่ที่ใด” จินเหยียนยกมือที่พันธนาการด้วยโซ่มาจับลูกกรงไม้จนเสียงดังกริก นัยน์ตาคมกริบแข็งกร้าวอย่างชัดเจน มิใช่ว่าโกรธ... แต่เขาไม่เชื่อมากกว่า

มู่ฉินที่มองอยู่ยกยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยอีก “ท่านอ๋อง... คนที่ใส่ร้ายพระองค์คือเสนาบดีจ้าว เขาเก็บหลักฐานที่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของพระองค์ไว้ทั้งหมด เพื่อรอให้ถึงช่วงเวลาสุดท้ายแล้วคอยแสร้งทำเป็นยื่นมือช่วย เขาทำเพื่อให้พระองค์ซาบซึ้งจนยอมเป็นหุ่นเชิดให้เขาชักใย ทำตามความต้องการของเขาเพคะ”

“ข้าไม่เชื่อ เจ้ากำลังหลอกข้า” จินเหยียนสวนทันควัน

“หม่อมฉันจะหลอกพระองค์ไปทำไมเพคะ หากการณ์นี้ไม่สำเร็จ พวกเราทั้งหมดก็มีแต่ต้องตายตกไปตามกันมิใช่หรือ” มู่ฉินให้เหตุผล ซึ่งมันทำให้นายบ่าวนิ่งงันไปอีกหน

“ทรงคิดสิเพคะ หม่อมฉันกับองครักษ์เสื้อแพรเมืองเหิง จะเอาชีวิตตนเองมาเสี่ยงเพื่อคนที่กำลังจะถูกบั่นคอไปเพื่อการณ์ใด โดยเฉพาะใต้เท้ามู่กับคนสนิทเขา ยามนี้สองคนนั้นไม่รู้เป็นตายร้ายดีเช่นไร ที่เราทำทั้งหมดก็เพื่อช่วยคนดีอย่างพระองค์ให้พ้นผิด ไม่ตกเป็นหมากให้คนชั่วตัวจริงได้ใช้งานนะเพคะ”

“ข้าไม่เชื่อ เสนาบดีจ้าวเปรียบเสมือนอาจารย์ของข้า ซ้ำยังเป็นพ่อตาของข้าด้วย เขาบอกข้าว่าเขากำลังรวบรวมหลักฐาน...” จินเหยียนแย้ง แต่ในใจกลับเริ่มหวาดหวั่นขึ้นมาแล้ว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel