6.ลองเสี่ยง
ห้าวันต่อมา…
เมื่อรู้ว่ามาถึงจุดหมาย มู่ฉินก็รีบแหวกม่านรถม้าออกมามองดูความโอ่อ่าของเมืองหลวง สถานที่ที่นางเคยจินตนาการเอาไว้ในช่วงที่เริ่มอ่าน “แม่เจ้า โลกนิยายนี่สวยงามกว่าฉากที่ถูกเซ็ทขึ้นในซีรี่ย์อีกแฮะ ไม่เสียแรงที่ตัดสินใจช่วยตัวร้าย ไม่งั้นเราคงไม่ได้เห็นภาพอลังการของเมืองหลวงได้เร็วขนาดนี้แน่” มู่ฉินพึมพำอย่างสุขใจ เพราะภาพตรงหน้าดีกว่าที่คิดเอาไว้มาก
“ทางที่ดี เจ้าอย่าโผล่หน้าออกมาให้คนเห็นน่าจะดีกว่า หากมีคนจำได้ว่าเจ้าคือใคร มันคงไม่ดีนัก” เส้าเชียนเอ่ยเตือน
“ชิ” แม้มู่ฉินจะหงุดหงิดที่เขาขัดความสุข ถึงอย่างนั้นนางก็ยังยอมปิดม่านลง แต่ก็ยังมีแอบแง้มดูบรรยากาศภายนอกอยู่ กระทั่งรถม้าเดินทางเข้าเมืองมาได้ระยะหนึ่งจึงได้หยุดลง
เมื่อหลบเร้นสายตาผู้คนได้แล้ว มู่เส้าเชียนก็ไม่รอช้า เขาเดินตรงมายังรถม้าที่จอดหน้าเรือนด้วยท่าทางเคร่งขรึม ทว่าแววตาที่มองสตรีตรงหน้ากลับแฝงความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“ถึงเมืองหลวงแล้ว... หลักฐานที่เจ้าว่า อยู่ที่ใดกันว่านเซียว ยามนี้เราเหลือเวลาไม่มาก หากเจ้าอยากช่วยรุ่ยอ๋องก็จงบอกมา หลักฐานที่เจ้าว่า มันอยู่ในมือของผู้ใด” เส้าเชียนกล่าวเร่ง ส่วนหนึ่งก็เพื่อดูท่าทางของคนที่เขาพามาด้วย เหตุก็เพราะเขายังไม่ไว้ใจนางเสียทั้งหมด แม้ตลอดการเดินทาง ฉินว่านเซียวไม่มีทีท่าว่าจะหนี ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่ปักใจเชื่อนักว่ารุ่ยอ๋องจะบริสุทธิ์
มู่ฉินได้ยินเสียงเร่งก็รีบสาวเท้าก้าวลงจากรถม้าอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะจัดแจงเสื้อผ้าสาวใช้ที่เริ่มยับย่นให้เข้าที่ แล้วจึงเงยหน้าขึ้นมามองผู้ที่กำลังจับจ้องตน
“ใต้เท้าแน่ใจหรือเจ้าคะว่าจะยอมเสี่ยงไปเอาหลักฐานนี้มา” มู่ฉินย้ำถามอีกครา เพราะที่ที่เก็บหลักฐานนั้น มิใช่บ้านเรือนของคนธรรมดา คนตรงหน้ารู้แล้วอาจเปลี่ยนใจก็ได้
“อย่ามัวแต่ชักแม่น้ำทั้งห้า เจ้าบอกมาว่าหลักฐานนั้นอยู่ที่ใดก็พอ” ฉือฟางเร่งเร้าเสียงดุดัน “คิดแล้วเชียว เจ้าก็แค่อยากอาศัยพวกเราคุ้มครองมาเมืองหลวงเท่านั้น”
มู่ฉินเผยยิ้มบางเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยบอกด้วยเสียงเบาที่พอให้ได้ยินกันแค่ในกลุ่มนี้ “หลักฐานซ่อนอยู่ในจวนเสนาบดีจ้าวเจ้าค่ะ ในห้องหนังสือเรือนปีกตะวันตก ช่องลับใต้แผ่นอิฐหลังกระถางธูปทองเหลือง ในนั้นมีสมุดบัญชีลับและจดหมายที่เคยติดต่อกับโจรป่าและพ่อค้าเกลือเถื่อน ซึ่งในนั้นระบุชัดเจนว่าพวกเขาใช้ตราประทับปลอมทำลายรุ่ยอ๋องอย่างไรเจ้าค่ะ”
กึก!
ร่างกายของมู่เส้าเชียนแข็งทื่อในทันที ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยสงบนิ่งบัดนี้กลับถอดสี มือแกร่งนั้นกำกระบี่แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน “มะ… เมื่อครู่เจ้าบอกว่า หลักฐานอยู่ในจวนเสนาบดีจ้าวอย่างนั้นหรือ” เสียงเขาติดขัดจนแทบจะไม่เป็นคำ
“ใช่ หลักฐานอยู่ที่นั่น เพราะเขาคือคนสั่งการทุกอย่าง วันพรุ่งเขาจะเอาหลักฐานนี้ยื่นต่อฝ่าบาท เพื่อปลดปล่อยรุ่ยอ๋องให้เป็นอิสระ หากใต้เท้าไม่ชิงลงมือก่อน เสนาบดีจ้าวก็จะกลายเป็นผู้มีพระคุณต่อรุ่ยอ๋อง ถึงยามนั้นเมื่อเขากลับคืนสู่ฐานะเดิม เสนาบดีจ้าวก็จะยุแยงให้รุ่ยอ๋องก่อกบฏ หากสำเร็จภายหน้าบุตรสาวเขา ก็จะกลายเป็นฮองเฮา ตระกูลจ้าวก็จะรุ่งเรือง”
“ฉินว่านเซียว นี่เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ เรื่องพรรค์นี้จะมีจริงได้อย่างไร เจ้ากำลังใส่ร้ายป้ายสีขุนนางใหญ่รู้หรือไม่” เส้าเชียนเอ่ยเตือน หมายให้นางได้สติไม่กล่าวไปเรื่อย
“เหอะ! ใส่ร้ายหรือ คนที่ถูกใส่ร้ายคือรุ่ยอ๋องต่างหาก ได้! หากพวกท่านไม่เชื่อ เช่นนั้นบอกข้ามาว่าจวนจ้าวอยู่ที่ใด หลักฐานที่ว่า ข้าไปเอาเองก็ได้” ในเมื่อนางมาถึงที่นี่แล้วจะรามือได้อย่างไร
“ว่านเซียวเจ้ากำลังกล่าวถึงขั้วอำนาจใหญ่ที่กุมบังเหียนราชสำนักเชียวนะ หากทำการบุ่มบ่ามเข้าไปแล้วไม่พบสิ่งใด ไม่ใช่แค่เจ้าที่จะหัวหลุดจากบ่า ทว่าเข้ากับคนของข้า รวมถึงตระกูลของพวกเขาต่างก็ต้องรับโทษไปด้วย เจ้าเข้าใจหรือไม่”
“ข้ารู้ ข้าถึงได้บอกว่าจะไปเองอย่างไรเล่า ข้าจะแฝงตัวเข้าไปในฐานะสาวใช้ ท่านไม่ต้องห่วงด้วยไหวพริบที่ข้ามี ข้าเอาตัวรอดออกมาได้พร้อมหลักฐานแน่” มู่ฉินเอ่ยเสียงหนักแน่น นำพาให้เหล่าชายฉกรรจ์ต่างก็มองนางอย่างไม่เชื่อ
“เหลวไหล! สตรีตัวเล็ก ๆ อย่างเจ้าจะทำอันใดได้ คิดว่าที่นั่นเป็นตลาดสดให้เจ้าเดินเลือกซื้อของกระนั้นหรือ” เส้าเชียนตวาดเสียงต่ำ ความห่วงใยที่ก่อตัวขึ้นโดยไม่บอกกล่าว สร้างความขุ่นเคืองใจให้เขาจนรู้สึกหงุดหงิดเมื่อนางไม่ยอมฟัง “ฉือฟางเจ้าไปกับข้า คืนนี้เราจะเข้าจวนเสนาบดีจ้าวกัน”
“ใต้เท้า ท่านเชื่อคำที่นางกล่าวจริงหรือขอรับ ข้าน้อยว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้แน่” ฉือฟางทักท้วงหมายให้นายตนได้สติ
“หากเจ้าไม่กล้า ข้าจะไปคนเดียว”
“ไม่ได้ขอรับ ข้าน้อยจะไปกับท่าน” คนสนิทรีบกล่าว ก่อนจะหันมาทำตาดุใส่สตรีเพียงนางเดียวในกลุ่ม “หากในนั้นไม่มีหลักฐาน คอยดูเถิดว่า หากข้ารอดมาได้ข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร”
“เชื่อเถิด ว่าใต้เท้ากับสหายคนอื่นจะต้องขอบคุณข้า หากท่านสามารถรอดออกมาจากจวนนั้นได้ โดยที่ไม่มีใครพบเห็น”
“เจ้าได้ผิดหวังแน่ เพราะใต้เท้ากับพี่ฉือมีวรยุทธสูงส่งนัก เวรยามในจวนจ้าวไม่มีทางจับพวกเขาได้หรอก” หลี่ตงเอ่ยแทรก ก่อนจะหันมากล่าวกับนายตนว่า “ใต้เท้าไปเถิดขอรับ ทางนี้ข้ากับสหายจะจับตามองอย่างดี ไม่ปล่อยให้นางหนีรอดไปได้เด็ดขาด”
มู่ฉินได้ยินเช่นนั้นก็คว่ำปากน้อย ๆ ของตน “ข้าหรือจะหนี ข้ามีแต่จะไปหาเตียงนอนนุ่ม ๆ นอนรอฟังข่าวเสียมากกว่า” เอ่ยกับชายตรงหน้าแล้วนางก็หันไปหาเส้าเชียน “โชคดีนะเจ้าคะ”
“บอกตัวเจ้าเองเถิด หากข้าเข้าไปแล้วไม่พบสิ่งใด ข้ารับรองได้เลยว่า คำนี้เจ้าจะไม่มีโอกาสได้ใช้มันแน่” สิ้นคำ ใต้เท้าหนุ่มก็เดินไปขึ้นม้าแล้วควบนำออกไปท่ามกลางแสงสลัวของจันทรา พร้อมกับข้อสงสัยมากมายที่วิ่งวุ่นอยู่ในใจ
ทว่าแล้วเหตุใดกัน เขาจึงยอมเชื่อคำพูดนาง
เพราะฉินว่านเซียวไม่คิดหนี หรือเป็นเพราะความงามของนางปิดบังดวงตา ทำให้เขาคล้อยตามไม่ว่านางจะกล่าวอันใด
หรือเป็นเพราะในใจลึก ๆ เขาก็เริ่มเชื่อแล้วว่า รุ่ยอ๋องถูกคนชั่วใส่ร้าย อย่างที่นางกล่าวอ้างเอาไว้จริง ๆ
ทว่าเพียงแค่หนึ่งเค่อต่อมา ข้อสงสัยที่เขามีในใจก็ได้มลายหายไป หลังก้าวเข้ามาภายในห้องตำราทางปีกตะวันออก ซึ่งเขาใช้เวลาค้นหาหลักฐานไม่กี่อึดใจก็พบสิ่งที่ตนต้องการ
‘เหตุใดนางถึงล่วงรู้ตำแหน่งช่องลับ ภายในจวนเสนาบดี ที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวงได้อย่างแม่นยำ ราวกับเป็นผู้มาซ่อนไว้เอง’ ทว่าแม้เขาจะสงสัยมากเพียงใด ถึงกระนั้นเส้าเชียนก็ยังนึกถึงเรื่องที่ใหญ่กว่า ยามนี้เขาไม่มีเวลาคาดคั้นนางแล้ว เพราะทุกช่วงเวลาที่กำลังผ่านไปนั้น ล้วนแต่ทำให้ลมหายใจของรุ่ยอ๋องสั้นลง
