บท
ตั้งค่า

5.เอาศีรษะเป็นประกัน

แม้ชุดที่นางใส่จะเป็นของสาวใช้ ทว่าสีเขียวอ่อนที่ดูเรียบง่ายนี้ กลับมิอาจปิดบังความงามที่ดูโดดเด่นราวกับภาพวาดของนางได้ เสียก็แต่ชุดที่สวมใส่นั้นมันคับแน่นในบางจุด โดยเฉพาะช่วงหน้าอกที่ดูอวบอิ่มเกินตัว ทำให้ชุดที่สวมอยู่เหมือนจะปริแตกออกมาเสียให้ได้ ช่วงตัวหรือก็คับแน่นจนเผยส่วนเว้าส่วนโค้งให้เห็นชัดเจน จนเหล่าองครักษ์ที่มองอยู่หายใจติดขัดขึ้นมาทันที

ผมที่เคยยุ่งเหยิงบัดนี้ถูกรวบขึ้นจัดแต่งเป็นทรง เผยให้เห็นลำคอระหงที่มีรอยแดงจาง ๆ จากปมเชือก มองดูแล้วก็น่าเวทนา แต่พวกเขากลับคิดว่านางน่าทะนุถนอมเสียมากกว่า

ใบหน้านั้นก็หมดจดนวลเนียนไร้รอยด่างดำ ดวงตาคู่โตที่ดูดื้อรั้น บัดนี้กลับทอประกายเผยความสดใสชวนให้หลงใหล ซึ่งมันตอบรับกับริมฝีปากบางสีชาดที่เม้มเข้าหากันน้อย ๆ ได้ดียิ่ง

เหล่าชายฉกรรจ์ผู้คลุกคลีกับคดีความมาทั้งชีวิต ต่างพากันยืนตัวแข็งทื่อ สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่สตรีที่เคยดูเหมือนขอทานเป็นตาเดียว บางคนถึงกับเผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่

บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบสนิทราวกับถูกมนต์สะกด แม้แต่ฉือฟางที่กำลังจัดบังเหียนม้าอยู่ ยังเผลอทำเชือกหลุดมือ ปากที่เคยจิกกัดนางก็เอาแต่อ้าค้างจนแมลงแทบจะบินเข้าไปแล้ว

มู่เส้าเชียนที่ยืนกอดอกรออยู่บนบันไดขั้นบนสุด ก็ถึงกับชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาคมกริบที่เคยฉายแววดูแคลน บัดนี้กลับสั่นไหวเล็กน้อย ใจแกร่งที่เคยสงบนิ่งก็กระตุกวูบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 'นางคือสตรีที่ดูมอมแมมผู้นั้นจริงหรือ?’

มู่ฉินเห็นเขายังคงนิ่งจึงเอ่ยถาม “เอ่อ... ใต้เท้า ข้าพร้อมแล้วเจ้าค่ะ จะเดินทางเลยหรือไม่” มู่ฉินเอ่ยด้วยเสียงที่ยังคงแหบพร่า ทว่าสำหรับคนฟังมันกลับดูเย้ายวนอย่างน่าประหลาด

“อึม...” เส้าเชียนกระแอมไอแก้เก้อ พลางพยายามปรับสีหน้าให้ขรึมดังเดิม “แต่งกายเช่นนี้ค่อยดูเป็นผู้เป็นคนหน่อย แต่จำไว้ว่าเราไปทำงาน มิใช่ไปอวดโฉม อย่าได้ทำตัวโดดเด่นนัก”

มู่ฉินได้ยินคำเตือนนั้นก็แอบกลอกตาไปมา ‘นี่ขนาดฉันแต่งเป็นสาวใช้นะ ถ้าจัดเต็มอย่างพวกชุดคุณหนูสูงศักดิ์อะไรนั่น อีตานี่จะไม่ว่าฉันอยากยั่วยวนใครเหรอ ชิ' นางนึกอย่างหมั่นไส้

“ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะใต้เท้า ว่าแต่... ครานี้ท่านคงไม่ใจร้ายให้ข้าวิ่งตามม้าไปจนถึงเมืองหลวงอีกกระมัง” นางถามพลางทำตาปริบ ๆ เผยความน่าสงสารออกมาให้คนตรงหน้าเห็น

“ข้าเตรียมรถม้าไว้ให้เจ้าแล้ว รีบขึ้นไปจะได้ออกเดินทาง” เส้าเชียนพยายามควบคุมเสียงของตนที่มีอาการประหม่านิด ๆ

เมื่อมู่ฉินก้าวขึ้นรถม้าที่ถูกจัดเตรียมให้ นางก็เอนกายพิงผนังไม้พลางถอนหายใจทิ้งอย่างเหนื่อยอ่อน “เฮ้อ! ได้พักสักที” นางพึมพำก่อนจะปิดเปลือกตาลง แล้วก็หลับไปทั้งอย่างนั้น

จนไม่รู้ว่าเวลาได้ล่วงเลยไปเท่าใดแล้ว

กุบกับ กุบกับ...

จากที่เดินทางในยามค่ำคืนก็แปรเปลี่ยนเป็นยามกลางวัน เสียงฝีเท้าม้านั้นก็ยังคงดังสอดประสานไปกับเสียงพูดคุยของชายฉกรรจ์นับสิบ มีมู่เส้าเชียนบังคับม้าคู่ใจอยู่ด้านหน้า

ทว่าบางคราเขาก็ผ่อนการดึงบังเหียนให้มันเดินช้าลง เพียงเพื่อจะปรายตามองผู้ที่พิงขอบหน้าต่างหลับ ‘นางเป็นเพียงอนุหลังจวน ไยถึงกล้าเสี่ยงพาตนเองมาพัวพันกับคดีใหญ่เช่นนี้ มีโอกาสหนีกลับไม่หนี หรือว่านางสามารถหาหลักฐานแก้ต่างให้คนชั่วนั่นได้จริง ๆ หรือ… รุ่ยอ๋องถูกใส่ร้ายอย่างที่นางว่า’

นึกได้ดังนั้นเขาก็หันมาสั่งคนของตน “เหลียนเฉิน เจ้าย้อนกลับไปที่เมืองเหิง คอยจับตาดูพ่อบ้านกู้เอาไว้ให้ดี อย่าให้คนนอกส่งข่าวอันใดเข้าไปได้ และอย่าให้ออกจากเมืองเป็นอันขาด”

“ใต้เท้าเชื่อที่ฉินว่านเซียวกล่าวหรือขอรับ คราแรกข้าคิดว่าที่ท่านยอมพานางไปด้วย เป็นเพราะท่านตั้งใจจะไปดูการประหารนี้อยู่แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะพานางไป” ฉือฟางเอ่ยในสิ่งที่คิด

“เพราะไม่เชื่อ ข้าจึงต้องตรวจสอบให้แน่ชัด” เส้าเชียนเอ่ยตอบ พลางพยักหน้าให้คนที่ตนออกคำสั่ง จากนั้นเขาก็บังคับม้าให้เดินต่อ พร้อมกับกล่าวในสิ่งที่ตนเองสงสัยมาพักใหญ่แล้ว

“เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ ทั้งที่รุ่ยอ๋องถูกจับได้พร้อมของกลาง หลักฐานก็มีมากถึงเพียงนั้น เหตุใดเขาจึงไม่ถูกประหารในทันที เจ้าไม่คิดว่ามันแปลกหรือ” เส้าเชียนเอ่ย

ฉือฟางขมวดคิ้วมุ่น “ข้าก็ว่าแปลกขอรับ ตามจริงแล้วข้อหาที่รุ่ยอ๋องได้รับนั้นร้ายแรงถึงขั้นประหารทั้งตระกูลด้วยซ้ำ ทว่าเหตุใดเขาจึงถูกขังเอาไว้ไม่ประหารในทันที ทั้งยังให้รอถึงสิบวัน”

“ข้าได้ยินมาว่ามีคนใช้ป้ายอาญาสิทธิ์ร้องขอ ให้ละเว้นชีวิตเขาสิบวันเพื่อหาหลักฐานมาแก้ต่าง ไม่รู้จริงหรือไม่”

มู่ฉินที่ตื่นขึ้นมาทันได้ฟังคำหารือ ก็รีบกล่าวปั้นแต่งเรื่องราวให้อีกฝ่ายฟัง “อาจเป็นอย่างที่ใต้เท้าว่าก็ได้นะเจ้าคะ ข้าเคยอ่านบทประพันธ์เรื่องราวชิงดีชิงเด่นในราชสำนักมา เรื่องมีอยู่ว่า มีคนร้องขอชีวิตนักโทษเอาไว้ แต่มิใช่เพื่อให้เขาได้มีลมหายใจต่อ ทว่ามันคือการยัดความแค้นให้คนผู้นั้นต่างหาก”

“พูดจาเรื่อยเปื่อย บทประพันธ์ที่ไหนจะมาเขียนเรื่องราวบ้าบอเช่นนี้ ข้าไม่เห็นจะเคยได้ยิน” ฉือฟางกล่าวตำหนิทันที

“การที่ใต้เท้าไม่เคยเห็นไม่เคยอ่านก็ใช่ว่ามันจะไม่มี” มู่ฉินคว่ำปากใส่อีกฝ่าย ก่อนจะหันมาทางผู้ที่กำลังจ้องหน้านาง “ใต้เท้าเป็นคนฉลาด ย่อมพิจารณาได้แล้วว่าสิ่งที่ข้ากล่าวนั้นพอมีมูลหรือไม่ คนบางคนอาจใช้วิธีทำร้ายก่อนแล้วค่อยช่วยในภายหลัง เพื่อให้คนที่ตนช่วยนั้นกลายมาเป็นพรรคพวกแล้วช่วยกันทำชั่ว”

“เจ้าหมายถึงคนที่ใส่ร้ายรุ่ยอ๋องหมายจะดึงเขาเป็นพวกกระนั้นหรือ” เส้าเชียนเป็นคนฉลาดนางเอ่ยแค่นี้เขาก็พอเดาได้

“ถูกต้อง ใต้เท้ารอดูได้เลยเจ้าค่ะ” มู่ฉินเอ่ยเสียงหนักแน่น นำพาคนฟังชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อได้เห็นท่าทางมั่นใจของนาง

“ฉินอี๋เหนียง...” เส้าเชียนเอ่ยเรียก เขาหมายจะถามบางอย่างกับนาง ทว่าคำตอบนั้นกลับทำเขานิ่งไปอีก

“ข้าถูกปลดแล้วเจ้าค่ะ ยามนี้เรียกข้าว่าว่านเซียวก็ได้ ข้าไม่ใช่คุณหนูหรือสตรีสูงศักดิ์ ไม่ต้องพิธีรีตองให้มากความกับข้าหรอกเจ้าค่ะ” นางตอบเสียงแหบ แต่แววตากลับกล้าแกร่ง

เส้าเชียนชะงักไปครู่หนึ่งกับท่าทางไม่เดือดร้อนของนาง พอตั้งสติได้เขาก็เอ่ยถามถึงเรื่องที่ค้างคาใจ “เจ้าแน่ใจหรือว่าหลักฐานแก้ต่างให้รุ่ยอ๋องนั้นมีจริง เรื่องนี้มิใช่เรื่องล้อเล่นนะ”

“ข้าก็ไม่ได้ล้อเล่น เมื่อถึงเมืองหลวงใต้เท้าก็จะเห็นเอง”

“เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่านี่คือเรื่องใหญ่”

“รู้เจ้าค่ะ แล้วก็รู้ด้วยว่า หากใต้เท้าแก้ต่างให้ท่านอ๋องได้สำเร็จทุกคนก็จะได้ความชอบใหญ่หลวง ที่สำคัญ… รุ่ยอ๋องคือโอรสพระองค์เดียวของอดีตรุ่ยอ๋องผู้มีพระคุณต่อชาวเมืองเหิงนะเจ้าคะ” มู่ฉินย้ำผลประโยชน์และเหตุผลหลักของการช่วยเหลือในครานี้ ทำเอาทุกคนถึงกับนิ่งงันไปในทันที เนิ่นนานกว่าจะมีคนพูด

“หากเจ้ามีหลักฐาน ข้าย่อมช่วยจนสุดกำลัง”

“ข้ารับรองด้วยศีรษะของตนเจ้าค่ะ” มู่ฉินตอบเสียงหนักแน่น แววตาที่เผยออกมานั้นมุ่งมั่นและแน่วแน่เป็นอย่างมาก ทำเอาเหล่าบุรุษทั้งหลายเริ่มเอนเอียงเชื่อคำนางกันบ้างแล้ว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel