7. รางวัลคนซื่อสัตย์
เพียงสองเค่อ เส้าเชียนก็กลับมาถึงเรือนพักพร้อมกับห่อผ้าสีดำที่ดูหนาตา ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดแต่ดวงตากลับวาวโรจน์ สิ่งที่อยู่ข้างในคือหลักฐานการโยกย้ายเสบียงที่ถูกทำขึ้นอย่างแยบยล เพื่อโยนความผิดให้รุ่ยอ๋องอย่างที่ฉินว่านเซียวว่า
“ข้าจะเข้าเฝ้าฝ่าบาท”
“ข้าไปด้วยขอรับ” ฉือฟางเอ่ย
“เช่นนั้นรีบไปเถอะ ชักช้าจะไม่ทันการณ์” เส้าเชียนเอ่ยกับคนของตน ทว่าสายตานั้นกลับจับจ้องมายังฉินว่านเซียว
“ใต้เท้าไปเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะหาทางแจ้งข่าวให้ท่านอ๋องรู้”
เส้าเชียนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับ จากนั้นเขากับคนสนิทก็พากันออกจากเรือน ควบม้าตรงไปยังวังหลวง
“หวังว่าชีวิตที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปลายปากกาคนเขียนแล้ว จะช่วยไม่ให้คุณหลงผิดไปตามเส้นเรื่องเดิมนะรุ่ยอ๋อง” นางพึมพำก่อนจะเดินเข้าเรือน เพราะอีกหลายชั่วยามเขาจึงจะถูกประหาร
ด้านเส้าเชียน ยามนี้เขากำลังคุกเข่าที่ทางเข้าวัง เนื่องจากไม่ใช่เวลาเข้าออก เขาจึงต้องรอก่อน ซึ่งการกระทำของเขานั้นดูอุกอาจทว่ากลับไม่มีใครขัดขวางหรือกล่าวตำหนิ
อาจเป็นเพราะคนของเสนาบดีจ้าว ต่างก็เห็นว่ามู่เส้าเชียนเป็นขุนนางที่ไม่เคยมีสัมพันธ์ใด ๆ กับรุ่ยอ๋อง อีกทั้งที่ผ่านมาทั้งคู่ยังวางตัวเป็นศัตรูกันมาตลอด เรื่องที่เขาเร่งมารายงาน ย่อมไม่เกี่ยวกับนักโทษกบฏที่จะถูกประหารในอีกไม่กี่ชั่วยามข้างหน้า
ใครจะไปคิดกันล่ะว่า... ขุนนางตงฉินอย่างเขาจะยอมเอาชีวิตมาทิ้งเพื่อช่วยบุรุษที่ผู้คนกำลังรุมประณาม
ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บยามรุ่งสาง แม้ใต้เท้าหนุ่มจะได้รับอนุญาตให้เข้าวัง ทว่ามู่เส้าเชียนกลับยังต้องคุกเข่าอยู่ที่หน้าตำหนักเฉลียงทอง มือสองข้างประคองฎีกาที่เดิมพันด้วยชีวิตของตน รวมถึงผู้ใต้บังคับบัญชาและตระกูลมู่เอาไว้เหนือศีรษะ
บรรยากาศโดยรอบเงียบงันนัก ทว่ามันกลับไม่น่ากลัวเท่ากับความตายของคนบริสุทธิ์ที่กำลังย่างกลายเข้ามาทุกขณะ
อีกทั้งเจ้าของหลักฐานที่หมายจะยื่นมันออกมาในวันนี้ ก็อาจจะตามมาพบก่อนที่เขาจะได้ส่งถึงมือฮ่องเต้ก็เป็นได้
การเดิมพันคราวนี้ นับว่าเป็นการเสี่ยงอย่างยิ่ง ถึงกระนั้นใต้เท้าหนุ่มก็ยังคงปักหลักนั่งคุกเข่าไม่ยอมถอย
ทว่าอีกฟากหนึ่งของกำแพงวัง ผู้ที่ถูกคุมขังในยามนี้ก็มิได้มีสภาพต่างไปจากองครักษ์เสื้อแพรนัก หรืออาจจะกดดันมากกว่าเสียด้วยซ้ำ เพราะรุ่ยอ๋องทั้งนึกกลัวและนึกแค้นใจ ยิ่งใกล้ถึงเวลา อ๋องหนุ่มก็ยิ่งรู้สึกว่าแผ่นดินนี้ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
ยามซื่อ (เก้าโมงเช้าถึงสิบโมงห้าสิบเก้านาที)
เสียงเสียดสีของโซ่ตรวนที่พันธนาการข้อมือ และข้อเท้าเริ่มดังกระทบกันเป็นจังหวะที่น่าหดหู่ผสมผสานกับความแค้น
ไม่นานลู่จินเหยียนก็ถูกจับมานั่งในกรงขังไม้ที่ดูซอมซ่อ บุรุษที่เคยสง่างามในชุดผ้าไหมชั้นเลิศ บัดนี้กลับได้สวมเพียงชุดนักโทษสีขาวที่เปรอะเปื้อนคราบเลือดและหยาดเหงื่อ ใบหน้าคมเข้มซีดเผือดจากการถูกคุมขังในคุกอับชื้นมานับสิบวัน ทว่าดวงตาคู่คมกลับยังคงความดุดันและเย็นชาเอาไว้ได้อย่างน่าเกรงขาม
‘นี่หรือ... รางวัลของความซื่อสัตย์ที่ข้ามีต่อแผ่นดิน’
เขาแค่นยิ้มหยันขณะมองลอดซี่กรงออกไปตามเส้นทางที่ทอดยาวไป รถลากคันนี้กำลังเคลื่อนตัวมุ่งหน้าสู่ทิศใต้ ซึ่งเป็นลานประหารหลักของเมือง ที่มีไว้เอาชีวิตนักโทษกบฎโดยแท้
เมื่อเข้าใกล้เขตชุมชน ท่านอ๋องผู้ที่เคยเกรียงไกร กลับต้องเผชิญกับเสียงอื้ออึงของฝูงชน ที่เคยกล่าวคำชื่นชมด้วยความเลื่อมใส ทว่าบัดนี้มันกลับแปรเปลี่ยนเป็นเสียงก่นด่าสาปแช่ง
“ไอ้อ๋องกบฏ! ขายชาติ”
“ตายไปเสียเถอะ! เจ้าทำให้ทหารชายแดนต้องอดตายเพราะความโลภ สมควรตายแล้ว ถุย!”
ตุ้บ! ปั่ก!
ไข่เน่าใบหนึ่งถูกขว้างมากระทบเข้าที่ขมับของเขาอย่างแรง เพียงเสี้ยวอึดใจของเหลวเหนียวหนืดกลิ่นเหม็นโชยก็ไหลผ่านพวงแก้มลงมา ทว่าลู่จินเหยียนกลับไม่แม้แต่จะยกมือขึ้นเช็ด เขาเพียงแต่นั่งนิ่งราวกับรูปสลัก ปล่อยให้กลุ่มคนเหล่านี้ ขว้างปาหินก้อนเล็ก ๆ และเศษผักเน่าใส่ร่างกายอย่างไม่ยี่หระ
ทุกอย่างถูกระดมขว้างใส่ร่างเขาดุจห่าฝน ทุกลูกที่กระทบกายมันไม่ได้เจ็บปวดเท่ากับความคับแค้นที่สุมอยู่ในอก
‘หากข้ารู้ว่าพวกเจ้าโง่เขลากันเพียงนี้ ข้าไม่มีทางปกป้องแผ่นดินเพื่อคนอย่างพวกเจ้าเป็นอันขาด รอให้ข้าออกไปได้ก่อนเถิด ข้าจะคิดบัญชีกับพวกเจ้าทุกคนเลยเชียว’ เขานึกอย่างแค้นใจ
ยามนี้ความโกรธแค้นแผ่ซ่านไปทั่วจิตใจของลู่จินเหยียนแล้ว เขากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความจริงที่แสนอัปยศคือเขารู้อยู่เต็มอกว่าผู้ใดอยู่เบื้องหลังการยัดเยียดข้อหาเหล่านี้ให้ ทว่าเขากลับมิอาจเอาผิดคนผู้นั้นได้ เพราะตั้งแต่วันแรกที่ถูกจับตัวมา เขาและคนสนิทล้วนแต่ต้องทนทุกข์อยู่ที่นี่
“ซ่งเทียนแม้ข้าต้องตายกลายเป็นผี ข้าก็จะไม่ละเว้นเจ้า” เสียงรอดไรฟันถูกเปล่งออกมาอย่างแค้นใจ เมื่อจินเหยียนนึกถึงนามของคนที่ใส่ร้ายตน เพียงเพื่อชิงอำนาจทางทหารไปไว้ในมือ และผู้ที่บอกนามคนทำ ให้เขารู้ก็คือเสนาบดีจ้าว ผู้อาวุโสที่เป็นดั่งอาจารย์ของเขา อีกทั้งในช่วงที่ต้องการความช่วยเหลือ เขาก็มีเพียงเสนาบดีจ้าวเท่านั้นที่คอยแอบมาเยี่ยมเยียน อีกทั้งยังบอกว่าจะช่วยหาหลักฐานทำให้เขาพ้นผิดจากเรื่องที่ไม่ได้ก่อ
แต่ดูท่าแล้วความหวังที่มีคงเป็นเพียงแสงริบหรี่เท่านั้น
‘สวรรค์... หากท่านยุติธรรมจริง ไยถึงปล่อยให้คนชั่วชูคอ และคนอย่างข้าต้องมาสิ้นชื่อในฐานะคนขายชาติเช่นนี้ด้วย’
จินเหยียนสูดลมหายใจเข้าลึก นัยน์ตาเผยความแข็งกร้าวอย่างชัดเจน ยิ่งได้กลิ่นเหม็นของขยะและคราบสกปรกบนตัว มันก็ยิ่งตอกย้ำให้เขาเกลียดชังและเคียดแค้นมากขึ้น
“ท่านอ๋อง นั่นคนของเสนาบดีจ้าวพ่ะย่ะค่ะ หรือเขาจะมารอช่วยเรา” หลิงเจาเอ่ยพลางพเยิดหน้าส่งสัญญาณบอกผู้เป็นนาย
“หลิงเจา เจ้าอย่าโง่ไปนักเลย สิ่งที่ช่วยเราได้มีแค่หลักฐานที่เอ่ยว่าเราถูกใส่ร้ายเท่านั้น ไม่มีใครอาจหาญคิดชิงตัวนักโทษอุกฉกรรจ์ เพื่อทำให้ตระกูลของตนต้องล่มสลายหรอก” หลิงชุนส่งเสียงตำหนิสหายที่นั่งอยู่ในกรงขังเดียวกันกับผู้เป็นนาย
“ก็... ก็จริง” หลิงเจา องครักษ์หนุ่มอายุน้อยกว่าใครเอ่ยเสียงเศร้า ทว่าผู้เป็นนายนั้นกลับนั่งนิ่งทอดสายตาไปเบื้องหน้า
“เสนาบดีจ้าวยามนี้ท่านอยู่ที่ใด ท่านจะมาช่วยข้าจริง ๆ ใช่หรือไม่” ลู่จินเหยียนเอ่ยถึงคนที่ตนฝากความหวัง ก่อนจะหลับตาลงอย่างขมขื่น ปล่อยให้รถลากพาร่างที่ไร้ทางสู้ของตนมุ่งหน้าสู่แท่นประหาร ท่ามกลางเสียงสาปแช่งที่ดังกึกก้องไปทั่วพระนคร
“หากข้ารอดไปได้ บทลงทัณฑ์ครานี้ ข้าจะเก็บเอาไปใช้กับพวกมันอย่างสาสม ข้าจะทำให้พวกมันทุกคนต้องลิ้มรสชาติที่ขมขื่นกว่าที่ข้าได้รับร้อยเท่า พันเท่า! คอยดูเถิด” จินเหยียนสาบานกับตนในใจ ขณะที่ปลายทางของชีวิตขยับเข้าใกล้มาทุกที
