บท
ตั้งค่า

13.คิดถูกแล้ว

รุ่ยอ๋องนั่งฟังอนุของตนกล่าวไปเรื่อยอย่างเอ็นดู จนความทุกข์ที่สุมอยู่ในใจนั้นเบาบางลงไปบ้างแล้ว ทว่ามันก็แค่ชั่วครู่เท่านั้น เมื่อรถม้าเคลื่อนมาถึงหน้าจวน รอยยิ้มเขาก็หายไป

ร่างสูงที่ออกจะผอมโซดูไร้เรี่ยวแรง ก้าวเท้าเดินนำลงมาก่อน ตามด้วยร่างอรชรที่ดูอวบอิ่มของฉินว่านเซียว ที่ลงมาจากรถม้าได้ นางก็ยืนนิ่งมองทางเข้าจวนหลังใหญ่ที่ดูโอ่อ่าอย่างตื่นตา

‘โอ้โห! สมกับเป็นจวนอ๋อง อลังการมาก’ นางนึกในใจก่อนจะสะดุ้งกับเสียงเรียกของรุ่ยอ๋องที่กำลังเดินนำนางเข้าด้านใน

แต่เมื่อเข้ามาได้เขาก็หยุดอยู่ที่ลานหน้าห้องโถงรับแขก

“เจ้าอยู่ที่นี่ ห้ามออกไปที่ใดรู้หรือไม่”

“ไม่ต้องห่วงเพคะ หม่อมฉันกลัวตายไม่ออกไปแน่” มู่ฉินยิ้มร่า ซึ่งมันเป็นยิ้มที่ทำให้อีกฝ่ายยิ้มตามได้ในทันที

จินเหยียนยกยิ้มกับท่าทีเชื่อฟังของนาง แล้วจึงหันมาออกคำสั่งเสียงเข้มกับคนสนิทที่ฝีมือดี “หลิงเจา หลิงเฉิน เจ้าสองคนอยู่อารักขานางที่นี่ จำไว้ว่าอย่าอยู่ห่างนางเป็นอันขาด”

“พ่ะย่ะค่ะ” สองสหายรับคำอย่างพร้อมเพรียง

แต่ก่อนจะแยกไปรุ่ยอ๋องยังมิวายหันมากำชับอนุตัวน้อยที่กำลังตาโตกับความโอ่อ่าของจวน “คนชั่วยังกวาดล้างไม่หมด เจ้าต้องพำนักอยู่แต่ในจวนเท่านั้นเข้าใจหรือไม่” สุรเสียงนั้นเข้มดุนัก

“รู้แล้วเพคะ พระองค์ไปเถิด” มู่ฉินรับคำอย่างขอไปที

ทว่ารุ่ยอ๋องผู้ไม่เคยยอมใคร กลับไม่ได้กล่าวตำหนิแม้เพียงนิด มิหนำซ้ำเขายังยกยิ้มให้ท่าทางดื้อรั้นของนางก่อนจะหันไปหาพระเชษฐา “เสด็จพี่ ข้าขอยืมม้าและคนของท่านได้หรือไม่”

“ได้อยู่แล้ว ทว่าเจ้าต้องระวังตัวให้มากนะ”

“เสด็จพี่อย่าได้กังวล หากไม่ได้ศีรษะของจ้าวเสี้ยนเหมินมาแขวนไว้ที่หน้าประตูเมือง ข้าไม่ยอมตายเป็นอันขาด”

“อืม อย่างไรเจ้าก็อย่าประมาทเชียว” เจิ้นอ๋องยังกำชับ

และการพูดคุยที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของทั้งคู่ มันก็อยู่ในสายตาของคนที่เคยอ่านนิยายมาทุกอิริยาบถ ซึ่งมันแตกต่างจากเนื้อหาที่เคยอ่านมามาก ในนิยายไม่เคยเอ่ยถึงความสัมพันธ์ของพวกเขาเลย เปิดมาตัวร้ายก็แค้นเจิ้นอ๋องแล้ว กว่าจะรู้ว่าทุกอย่างเป็นแผนการณ์ของเสนาบดีจ้าวก็เกือบจบเรื่อง แต่พอเส้นเรื่องเปลี่ยน ความสัมพันธ์ของพี่น้องกลับกระจ่างชัด และเป็นไปในทางที่ดี นับว่าไม่เสียแรงที่นางอุตส่าห์ยื่นมือเข้ามาช่วยจริง ๆ

“ข้าจะกลับไปเปลี่ยนชุด เจ้าก็กลับเข้าเรือนไปอาบน้ำพักผ่อนเถิด อย่าลืม! ห้ามออกไปไหนเป็นอันขาด”

“หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ” มู่ฉินรับคำอย่างหนักแน่น นางรู้ว่าเขาเป็นห่วงเกรงผู้มีพระคุณจะเป็นอันตราย ฉะนั้นนางจะไม่ทำให้เขากังวลเด็ดขาด ประเดี๋ยวจะไม่ได้เงินรางวัลอย่างที่ต้องการ

ออกคำสั่งแล้วเสร็จ รุ่ยอ๋องก็เดินตรงดิ่งไปยังเรือนพำนับของตน รวมถึงคนของเขาที่จะต้องติดตามไปล่าคนชั่ว ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปผัดเปลี่ยนอาภรณ์ ไม่ถึงครึ่งถ้วยชาก็พากันออกมา

รุ่ยอ๋องใส่ฉลองพระองค์ด้วยชุดลำลองสีดำสนิทขลิบดิ้นทอง เขาดูทรงอำนาจ แต่ก็คล้าย ๆ โจรป่า เพราะหนวดเครายังรุงรัง เกศาหรือก็ยังไม่เป็นทรงไม่ผิดไปจากสภาพเดิมเลยสักนิด

“เร็วจังเลยแฮะ” มู่ฉินพึมพำ นางยังไม่ได้ก้าวไปไหนเลย ตัวร้ายที่เข้าไปเปลี่ยนชุดก็กลับออกมาเสียแล้ว

“เสด็จพี่ ข้าฝากทางนี้ด้วย” รุ่ยอ๋องตรัสโดยไม่รอฟังคำตอบ ซ้ำเขายังไม่แม้แต่จะหันมามองผู้ที่ยืนอยู่ข้างพระเชษฐาด้วยซ้ำ

“รีบร้อนจัง” มู่ฉินพึมพำ

“จินเหยียนเป็นคนจริงจัง หากตั้งใจทำสิ่งใดแล้วเขาจะมุ่งมั่นกับสิ่งนั้นเพียงอย่างเดียว หากไม่สำเร็จอนุชาข้าไม่มีทางรามือแน่” เจิ้นอ๋องตรัส ทั้งที่สายตายังมองตามร่างอนุชา

มู่ฉินก็มองตามแผ่นหลังกว้างที่มีท่วงท่าองอาจนั้นเช่นกัน เพียงครู่เดียวเขาก็ดีดตัวขึ้นม้าด้วยท่าทางคล่องแคล่ว สมกับเป็นชายชาตินักรบ ที่มีความเชี่ยวชาญในการศึก

“เจ้าก็ไปอาบน้ำพักผ่อนเถิด ขาดเหลือสิ่งใดให้คนมาแจ้งข้าได้เลย อย่าได้เกรงใจเป็นอันขาด” เจิ้นอ๋องเอ่ยเสียงอ่อน

“ขอบพระทัยเพคะ ยามนี้หม่อมฉันต้องการเสื้อผ้าและอาหารมากที่สุด รบกวนท่านอ๋องจัดการให้หม่อมฉันด้วยนะเพคะ”

“ได้ข้าจะสั่งให้คนเตรียมให้เจ้า ข้ายังมีธุระอีก เจ้าไปพักผ่อนเถิด” สิ้นคำ พระเอกของเรื่องก็หมุนตัวเดินจากไป

มู่ฉินก็ได้แต่ย่อกายพลางมองตามท่าทางสง่าของอีกฝ่ายอย่างชื่นชม ‘พระเอกของเรื่องนี่ ทั้งหล่อทั้งนิสัยดีสมบทบาทดีจัง’

“นายหญิงสี่เชิญขอรับ” หลิงเจาเอ่ยขึ้นทันทีที่เจิ้นอ๋องเดินพ้นประตูจวน จากนั้นเขาก็เดินนำผู้มีพระคุณตรงไปยังเรือนพัก ซึ่งเป็นเรือนที่อยู่ติดกับเรือนใหญ่ของผู้เป็นนาย

มู่ฉินเดินตามพร้อมกับครุ่นคิดเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องที่ตัวร้ายทำทีเหมือนจะไม่ยอมปลดนางในคราแรก จะว่าเขาหลงในความงามก็ไม่น่าใช่ เพราะตัวนางในยามนี้มอมแมมนัก มีทั้งไข่เน่าและเศษอาหารสารพัดสิ่งสกปรก ไม่มีตรงไหนน่าอภิรมย์เลย

แต่ถ้าจะย้อนกลับไปตอนอยู่ที่จวน ก็ยิ่งแล้วใหญ่

เนื้อหาของนิยายที่ถูกกล่าวถึงนั้น ฉินว่านเซียวถูกรับเข้าจวนรุ่ยอ๋องทันทีที่จบสิ้นงานศพของบิดาผู้เป็นนายกอง ซึ่งตายจากไปเพราะรับดาบแทนรุ่ยอ๋อง และก่อนสิ้นใจก็ได้มีคำสั่งเสียฝากฝังบุตรสาวไว้กับผู้เป็นนาย และรุ่ยอ๋องก็รับคำเป็นมั่นเหมาะว่าจะดูแลนางอย่างดี ซึ่งเขาตั้งใจว่าหลังจากที่นางอายุครบสิบแปด เขาจะหาคู่ครองที่ดีให้นาง จะไม่ให้ฉินว่านเซียวต้องน้อยหน้าใคร ซึ่งในตอนนั้น ฉินว่านเซียวมีอายุเพียงแค่สิบสี่ปีเท่านั้นเอง

ในเนื้อหาจึงกล่าวว่า เขาสั่งห้ามไม่ให้นางมาที่เรือนหน้า ให้อยู่แต่ในเรือนหลังห้ามออกมาเดินเพ่นพ่านภายในจวนใหญ่

ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา เขาจึงไม่เคยพบหน้าอนุสี่ผู้นี้เลย

เรียกได้ว่าฉินว่านเซียวคืออนุที่ถูกลืมก็ยังได้

‘เฮ้อ! ตัวร้ายของเรื่องจะจัดการง่ายไหมนะ แล้วทำไมมันไม่เป็นอย่างที่คิดกันล่ะ’ หญิงสาวได้แต่นึกในใจอย่างอ่อนแรง

“นายหญิงเล็ก นี่คือเรือนพักของท่านขอรับ” หลิงเจาผายมือให้ พลางมองสตรีตรงหน้าด้วยแววตาที่ซาบซึ้งสุดใจ

‘โห! ใหญ่ขนาดนี้เชียว’ มู่ฉินตาโตเท่าไข่ห่าน

เพราะเบื้องหน้าคือเรือนพักแฝดขนาดใหญ่สองหลังที่ตั้งตระหง่านอย่างสง่างาม ตัวเรือนสร้างขึ้นจากไม้เนื้อหอมราคาแพง ลวดลายบนบานหน้าต่างและเสาเรือนถูกแกะสลักอย่างวิจิตร

หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีส้มอิฐสะท้อนแสงแดดเป็นประกาย บ่งบอกถึงฐานะและบารมีของผู้เป็นเจ้าของได้ดีนัก

ที่ดูงดงามมากกว่านั้นคือ ตัวเรือนยังมีระเบียงทางเดินทอดยาวเชื่อมประสานเรือนฝั่งซ้ายและฝั่งขวาเข้าด้วยกัน

ตัวระเบียงยกสูงขึ้นจากระดับพื้นดิน ทอดขนานไปกับสระบัวขนาดใหญ่ที่ส่งกลิ่นหอมอบอวล เสาระเบียงทุกต้นลงรักปิดทองเป็นลวดลายเมฆมงคล ข้างทางเดินมีราวกันตกแกะสลักฉลุลายโปร่ง ทำให้ลมสารทฤดูสามารถพัดผ่านเข้ามาได้อย่างง่ายดาย

มู่ฉินมองสะพานไม้ที่เป็นดั่งพันธนาการเชื่อมโยงสองเรือนไว้ด้วยกันอย่างตื่นตะลึง มันทั้งทรงพลัง ทั้งโอ่อ่าและภูมิฐาน

‘สมกับเป็นจวนอ๋องจริง ๆ’ นางชื่นชมพร้อมกับยิ้มร่า แต่เมื่อนึกอะไรได้รอยยิ้มนั้นก็หายไป นางหันกลับมาหาองครักษ์หนุ่มทันที “ใต้เท้า ท่านอ๋องให้ข้าพักที่นี่จริง ๆ หรือ นี่มันเรือนหน้าที่เอาไว้รับแขกสูงศักดิ์ไม่ใช่หรือ” นางจ้องหน้าหลิงเจาเขม็ง

“ท่านอ๋องรับสั่งให้นายหญิงสี่พักที่นี่จริง ๆ ขอรับ ท่านพักผ่อนให้สบายใจเถิด อย่าได้กังวลกับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้เลย” หลิงเจาเอ่ยอย่างเอ็นดู ก่อนจะหันไปกล่าวกับสาวใช้ที่พากันยืนปรายตามองสตรีที่เนื้อตัวมอมแมมอย่างฉงน “พวกเจ้า ดูแลนายหญิงสี่ให้ดี อย่าได้ขาดตกบกพร่องอันใดเป็นอันขาด”

“เจ้าค่ะ!” สาวใช้ทั้งหกนางรับคำอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ สองคนไปเตรียมอาหาร อีกสามคนไปเตรียมน้ำอาบ ส่วนอีกคนนั้นยืนรอรับใช้อยู่ไม่ไกล

ซึ่งสาวใช้เหล่านี้ถูกส่งตัวมาดูแลรุ่ยอ๋อง เนื่องจากคนเก่าแก่ของที่นี่ บ้างก็ถูกคุมขัง บ้างก็ถูกเนรเทศไปชายแดน หรือไปเป็นนางบำเรอให้เหล่าทหารตามค่ายต่าง ๆ แต่คาดว่าอีกไม่นานบ่าวไพร่นับร้อยชีวิตเหล่านั้น คงได้กลับคืนสู่อิสระดังเดิม

มู่ฉินที่ยืนฟังอยู่ได้แต่นึกขอบคุณตัวร้ายในใจ

‘นึกไม่ถึงว่าลู่จินเหยียนจะใส่ใจแม้กระทั่งที่พัก หากเป็นคนอื่นเขาคงให้ไปอยู่เรือนรอง เพราะอย่างไรเสียเราก็เป็นแค่อนุ ทว่าสมัยนี้ยึดเอาเรื่องบุญคุณเป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ นั่นแหละ มู่ฉินเอ๊ย! แกคิดถูกแล้วที่ยื่นมือมาช่วยเขา ได้ทั้งเงินได้ทั้งเกราะคุ้มภัย หึหึ เรานี่ฉลาดจริง ๆ’ นางคิดพลางส่งเสียงหัวเราะคิกคักออกมาอย่างลืมตัว นำพาให้สาวใช้ที่อยู่รอรับใช้ถึงกับชะงัก แต่จะให้ถามนางก็ไม่กล้า เพราะไม่รู้ว่านายคนใหม่มีนิสัยเช่นไร

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel