4. เพื่อเงินรางวัล
เส้าเชียนจ้องมองสตรีตรงหน้าพลางขมวดคิ้วมุ่น เมื่อครู่เขาเพิ่งเหยียดหยามสามีนางไป ทว่าท่าทางนางกลับมิได้ดูหวาดหวั่นอย่างที่ควรจะเป็น ซ้ำยังเผยแววตาเหมือนจะสงสารเขาอีกด้วย และท่าทางนางนั้นก็ทำให้เขาไม่ค่อยวางใจนัก
“ฉีเฟิง เจ้าไปตรวจสอบดูว่ายามนี้จวนรุ่ยอ๋องเป็นเช่นไร อนุสามของเขาอยู่ที่จวนหรือไม่ ถามมาให้ได้ว่านางมีนามว่า…”
“ข้าชื่อฉินว่านเซียวเจ้าค่ะ ส่วนเรื่องตรวจสอบนั้น...” มู่ฉินมีท่าทางลังเล เพราะเกรงว่าเรื่องที่ตนหนีออกมาจากจวนอ๋องนั้นจะถูกพ่อบ้านกู้ล่วงรู้ และนั่นอาจทำให้คนชั่วคิดเคียดแค้นเอาได้
“หึหึ ไม่กล้าให้ตรวจสอบหรือ” ฉือฟางเย้ยหยัน
“ข้าเปล่า ข้าก็แค่กลัว...” มู่ฉินตอบไปตามจริง สถานะนางในยามนี้ก็เหมือนตัวคนเดียว หากพระรองไม่ยอมช่วยนางก็จนตรอกแล้ว ฉะนั้นการจะบอกที่อยู่ของตนให้กู้เฉิงรู้ย่อมไม่ดีแน่
“ดูเหมือนเจ้าจะมีเรื่องหนักใจ” เส้าเชียนเอ่ยถาม
มู่ฉินจึงเงยหน้ามองผู้ที่เอ่ยกับตน นางชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งถึงได้เอ่ยบอกความจริงที่เกิดขึ้นภายในเรือนหลังของตน
“ชั่วช้าทั้งนายทั้งบ่าวจริง ๆ” ฉีเฟิงก่นด่าทันที หลังได้ยินว่าพ่อบ้านกู้นั้นหมายจะกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา คิดแต่งอนุของผู้เป็นนายหลังสิ้นชีพ ซึ่งเรื่องเหล่านี้มิมีผู้ใดเขาทำกัน
“มีอีกอย่างที่ใต้เท้าควรให้คนตรวจสอบ กู้เฉิงมีลายมือที่คล้ายกับท่านอ๋องมาก หากไม่สังเกตให้ดีก็ไม่มีทางรู้ จดหมายติดต่อกับต่างแคว้นที่มีตราประทับของรุ่ยอ๋อง ก็อาจจะเป็นเขาที่เป็นคนจัดฉากเอาไปวางไว้ในช่องลับในเรือนตำรา”
“เจ้ารู้มากเพียงนี้ได้อย่างไรกัน” ฉือฟางยังหาข้อโต้แย้ง
มู่ฉินนิ่งไปทันที ‘บ้าจริง ปากพล่อยจนลืมเรื่องนี้ไปเลย’ นึกในใจก่อนจะรีบกล่าวโป้ปด “แหม... ใต้เท้า เรื่องที่สตรีอยากรู้มีหรือจะรอดพ้นหูตาไปได้” มู่ฉินกล่าวแถไปเรื่อย
“แล้วเหตุใดยามนี้เจ้าถึงกล้าเสี่ยงชีวิตเอ่ยปากเล่า”
มู่ฉินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรั้งคอเสื้อของตนลงเล็กน้อย จากนั้นนางก็เงยหน้าขึ้นเพื่อให้พวกเขาเห็นรอยรัดที่ยังคงชัดเจน “ข้าคิดปลิดชีพตนหมายหนีโทษเนรเทศ ทว่าขื่อกลับหักลงมากลางคัน ประจวบเหมาะที่พ่อบ้านกู้เอาใบปลดมาให้ ข้าจึงได้รู้ว่า รุ่ยอ๋องมิได้เป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างที่ใคร ๆ ว่า ข้าจึง...”
“เจ้าจึงอยากตอบแทนบุญคุณ ที่เขาไม่ลากเจ้าติดร่างแห่ไปด้วยสินะ” เส้าเชียนเอ่ยหยันท่าทีสำนึกบุญคุณของนาง
ทว่าความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ มู่ฉินก็แค่อยากได้เงินรางวัลสักก้อนเพื่อไปตั้งหลักก็เท่านั้น นางจึงได้ยื่นมือช่วยตัวร้าย
อีกอย่าง... ในเมื่อตัวร้ายไม่ได้ทำผิด ฉะนั้นเขาก็ไม่ควรต้องตกระกำลำบาก จนทำให้ใจเกิดความแค้นคิดสังหารพี่น้อง
ในเมื่อนางรู้ทุกอย่าง ไยต้องปล่อยให้เขาถูกรังแกด้วยเล่า
“เป็นดั่งที่ใต้เท้าว่าเจ้าค่ะ” มู่ฉินตอบรับหน้าซื่อ ราวกับตนนั้นสำนึกบุญคุณของสามี อย่างที่คนบนหลังม้ากล่าวมาจริง ๆ
“ได้ ในเมื่อเจ้าอยากไปดูสามีถูกประหารด้วยตาตนเอง เช่นนั้นข้าก็จะสงเคราะห์พาเจ้าไป ส่วนเรื่องแก้ต่างให้เขานั้น หากเจ้ามีหลักฐานจริง ข้าก็ยินดีจะช่วยเจ้าล้างมลทินให้เขา แต่ถ้าเจ้าไม่มีหลักฐานอย่างที่ปากพูด เช่นนั้นอีกเจ็ดวันข้างหน้า เจ้าก็จงรอดูเขาถูกบั่นคอต่อหน้าธารกำนัลเถิด” เขาเอ่ยกับสตรีตรงหน้า ก่อนจะออกคำสั่งเสียงเข้มกับคนของตน “กลับจวน! เตรียมการณ์เดินทาง” สิ้นคำ มือเรียวก็ออกแรงกระตุกบังเหียนให้ม้าออกเดิน
“เอ๋! แล้วข้าล่ะ” มู่ฉินยกมือชี้หน้าตนเอง
“หึหึ ก่อนนี้เจ้าก็บอกเองมิใช่หรือว่า เจ้าวิ่งหนีคนจวนอ๋องมานานกว่าชั่วยาม วิ่งอีกนิดจะเป็นไรไป” ฉือฟางเผยยิ้มหยัน
มู่ฉินมองค้อนเขาก่อนจะเริ่มสาวเท้าตามไป ปากนั้นก็บ่นพึมพำก่นด่ากลุ่มชายฉกรรจ์ที่ไม่ยอมให้นางขึ้นม้าไปด้วย “ใจจืดใจดำที่สุด นี่เหรอพระรองแสนดี ดีกับผีน่ะสิ สภาพฉันเป็นแบบนี้แล้วแทนที่จะสงสารนึกเห็นใจ อย่างน้อยก็เดินกันช้า ๆ ก็ยังดี นี่อะไร” เสียงของนางฟังดูหงุดหงิดเป็นอย่างมาก นี่ถ้าไม่ใช่เพราะอยากสร้างความดี เพื่อจะได้ขอรางวัลกับรุ่ยอ๋องตอนเขาพ้นโทษ นางไม่มีทางยอมทนลำบากอย่างในตอนนี้แน่
“อดทนหน่อยนะมู่ฉิน แก้ต่างให้ตัวร้ายได้แกก็มีชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว” นางบอกตนเอง พลางสาวเท้าวิ่งตามพวกเขาไป
เมื่อมาถึงนางก็หอบหายใจรัวเร็ว พร้อมกับทรุดนั่งลงกับพื้นอย่างคนอ่อนแรง กลายเป็นที่ขบขันของเหล่าบุรุษในทันที
ทว่ามู่เส้าเชียนกลับมิได้แสดงท่าทีเหยียดหยามนางเหมือนคนของตน “พวกเจ้าไปเตรียมการออกเดินทาง ส่วนหรงอี้ พานางไปอาบน้ำแต่งตัวใหม่เสีย ประเดี๋ยวจะหาว่าข้าราชการรังแกชาวบ้านอีก” ใต้เท้าหนุ่มเอ่ยเหน็บแนมพลางมองด้วยหางตา
มู่ฉินเงยหน้ามองผู้ที่ยืนอยู่เหนือตนเล็กน้อย “ข้าอยากได้ชุดสาวใช้ คนภายนอกจะได้ไม่สงสัยและเพ่งเล็งมาที่ข้า”
เส้าเชียนชะงักนิ่ง เพียงชั่วครู่เขาก็พยักหน้าให้คนของตน จากนั้นมู่ฉินก็ถูกหิ้วเข้าไปในจวนด้วยสภาพอ่อนแรง
เมื่อมาถึงเรือนสาวใช้ “พวกเจ้า จัดการอาบน้ำแต่งกายให้นางเสีย เอาชุดของพวกเจ้านั่นแหละให้นางใส่ เร็ว ๆ ด้วยล่ะ”
“เจ้าค่ะใต้เท้า” เสียงสาวใช้สามนางรับคำ ก่อนจะหันมารับตัวหญิงสาวที่มีสภาพร่างกายมอมแมม ทั้งยังเหม็นเหงื่อไคลเข้าไปด้านใน เมื่ออาบน้ำแต่งกายใหม่เรียบร้อย มู่ฉินก็ถูกพาออกไปส่งให้ผู้เป็นนาย ที่ยืนรออยู่หน้าจวนพร้อมด้วยองครักษ์อีกนับสิบ
และทันทีที่นางก้าวพ้นขอบประตูจวนออกมา เหล่าบุรุษทั้งหลายที่ยืนอยู่ก็หันมาพร้อมกับอาการตะลึงงัน
ส่วนมู่ฉินนั้นได้แต่ยืนนิ่ง ปล่อยให้แสงจันทราสาดส่องลงมากระทบร่าง ราวกับนางกำลังยืนอยู่ท่ามกลางแสงสปอร์ตไลฟ์ ที่มีไว้ฉายแสงให้ตัวละครที่กำลังออกโรงทำการแสดง
