บท
ตั้งค่า

12. เห็นแก่ตัว

มู่ฉินไม่ได้ตื่นตกใจที่ถูกอีกฝ่ายจ้องจับผิด เพราะนางเตรียมคำตอบไว้ในใจอยู่แล้ว “แหม... ก็หม่อมฉันไม่มีที่ไปนี่เพคะ อยู่ที่จวนท่านอ๋องอย่างน้อยก็ยังมีที่อยู่ที่กิน มีที่ซุกหัวนอน ไม่ต้องลำบากไปเดินเตร่อยู่ข้างนอก อีกทั้งคนชั่วนั่นก็ยังลอยนวล ตราบที่เสนาบดีจ้าวและคนของเขายังไม่ถูกจับ หม่อมฉันก็ไม่อาจวางใจอยู่ข้างนอกได้หรอกเพคะ หากวันหน้าเขาสืบจนรู้ว่าหม่อมฉันคือผู้ที่เปิดโปงแผนการทั้งหมด เขาย่อมต้องส่งคนมาเอาชีวิตหม่อมฉันก่อนใครแน่ ฉะนั้น... ที่ที่ปลอดภัยที่สุดย่อมต้องเป็นจวนของท่านอ๋อง ท่านอ๋องทรงเมตตาชักชวนเช่นนี้ไฉนเลยหม่อมฉันจะไม่ยินดี” นางเอ่ยตอบอย่างร่าเริง นำพาให้อีกฝ่ายเผลอยิ้มตามท่าทางสดใสนี้ไปด้วย ทว่าไม่ทันไรรอยยิ้มนั้นก็หายไปและตามมาด้วยคำถาม

“แล้วเหตุใดเจ้าถึงไม่อยู่ใช้ชีวิตสุขสบายในจวนข้าไปเสีย ในเมื่อต้องการแค่ที่ซุกหัวนอน ไยเจ้ายังกล่าวถึงเรื่องปลด” รุ่ยอ๋องถามในสิ่งที่ตนสงสัย เพราะการกระทำและคำพูดของคนตรงหน้ามันสวนทางกันมาก ปากบอกเช่นนี้ แต่กลับทำเช่นนั้น

มู่ฉินที่ยิ้มร่าอยู่ถึงกับนิ่งไป ดวงตาที่เปล่งประกายก็เริ่มหม่นแสงลง ทั้งยังไม่กล้าสบตากับผู้ที่อยู่ตรงหน้าตน

“เรื่องที่เจ้าหมายใช้จวนข้าเป็นที่กำบังยังกล้าพูด เงินรางวัลก็ยังกล้าขอ ทว่ามายามนี้เจ้ากลับเงียบไม่กล้าเอ่ย หรือว่าเรื่องที่เจ้าปิดบังไว้ใหญ่กว่าเรื่องที่เคยพูดมา” สุรเสียงของรุ่ยอ๋องเข้มขึ้น “พูดมา! ไยเจ้าจึงอยากให้ข้าปลดจากการเป็นอนุ เป็นอนุข้าไม่ดีตรงไหน” รุ่ยอ๋องแสร้งตรัสเสียงดัง เพื่อข่มให้นางตื่นกลัว

มู่ฉินเงยหน้ามองเขาอย่างชั่งใจ “พระองค์อยากรู้หรือเพคะ”

“พูดมา” จินเหยียนยังคงใช้เสียงเข้ม

มู่ฉินจ้องหน้าเขานิ่ง ก่อนจะเอ่ยในสิ่งที่นางรวมถึงสตรีอีกมากมายไม่อยากพบพาน “หม่อมฉันไม่อยากเป็นอนุผู้ใดเพคะ หม่อมฉันเป็นคนเห็นแก่ตัว บุรุษที่เป็นของหม่อมฉัน หม่อมฉันต้องได้ครอบครองเพียงคนเดียวเท่านั้น” ประโยคเด็ดขาดที่นางเอื้อนเอ่ยออกมา นำพาให้ผู้ที่ตั้งใจฟังถึงกับชะงักงันในทันที

“หม่อมฉันรู้ดีว่าสตรีเมื่อถูกปลดภายหน้าก็จะแต่งงานลำบาก หาคนที่รักจริงใจได้ยาก ครั้นจะให้เป็นอนุต่อไป หม่อมฉันก็ไม่ยินดีเพคะ ฉะนั้นการออกจากจวนท่านอ๋องพร้อมเงินทอง ย่อมต้องเป็นหนทางที่ดีที่สุดของหม่อมฉัน เพียงแต่...” มู่ฉินมีท่าทางอึกอัก เพราะเกรงความจริงจะทำให้อีกฝ่ายเคืองขุ่น

“เพียงแต่… เจ้าไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นอย่างไร อีกทั้งกลัวจะถูกคนของเสนาจ้าวตามมาเอาชีวิต จึงคิดจะใช้เวลาหนึ่งเดือนที่ข้าเสนอให้ เอามาเป็นโอกาสหาลู่ทางให้ตนเองใช่หรือไม่” รุ่ยอ๋องเอ่ยดักทางนางอย่างรู้ทัน มู่ฉินจึงเป็นฝ่ายนิ่งงันไปบ้าง

เขายกยิ้มก่อนจะเอ่ยขึ้นอีก ซึ่งคำพูดนี้มันแฝงการสอนสั่งไปในตัว “เรื่องอื่นข้าพอเข้าใจ ทว่าเจ้าหมายจะเป็นภรรยาเดียวของบุรุษผู้หนึ่ง เจ้าไม่คิดว่าตนฝันสูงเกินไปกระนั้นหรือ สตรีที่เคยถูกปลด ไหนเลยจะมีบุรุษอยากแต่งเข้าเรือนเป็นภรรยาเอก ซ้ำร้ายหากไม่มีใครเอา เจ้าจะต้องถูกรังแกไม่มีที่สิ้นสุดรู้หรือไม่”

“แต่ก่อนหน้าท่านอ๋องเคยรับปากกับท่านพ่อของหม่อมฉันเอาไว้มิใช่หรือเพคะ พระองค์ตรัสว่าจะหาคู่ครองที่ดีให้หม่อมฉัน เช่นนั้นเมื่อถึงเวลา ท่านอ๋องก็หาบุรุษดีดี ที่ยอมรับสถานะอนุที่เคยถูกปลดอย่างหม่อมฉันมาแต่งงานด้วยก็สิ้นเรื่อง” มู่ฉินเอ่ยแนะเขาเสียงใส จินเหยียนที่มองอยู่ก็ได้แต่ยกยิ้มด้วยความเอ็นดู

“เอาเถิด ข้าจะให้ตามที่เจ้าขอ ถือเสียว่านี่เป็นค่าตอบแทนที่เจ้าช่วยล้างมลทินให้ข้ากับคนของข้าจนพ้นเคราะห์ใหญ่มาได้ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ข้าย่อมมอบให้เจ้าได้อยู่แล้ว”

“จริงหรือเพคะ ขอบพระทัยเพคะ ท่านอ๋องนี่เปรียบเสมือนเทพบุตรที่ลงมาจุติในโลกมนุษย์เลย ใจดีมีเมตตา น่านับถือยิ่งนัก”

จินเหยียนส่ายศีรษะกับท่าทางขี้ประจบของนาง ก่อนจะเอ่ยพลางยกแขนขึ้นมาดม “เทพบุตรบ้านเจ้าหรือตัวเหม็นเช่นนี้ นี่ต้องแช่น้ำนานแค่ไหนกันนะ กลิ่นเหล่านี้มันจึงจะหายไป”

“ฮ่าฮ่า ดูท่าต้องแช่ทั้งวันแน่เลยเพคะ” มู่ฉินกล่าวกระเซ้า

“เจ้าก็ไม่ต่างกันหรอกว่านเซียว ดูสิ ไข่เน่าเต็มศีรษะเลย” จินเหยียนเอ่ยพลางยกมือขึ้นมาเขี่ยคราบไข่บนผมนางออก

“พระองค์ก็มีเหมือนกันเพคะ ฮ่าฮ่า” มู่ฉินว่าพลางยกมือขึ้นดึงเศษเปลือกไข่ออกจากศีรษะอีกฝ่าย ตามด้วยเสียงหัวเราะชอบใจที่ดูมีความสุขมาก ต่างจากเส้นทางที่รถม้ากำลังเคลื่อนไปนัก

ซึ่งก่อนหน้านั้นมีแต่เสียงก่นด่า แต่มายามนี้กลับเงียบกริบราวกับถนนสายหลักนี้ไม่มีผู้ใดอยู่เลย ทว่าความจริงแล้ว… ตลอดเส้นทาง กลับมีคนนับพันกำลังยอบกายคุกเข่าต่อกันไปเรื่อย

ทันทีที่พวกเขาเห็นรถม้าที่รุ่ยอ๋องประทับเคลื่อนผ่าน เสียงที่เคยดังเซ็งแซ่เมื่อคราวก่อน กลับไม่มีเล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน

“ก่อนนี้สาปแช่งเราให้ตาย พวกเจ้าต่างหากที่สมควรตาย” หลิงเจาก่นว่าชาวเมืองที่หมอบไปกับพื้นเสียงดุดันอย่างคนแค้นใจ

“เอาน่า ชาวเมืองไม่ได้ผิดอันใด เขาก็แค่ฟังข่าวมาผิด ๆ อย่าลืมสิว่าหลักฐานที่ใส่ร้ายเรามันชี้ชัดเพียงใด คนไม่รู้ย่อมไม่ผิดเจ้าอย่าลืมวลีข้อนี้เชียว” ลั่วเจาเอ่ยเตือนสหาย

“แต่มันน่าเจ็บใจนี่ เจ้าดูสิบนศีรษะข้ายังมีคราบไข่เน่าอยู่เลย ไม่รู้ล้างกี่ทีจึงจะหายเหม็น” หลิงเจายังคงพร่ำตำหนิผู้คนที่หมอบอยู่สองข้างทางอย่างหงุดหงิด ไม่ต่างจากสหายอีกหลายคน ซึ่งส่วนมากยังฝังใจเคียดแค้นกับการกระทำของชาวเมืองอยู่

“ใต้เท้า พวกเราขอโทษ” เสียงสั่นเครือดังขึ้น และมันก็มีให้ได้ยินอยู่เรื่อย ๆ ราวกับเสียงสรรเสริญเยินยอยามชนะศึก

ทว่าครานี้มันมิใช่อย่างที่เคยเป็นเลยสักนิด

“ท่านอ๋อง! พวกเราขอพระราชทานอภัยเพคะ / พ่ะย่ะค่ะ” เสียงของชาวเมืองนับพันเริ่มดังขึ้นมาเป็นระยะ สอดประสานกันจนกระทั่งรถม้านั้นเคลื่อนออกไปพ้นถนนสายหลัก

รุ่ยอ๋องที่นั่งอยู่ในรถม้ายังคงประทับนิ่ง เสียงหัวเราะขบขันที่เคยมี บัดนี้เงียบหายไปตั้งแต่ได้ยินคำกล่าวของชาวเมืองแล้ว

มู่ฉินที่มองอยู่จึงได้แต่นิ่งเงียบ นางไม่รู้ว่าในยามนี้ใจเขาคิดอันใด หากเอ่ยออกไปแล้วตัวร้ายไม่ถูกใจ มันอาจไปกระตุ้นโทสะของอีกฝ่ายเอาก็ได้ ฉะนั้นนางควรอยู่เฉย ๆ ดีกว่า

ทว่าจู่ ๆ ผู้ที่เงียบไปนานก็เอ่ยขึ้น

“ตอนที่ข้าถูกนำตัวออกมาจากคุกใต้ดิน ข้ารู้สึกเคียดแค้นผู้คนเหล่านี้นัก แต่หลังจากที่ข้ารู้ว่าผู้ใดเป็นคนบงการเรื่องทั้งหมด ความแค้นที่ข้าเคยมีกลับมลายหายไปสิ้น ข้าที่เป็นถึงอ๋องยัง…”

จินเหยียนเงียบเสียงลง แววตาที่เผยออกมานั้นเศร้าหม่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน “ข้าที่เป็นถึงอ๋อง เป็นนักรบที่คลุกคลีอยู่กับขุนนางมากเล่ห์มานับสิบปี ยังโง่เขลาเบาปัญญาไว้ใจคนผิดได้ มีหรือชาวบ้านที่ใช้ชีวิตหาเช้ากินค่ำไปวัน ๆ จะทันเล่ห์เหลี่ยมของผู้มากอำนาจ หึหึ… แม้แต่ตัวข้ายังเชื่อว่าเสด็จพี่เป็นผู้บงการ”

จินเหยียนเอ่ยหยันตนเอง เขากำลังนึกถึงโทสะที่ตนเคยมีต่อพระเชษฐา แม้อีกฝ่ายจะพร่ำบอกว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทว่าเขากลับไม่เคยปักใจเชื่อ แต่พอเป็นพ่อตาเอ่ยกลับเชื่อทุกถ้อยคำ

ท้ายที่สุดคนที่เขาไว้ใจก็กลายเป็นผู้ที่หักหลัง คนที่คิดว่าเป็นศัตรูกลับเป็นผู้ที่ทำให้เขาได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เรื่องน่าละอายนี้ ทำเอาเขารูสึกหมดศรัทธาในตัวเองไปเลย

ผู้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ยังคงจ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเคราและคราบแห้งกรังของความสกปรก ลู่จินเหยียนผู้นี้ ช่างเป็นตัวร้ายที่น่าสงสารนัก นี่ถ้านางไม่ช่วยดึงสติเขา คนดีดีคนหนึ่งคงต้องกลายเป็นคนชั่วใจบาป ตามที่คนเขียนแต่งขึ้นแน่

“ท่านอ๋อง ขนาดเทพหรือยมทูตใต้พิภพยังเคยทำผิดพลาดนะเพคะ พระองค์เป็นมนุษย์ไฉนเลยจะหลีกเลี่ยงได้ อย่าใส่พระทัยให้มากเลยนะเพคะ ประเดี๋ยวจะปวดพระเศียรเปล่า ๆ” มู่ฉินยังมิวายพาดพิงผู้ที่ส่งตนมาเกิดใหม่ในโลกใบนี้

จินเหยียนเงยหน้าขึ้นมองอนุตนพลางยกยิ้มมุมปาก เพราะนึกขันคำพูดนาง “เจ้าเอ่ยอย่างกับตนเองเคยไปแดนสวรรค์หรือยมโลกมาแล้วอย่างนั้นแหละ พูดไปเรื่อย” สิ้นคำเขาก็เอนหลังพิงผนัง แววตานั้นยังคงปรายมองอนุตัวน้อยที่กำลังอ้าปากกล่าวต่อ

ซึ่งคำพูดของนางทำให้เขาผ่อนคลายได้ดียิ่ง ปากน้อย ๆ นั้นก็ยังคงเอ่ยไปเรื่อย กล่าวอ้างสารพัดเหตุผลจนผู้ที่ฟังอยู่ยิ้มตาม

‘พูดเก่งเสียจริง’ จินเหยียนคิดในใจ พร้อมกับเผยยิ้มเอ็นดูท่าทางสดใสของสตรีที่เขามองข้ามไปหลายปี

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel