2. ตามน้ำ
มู่ฉินจ้องมองชายตรงหน้าพลางขมวดคิ้วมุ่น ก่อนที่ดวงตาคู่งามจะเริ่มโตขึ้น เมื่อนึกได้ว่าพ่อบ้านคนนี้มีนิสัยเช่นไร
‘อีตานี่ คงไม่ได้คิดจะเอาเราไปทำเมียหรอกนะ บะ... แบบนั้นก็แย่น่ะสิ ตายแน่มู่ฉิน ทำไงดีล่ะเนี่ย’ นางนึกอย่างร้อนใจ
“ฉัน... เอ่อ ข้า... ข้าไม่อยากตายแล้ว พวกท่านออกไปเถิด ข้าจะนอนพัก” นางคิดอันใดไม่ออก จึงรีบเค้นเสียงแหบพร่าขับไล่ชายฉกรรจ์ที่กล้าบุกรุกเข้ามาในห้องตน ท่าทางคนเหล่านี้ไม่มีความยำเกรงตำแหน่งอนุที่นางมีติดตัวเลยสักนิด โดยเฉพาะชายที่หน้าตาดีกว่าใคร ยามนี้เขากำลังเอ่ยในสิ่งที่ไม่ควรเอ่ยอย่างยิ่ง
“ถึงอย่างนั้น บ่าวก็ไม่กล้าทิ้งท่านไว้ผู้เดียวหรอกขอรับ บ่าวเกรงนายหญิงเล็กฉินจะคิดสั้นอีก คืนนี้บ่าวจะอยู่เป็นเพื่อนนะขอรับ” พ่อบ้านวัยสามสิบ ตัวละครหื่นกามที่เห็นหญิงงามไม่ได้ ก้าวสามขุมเข้ามาหาร่างอรชรซึ่งยังคงยืนนิ่งอยู่ที่หน้าโต๊ะแต่งตัว
“ออกไปนะ! ข้าบอกว่าจะพักผ่อนไม่ได้ยินหรือ” มู่ฉินตวาดด้วยเสียงแหบแห้ง พลางถอยร่นมาหยุดที่ขอบหน้าต่าง
ทว่าพ่อบ้านชั่วหาได้หยุดก้าวย่างเดินตรงมาหานางไม่
“โถ ๆ นายหญิงเล็กอย่ากลัวข้าเลย ข้าเอาความสบายมาให้ท่านนะ หากท่านยอมแต่งให้ข้า ทั้งชาติของท่านจะสบายไปชั่วชีวิตแน่ ข้าน่ะ... ชอบท่านตั้งแต่เห็นข้าคราแรกแล้วรู้หรือไม่” กู้เฉิง เอ่ยพลางยื่นมือมาเชยคางมนของหญิงสาวที่ตนพึงใจ
คราแรกมู่ฉินก็หมายจะสะบัดหน้าหนี ทว่าความคิดหนึ่งกลับแวบขึ้นมาก่อน นางจึงยกมือขึ้นมากอบกุมมือใหญ่ไว้
“พ่อบ้านกู้ ไยก่อนหน้านี้ท่านจึงไม่ยอมบอกข้า หากข้ารู้ก่อนข้าคงไม่ขึ้นไปแขวนคอให้ตนเองต้องเจ็บตัวเช่นนี้แน่” มู่ฉินส่งสายตาตัดพ้อใส่ การแสดงของนางสมควรได้รับรางวัลมาก
“นายหญิงเล็ก ท่านเอ่ยเช่นนี้ก็แสดงว่าท่านเต็มใจจะแต่งกับข้ากระนั้นหรือ” กู้เฉิงเผยยิ้มอย่างปลื้มปีติ
“เจ้าลืมไปแล้วหรือข้ายังเป็นอนุของรุ่ยอ๋องนะ จะแต่งกับท่านได้เยี่ยงไร” มู่ฉินยังแสร้งเอ่ยราวกับเสียดายนักหนา
“หึหึ นายหญิงเล็กอย่าได้กังวล หนังสือปลดอนุนั้นข้าได้มันมาแล้ว ขอเพียงท่านยินดีแต่งกับข้า ทุกอย่างย่อมง่ายเหมือนปลอกกล้วย” กู้เฉิงเอ่ยพลางล้วงเอาใบปลดออกมาชูให้ดู
“หา! จริงหรือ หมายความว่าอย่างไรกัน” มู่ฉินยังคงแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง หน้าตาก็แสดงถึงความตื่นตระหนกอย่างเวอร์วัง
“ท่านอ๋องทรงปลดอนุทั้งหมดในจวนก่อนจะทรงถูกจับขังคุกหลวง นายหญิงเล็ก ท่านเป็นอิสระแล้ว” กู้เฉิงไม่เพียงแต่เอ่ย ทว่าเขายังรั้งเอาร่างเล็กของฉินว่านเซียวมากอดด้วย
มู่ฉินก็ได้แต่ยืนนิ่งตัวแข็งทื่อ ใจนางอยากผลักเขาออกห่าง ทว่าหากทำเช่นนั้นแผนการหนีออกจากที่นี่คงไม่เป็นผลแน่
‘ใจเย็นไว้มู่ฉิน แกจะบุ่มบามไม่ได้’ นางเตือนตนเอง ก่อนจะค่อย ๆ แสร้งยกมือขึ้นมาดันอกแกร่งออกอย่างระวังท่าที
“ท่านพี่กู้ ถึงข้าจะได้ใบปลดแล้ว ทว่าท่านก็ควรให้เกียรติข้านะเจ้าคะ ท่านจะมาทำรุ่มร่ามกับข้าเช่นนี้ไม่ได้นะ” มู่ฉินได้โอกาสเบี่ยงตัวหนี ก่อนจะมายืนกำขอบหน้าต่างแน่น “ท่านเห็นข้าง่ายนักหรือ โดนปลดยังไม่ทันไรก็จะมีใหม่แล้ว หากชาวเมืองรู้ว่าเราทำอันใดกัน ข้า... ข้าต้องอับอายผู้คนไปชั่วชีวิตแน่ ฮึก...” มู่ฉินเริ่มส่งเสียงสะอึกสะอื้น ไหล่บางนั้นก็สั่นไหวจนคนมองใจหาย
“โถ ๆ แม่ยอดดวงใจของข้าอย่าร้องนะคนดี เอาเช่นนี้นะ ต่อไปข้าจะไม่รังแกเจ้าอีก ข้าจะรอ รอวันที่เราสองคนได้เข้าหอกัน ถึงยามนั้นข้าค่อยเอาความรักที่ข้ามีมามอบให้เจ้าในคราวเดียว...” กู้เฉิงขยับเข้ามาใกล้จนหลังนางแนบชิดกับอกเขา มือสองข้างก็ตรึงไหล่บางไว้แน่น “เอาไว้เมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะกลืนกินเจ้า เอาจนเจ้าลุกไม่ขึ้นเลยเชียว ดีหรือไม่ว่านเซียว”
มู่ฉินกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนจะทำใจตอบไป
“ท่านพี่กู้ ข้าจะรอวันที่ข้าลุกจากเตียงไม่ขึ้นเจ้าค่ะ” เอ่ยตอบไปแล้วนางก็ทำหน้าแหยระคนขยะขะแหยง แต่พอถูกอีกฝ่ายจับหันกลับมา มู่ฉินก็เผยยิ้มเอียงอายพร้อมกับเบี่ยงหน้าหนี
“ว่านเซียว ข้าจะรอวันนั้น” กู้เฉิงเอ่ยจบก็ตั้งท่าจะจุมพิตหน้าผากนาง ทว่าอนุคนงามกลับหลบเลี่ยงเบี่ยงหน้าออก
“ท่านพี่กู้ เก็บแรงเก็บทุกอย่างไว้ทำในคืนเข้าหอดีกว่านะเจ้าคะ คืนนั้นข้าอยากให้ท่านรักข้าหนัก ๆ เจ้าค่ะ”
กู้เฉิงยืนนิ่งครู่หนึ่งก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
“ฮ่าฮ่า ดี! ดีมาก ว่านเซียว ไม่เสียแรงที่ข้ามาหาเจ้าคืนนี้ ยอดรักของข้า รีบพักผ่อนเถิดนะ วันพรุ่งข้าจะมาหาเจ้าใหม่” กู้เฉิงทำท่าจะยื่นมือมาสัมผัสแก้มขาว แต่สุดท้ายเขาก็ชักกลับ “อดทน ข้าต้องอดทนเก็บความต้องการเอาไว้จัดการเจ้าในคืนเข้าหอ รออีกหน่อยนะยอดรักของข้า หนึ่งเดือนข้างหน้าเจ้าจะได้เป็นฮูหยิน ของข้าแล้ว ฮ่าฮ่า มีความสุขจริงโว๊ย!” กล่าวแล้วร่างสูงของพ่อบ้านชั่วก็เดินนำเหล่าชายฉกรรจ์ทั้งสี่ออกไปจากเรือนหลัง
เมื่อพ้นประตูออกมา คนสนิทของกู้เฉิงก็เอ่ยขึ้น
“นึกไม่ถึงว่านายหญิงเล็กจะยอมง่ายเช่นนี้นะขอรับ”
“นั่นสิ ข้าคิดว่านางจะเย่อหยิ่งไม่รับข้อเสนอเสียอีก”
กู้เฉิงได้ฟังก็ยิ้มหยัน “เป็นไปไม่ได้ที่นางจะไม่ยอมรับ หญิงสาวที่มาจากชนบทเช่นนั้นรักความสบายยิ่งกว่าอะไร”
“อีกอย่างนางก็คงเห็นว่าเป็นเมียพ่อบ้านกู้มันก็ไม่ได้แย่ ท่านพ่อบ้านหรือก็รูปงาม อีกหน่อยก็จะได้เป็นขุนนางแล้วด้วย ได้แต่งเป็นฮูหยินของท่าน มีหรือนางจะไม่ยอมรับ” ผู้ติดตามเสริม
ทว่าร่างสูงของกู้เฉิงกลับหยุดชะงัก “ใครบอกว่าข้าจะแต่งนางเป็นฮูหยินจริง ๆ เล่า ข้าก็แค่หลอกล่อชิมความหวานจากตัวนางก็เท่านั้น สตรีบ้านนอกอย่างฉินว่านเซียวเป็นได้ก็แค่อนุเท่านั้นแหละ ข้าไม่มีทางยกย่องนางเป็นฮูหยินแน่” กู้เฉิงกล่าวเสียงหนักแน่น ก่อนจะเดินนำออกไปพร้อมกับเสียงหัวเราะ
ด้านคนในเรือน...
“ฟู่ววว” เสียงถอนหายใจยาวดังขึ้นทันทีที่ประตูปิดลง จากนั้นมู่ฉินก็รีบมาลงกลอน “รอดตัวไป นึกว่าจะต้องตกเป็นเมียเจ้าคนชั่วนี่ซะแล้ว” มือขาวยกขึ้นมาลูบอกตนเบา ๆ
“เอาไงดี อยู่ต่อหรือไปตายเอาดาบหน้า” นางพึมพำ พลางเดินไปมา สายตาก็กวาดมองไปรอบห้องเพื่อหาของมีค่าที่พอจะขายแลกเป็นเงินได้ ทว่าสิ่งที่พบมีเพียงเตียง โต๊ะ และเก้าอี้ที่ล้มเอียงอยู่กับพื้น ซึ่งนางไม่อาจแบกมันออกไปแลกเป็นเงินได้แน่ ๆ
ดวงตาคู่งามกะพริบถี่ก่อนจะทำหน้าแหย เพราะของมีค่าที่พอจะขายเป็นเงินได้นั้น ไม่มีเหลือเลยสักชิ้น
“เอาไงดี ไม่มีเงินแล้วเราจะใช้ชีวิตยังไง พวกบ่าวไพร่นี่ก็เหลือเกินจริง ๆ ขนไปหมดไม่มีเหลือไว้ให้เลย” นางพึมพำอย่างกลัดกลุ้ม อุตส่าห์ได้ใบปลดมาแต่กลับไม่มีเงินดำรงชีพเสียนี่
นางคิดหาทางออกอยู่นาน กระทั่งความคิดหนึ่งผุดขึ้น
“ไม่สิ ถ้าเราเปิดโปงแผนการของเสนาชั่วได้ ถึงยามนั้นลาภยศเงินทองก็จะลอยมาหาเราไม่ใช่เหรอ มู่ฉิน… แกอย่าลืมสิ แกเกิดใหม่ในนิยายที่อ่านจบแล้วนะ เส้นเรื่องไปทางไหนแกรู้ดีที่สุด ทำไมแกไม่ใช้โอกาสนี้หาเงินหาที่พึ่งพิงไปเลยล่ะ” นึกแล้วหญิงสาวก็เผยยิ้ม ราวกับแผนการณ์ที่วาดไว้สำเร็จแล้ว
แต่เพียงครู่นางก็ขมวดคิ้วมุ่น เนื่องจากตัวร้ายของเรื่องถูกคุมขังอยู่ที่เมืองหลวง ซึ่งเป็นคนละเมืองกับที่นี่ ในนิยายบอกว่าต้องเดินทางกว่าห้าวันจึงจะถึง เงินก็ไม่มี พาหนะก็ไม่มี นางจะไปถึงเมืองหลวงได้อย่างไร ที่สำคัญเมืองหลวงที่ว่ามันอยู่ที่ไหนกัน
