3. ไม่ได้ร้ายแต่กำเนิด
มู่ฉินคิดหาวิธีที่จะได้เงินค่าเดินทางอยู่นาน สุดท้ายนางก็เลือกที่จะให้พระรองของเรื่องช่วย ซึ่งแน่นอนว่าคนผู้นี้อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับรุ่ยอ๋องที่เป็นตัวร้าย ยิ่งไปกว่านั้น…ในวันหน้าพระรองจะต้องตายเพราะคมดาบของลู่จินเหยียนอีกต่างหาก
“ฟู่วว” นางถอนหายใจยาวอีกรอบ “เอาน่า ไม่ลองก็ไม่รู้ อย่างน้อยก็ถือซะว่าเราช่วยเต็มที่แล้ว ส่วนมันจะสำเร็จหรือไม่นั้นก็สุดแล้วแต่เวรกรรมล่ะกัน ขนาดฉินว่านเซียวที่ควรตายยังไม่ตาย ไม่แน่เราก็อาจจะเปลี่ยนชะตาตัวร้ายให้กลับกลายมาเป็นคนดีไม่ทำชั่วก็ได้ แต่ถ้าไม่... ก็สุดแต่เขาเลย ใบปลดเราก็ได้มาแล้วนี่ ถ้าช่วยไม่ได้ เราก็แค่ไปใช้ชีวิตของเรา” นางเอ่ยบอกตนเอง
จากนั้นก็หันมาหยิบเอาใบปลดที่วางอยู่บนโต๊ะมายัดเข้าไปในชุด ก่อนจะเดินตรงไปที่หน้าต่าง มองซ้ายแลขวาแล้วก็ปีนออกมาด้วยท่วงท่าคล่องแคล่ว เพราะสมัยอยู่โลกปัจจุบัน นางชอบกีฬาผาดโผน เรื่องปีนป่ายจึงไม่เป็นปัญหา
เมื่อออกมาได้ ร่างอรชรในชุดขาวก็ย่องตรงไปทางประตูข้างที่มองเห็นจากหน้าต่างห้อง “หวังว่าจะเป็นทางออกนะ” พึมพำแล้วนางก็ค่อย ๆ ถอดสลักกลอน เมื่อเห็นว่าเป็นถนน ใบหน้างามก็เผยยิ้มร่าก่อนจะรีบสาวเท้าก้าวออกไปในทันที
ในความมืดสลัวที่มีแค่แสงจันทราสาดส่อง มู่ฉินนั้นกึ่งเดินกึ่งวิ่งเพื่อให้ตนพ้นจวนอ๋องโดยไว กระทั่งผ่านไปนับชั่วยามนางก็หยุดพักเหนื่อย “มาไกลแค่ไหนแล้วนะ เมืองนี้ก็ใหญ่เหลือเกิน แล้วบ้านอีตาพระรองนั่นอยู่ที่ไหนกันนะ” นางพึมพำเสียงแหบแห้ง
ทันใดนั้นนางก็แว่วเสียงคนเคาะยามอยู่ใกล้ ๆ
“เอ๋! แกจะโง่ทำไม ถามคนเคาะยามสิ” คิดได้ดังนั้น นางก็รีบพาร่างกายอันเหนื่อยโซของตนตรงไปหาชายชราที่เดินอยู่กลางถนน “ท่านลุง ท่านลุงหยุดก่อนเจ้าค่ะ” เสียงนางยังคงแหบพร่า ทำให้อีกฝ่ายที่เดินเคาะฆ้องอยู่ไม่ได้ยินเสียงเรียก
มู่ฉินจึงต้องเดินเข้าไปจับไหล่เขา อีกฝ่ายก็สะดุ้งโหยง ก่อนจะรีบหันกลับมามองดูว่าใครสัมผัสตน พอเห็นใบหน้าซีดเผือดของสตรีที่ผมเผ้ายุ่งเหยิง ชายแก่ผู้นี้ก็ทรุดนั่งลงกับพื้นในทันที
“อย่าข้ากลัวแล้ว อย่ามาหลอกข้าเลย” ชายชรายกมือปัดป้องเป็นพัลวัน ปากนั้นก็กล่าวพึมพำอย่างขวัญเสีย
“ท่านลุง ข้าไม่ใช่ผี ข้าเป็นคนเจ้าค่ะ”
มู่ฉินรีบคุกเข่าต่อหน้าเขา พลางจัดแต่งทรงผมให้เข้าที่ ก่อนจะยิ้มแป้นใส่อีกฝ่ายที่บัดนี้กำลังกางนิ้วที่ปิดตามองดูนาง
“โถ่! นี่เจ้าเล่นบ้าอะไรกัน ทำข้าตกใจหมด” คนแก่ตำหนิ ก่อนจะพยายามลุกขึ้น มู่ฉินจึงช่วยประคองเขา
แต่ในขณะนั้นก็มีคนควบม้าตรงมาหยุดที่ทั้งคู่
“เกิดอะไรขึ้นลุงจาง ร้องเสียงดังเชียว” มู่เส้าเชียนเอ่ยถามเสียงอ่อน พลางปรายตามองสตรีที่ยามนี้กำลังจ้องหน้าเขา
“ไม่มีอันใดขอรับใต้เท้า แม่หนูนี่ไม่รู้มาจากที่ใด จู่ ๆ นางก็โผล่มายืนอยู่ด้านหลัง ข้าน้อยตกใจจนเผลอร้องเสียงหลงเท่านั้นขอรับ” คนแก่เอ่ยบอกก่อนจะยิ้มแหยอย่างอาย ๆ
“ไม่มีอะไรก็ดี” คนบนม้าเอ่ยตอบเสียงทุ้ม “แล้วนี่ดึกดื่นค่อนคืนแล้ว สตรีเช่นเจ้ามาเดินคนเดียวทำไมกัน คงไม่ได้ถูกทำร้ายหรือทำผิดอันใดมากระมัง เจ้าถึงได้มีสภาพเช่นนี้”
มู่ฉินขมวดคิ้วมุ่นราวกับกำลังสงสัยบางอย่าง ปากนั้นก็ขยับกระซิบกระซาบกับชายชรา “ท่านลุงคนผู้นี้คือ?”
“นี่คือใต้เท้ามู่ หัวหน้าองครักษ์เสื้อแพรของแดนเหนืออย่างไรเล่า นี่แม่หนู... หากเจ้ามีเรื่องเดือดร้อนอันใด บอกใต้เท้ามู่ได้เลย แต่ถ้าเจ้าทำผิดมา ข้าบอกได้เลยว่าเจ้าไม่มีทางหนีพ้นแน่” ชายชราเอ่ยเสียงดัง และมันก็ทำให้คนฟังนิ่งไปในทันที
‘เขาคือมู่เส้าเชียน พระรองของเรื่องเหรอ’ นางนึกในใจก่อนจะยิ้มร่าออกมา “นึกไม่ถึงว่าจะพบตัวง่ายขนาดนี้ เหมาะเลย”
“อะไรเหมาะหรือแม่หนู” คนแก่ที่ได้ยินเริ่มสงสัย
“ข้ามีเรื่องอยากขอให้ใต้เท้าช่วยพอดีเลยเจ้าค่ะ” สิ้นคำ ร่างอรชรก็รีบคุกเข่าหมอบกับพื้น ทำตามซีรี่ย์ที่ตนเคยดูมา
เส้าเชียนหรี่ตาลงเล็กน้อย “เจ้าต้องการให้ข้าช่วยอันใด คงมิใช่ทำผิดมาแล้วอยากสร้างสถานการณ์กลบเกลื่อนกระมัง” เสียงเขาเข้มขึ้น ซ้ำยังจ้องมองสตรีที่ไร้ที่มาที่ไปผู้นี้อย่างพิจารณา
มู่ฉินเงยหน้ามองเขาพลางสบดวงตาคู่คมอย่างแน่วแน่ ก่อนจะพยามควบคุมเสียงของตนให้เข้มแข็งกว่าที่เป็น
“ข้าต้องการให้ใต้เท้าช่วยแก้ต่างข้อหายักยอกเสบียงให้กับรุ่ยอ๋องเจ้าค่ะ เขามิได้ทำผิด รุ่ยอ๋องถูกใส่ความ”
“ถูกใส่ความ? หึหึ เจ้ามีหลักฐานหรือ” คนบนม้าปรามาสอย่างไม่ไยดี ก่อนจะกระตุกบังเหียนม้าเพื่อให้มันออกเดิน ทว่าร่างที่คุกเข่าอยู่กลับลุกพรวดขึ้นมาดึงบังเหียนตรงหัวม้าไว้แน่น
“ข้ารู้ว่าหลักฐานที่มัดตัวรุ่ยอ๋องนั้นแน่นหนา ทว่าทั้งหมดนั้นล้วนแต่เป็นหลักฐานเท็จที่มีไว้ใส่ความเขา ข้าพิสูจน์ได้”
เส้าเชียนก้มหน้าลงมองผู้ที่กล้าหยุดม้าตน ก่อนจะชะงักกับท่าทางมุ่งมั่นและแววตาแน่วแน่ของนางที่เผยออกมา
“เจ้าเป็นใคร เกี่ยวข้องอย่างไรกับรุ่ยอ๋อง”
“ขะ... ข้าคืออนุที่เพิ่งถูกปลดเจ้าค่ะ” เอ่ยจบนางก็ยิ้มแหย
“หึ! ที่แท้ก็อนุของอ๋องชั่ว กล้าดีอย่างไรมาร้องขอให้ใต้เท้าช่วยเหลือ ออกไป! อย่าได้มาขวางทางใต้เท้าของเรา” เสียงตวาดทางด้านหลังดังขึ้น ตามมาด้วยแรงกระชากของมือแกร่ง
“อ๊ะ! บอกดีดีก็ได้” มู่ฉินคำรามลั่น แต่เสียงนั้นก็ยังแหบแห้งไม่เปลี่ยน “เป็นข้าราชการแบบไหนกันถึงได้รังแกสตรีตัวเล็ก ๆ ข้าก็แค่มาร้องเรียนตามกฎหมาย พวกท่านที่เป็นขุนนางกลับไม่ยอมรับฟัง เพราะเหตุนี้กระมังคนดีดีถึงถูกใส่ร้ายจนกลายไปเป็นคนเลว” มู่ฉินยังคงไม่ยอม เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตามตัวคนพบ
“นี่เจ้า” ผู้ติดตามนายนี้ยกมือชี้หน้านางทันที
“ฉือฟาง!” เส้าเชียนส่งเสียงตำหนิ ก่อนจะหันมาทางสตรีตัวน้อยที่กำลังจ้องคนของเขาอย่างเอาเรื่อง “เจ้ามีหลักฐานแก้ต่างให้รุ่ยอ๋องกระนั้นหรือ ถึงได้กล้ามาร้องขอข้าเช่นนี้”
มู่ฉินเบี่ยงใบหน้ามาทางพระรองผู้หล่อเหลาทันที “มีเจ้าค่ะ ทว่าหลักฐานนั้นจะต้องไปเอาที่เมืองหลวง ไม่ทราบว่า... ใต้เท้ามู่กล้าพอที่จะเสี่ยงไปกับข้าหรือไม่” นางกล่าวท้าทายเขาทันที
อีกฝ่ายจึงยกยิ้มบ้าง “ได้ ในเมื่อเจ้ามั่นใจว่ามีหลักฐานแก้ต่างให้รุ่ยอ๋อง เช่นนั้นข้าก็จะสงเคราะห์ช่วยเจ้าก็แล้วกัน”
“ใต้เท้า อย่าไปเชื่อนางนะขอรับ” ฉือฟางรีบท้วง
‘อีตานี่ มือไม่พายยังเอาเท้าราน้ำอีก’ มู่ฉินก่นด่าผู้ติดตามพระรองในใจ ซ้ำนางยังหลับตาค้อนไปอีกหนึ่งที ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปกล่าวเป็นการเป็นงานกับคนบนม้าที่กำลังยกยิ้ม
“ใต้เท้า หลักฐานที่ว่ามันอยู่ที่เมืองหลวงจริง ๆ นะเจ้าคะ รับรองว่าการไปของท่านไม่เสียเปล่าแน่เจ้าค่ะ”
“เหอะ! ไม่เสียเปล่าหรือ เจ้าก็แค่ต้องการจะไปดูหน้าสามีเป็นครั้งสุดท้ายก็เท่านั้น ใต้เท้าอย่าไปเชื่อนางนะขอรับ”
“เอ๊ะ! ท่านนี่” มู่ฉินหันมาถลึงตาใส่ฉือฟางอีกรอบ
“ข้าจะไป เพราะอย่างไรเสีย ข้าก็ตั้งใจจะไปดูการประหารนี้กับตาอยู่แล้ว ข้าอยากเห็นคนชั่วที่ทำให้ทหารมากมายล้มตาย ต้องดับดิ้นสิ้นใจไปต่อหน้าต่อตาข้า” เส้าเชียนเอ่ยเสียงเข้ม
มู่ฉินก็ได้แต่กลืนน้ำลายอึกใหญ่ ‘คนชั่วที่ว่าเขาไม่ได้ทำให้ทหารตายหรอก เป็นเจ้าต่างหากที่ต้องตายเพราะน้ำมือเขา’
