11. ข้อตกลง
แม้จะถูกพระเอกของเรื่องยืนจ้องมองในระยะใกล้ ทว่ามู่ฉินกลับไม่ได้แยแสสายตาของเขา ยามนี้นางกำลังเงยหน้ามองผู้ที่กล่าวว่าตนเป็นอนุ พลางกระซิบบอกสิ่งที่เขาอาจจะลืมไปแล้ว
“ท่านอ๋อง พระองค์ทรงปลดหม่อมฉันแล้วนะเพคะ”
จินเหยียนก้มลงมองหน้านาง พลางเอ่ยตอบเสียงเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความกดดัน “เรื่องนี้ค่อยกลับไปคุยกันที่จวน”
มู่ฉินเงยขึ้นมองใบหน้าเรียบเฉยของคนที่กล่าวอย่างหวาดหวั่น ‘อะไรของเขา ปลดแล้วก็ปลดสิ จะต้องคุยอะไรอีก’
นางขมวดคิ้วมุ่นมองผู้ที่ยืนอยู่ข้างกายตนอย่างไม่พอใจ ท่าทางเขาเหมือนไม่ยอมรับเรื่องปลด ซึ่งการกระทำเขานั้นทำนางใจเสียขึ้นมาแล้ว ‘นี่เขาจะมาไม้ไหนกันนะ ไม่ได้ยังไงก็ต้องพูดให้เขารู้ว่าเราไม่ได้อยากกลับไปอยู่ในฐานะอนุนั่นอีกแล้ว’ นางนึกในใจพลางจ้องหน้าผู้ที่ตนเพิ่งช่วยให้หลุดพ้นจากโทษตาย
“ท่านอ๋อง พระองค์ทรงปลดหม่อมฉันแล้วนะเพคะ เป็นอ๋อง ห้ามตระบัดสัตย์ไม่รู้หรือ” นางเริ่มใช้กฎเกณฑ์มาบีบเขา
จินเหยียนก้มลงจ้องหน้าผู้ที่สูงเพียงไหล่ตน มุมปากเขายกขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่เสียงทุ้มทรงอำนาจจะเปล่งออกมา
“เป็นเจ้าที่พาตนเองกลับมาหาข้านะฉินว่านเซียว คิดว่าข้าจะยอมปล่อยเจ้าไปง่าย ๆ หรือ กลับไปรอที่จวน ไว้ให้ข้าจัดการเรื่องทั้งหมดแล้วเสร็จ เราค่อยมาคุยเรื่องนี้กัน” สุรเสียงที่ตรัสออกมานั้นเข้มดุ จนมู่ฉินต้องลอบกลืนน้ำลาย
“เจ้าควรฟังคำของอนุชาข้า กลับไปรอเขาที่จวน เรื่องปลดเอาไว้ค่อยหารือกันในภายหลังน่าจะดีกว่า” เจิ้นอ๋องแนะ สายพระเนตรนั้นยังคงจับจ้องใบหน้ามอมแมมของมู่ฉิน ที่เปื้อนไปด้วยคราบไข่เน่าจนดูน่าขยะแขยง ซึ่งเขาไม่รู้หรอกว่านางไปโดนของเหล่านี้ได้เยี่ยงไร ไหนจะคราบเปื้อนดำเขรอะนั่นอีก
“รถม้าพร้อมแล้ว เจ้ากลับไปอาบน้ำเปลี่ยนอาภรณ์ก่อนเถิด ฝ่าบาทยังรอให้เจ้าเข้าเฝ้าอยู่” เจิ้นอ๋องเอ่ยแนะ
ทว่าจินเหยียนกลับโต้แย้ง “ข้าจะกลับไปเปลี่ยนชุดแล้วจะออกตามล่าตัวจ้าวเสี้ยนเหมิน รบกวนเสด็จพี่กลับไปแจ้งข่าวฝ่าบาทให้ด้วย หากข้าไม่ได้เอาศีรษะคนผู้นั้นมาแขวนไว้ที่ประตูเมือง ข้าจะไม่ยอมทำอย่างอื่นเป็นอันขาด” สุรเสียงที่ดังก้องไปทั่วนั้น ทำเอาเหล่าชาวเมืองที่มารอดูการประหารถึงกับตัวสั่นงันงก รีบหมอบกราบไปกับพื้นอย่างรู้สึกผิดระคนหวาดหวั่น
แม้แต่มู่ฉินที่มีความดีความชอบยังนึกขยาดไปด้วย
‘ขนาดยังไม่ร้ายเต็มที่ยังเหี้ยมขนาดนี้ สมกับเป็นตัวร้ายจริง ๆ นี่ถ้าเราไม่เปลี่ยนเส้นเรื่อง คนดีอีกมากมายคงต้องตายเพราะเขาเป็นแน่ น่ากลัวจัง เอ๋... แล้วแบบนี้ถ้าเราขัดใจเขา เขาจะสั่งตัดหัวเสียบประจานเหมือนที่ทำกับพ่อตาไหมนะ อึ๋ย... แค่คิดก็สยอง’ มู่ฉินยกมือขึ้นลูบแขนตนไปมา ก่อนจะสะดุ้งกับสัมผัสเหนียวเหนอะจากมือของเขา ที่จับตรงข้อมือนาง
“กลับจวน” จินเหยียนเอ่ยบอกพลางรั้งนางให้เดินตาม
“หม่อมฉันเดินเองได้เพคะ”
“อย่าดื้อ หรือจะให้อุ้ม” คนตัวโตเอ่ยโดยไม่หันมามอง
มู่ฉินก็ได้แต่เดินตามแรงจูงของอีกฝ่าย ตราบใดที่ยังไม่ได้เงินตั้งตัว นางคงต้องอดทนยอมให้เขาบงการไปสักพัก
พอถึงรถม้าเขาก็ให้นางขึ้นไปก่อน ซึ่งธรรมเนียนปฏิบัติอนุจะไม่นั่งรถม้าคันเดียวกับสามี ยิ่งเป็นอนุของคนในราชวงศ์ยิ่งไม่มีสิทธิ์ ทว่ามู่ฉินกลับถูกรุ่ยอ๋องบังคับให้ขึ้นก่อน อีกทั้งเขายังดูแลนางอย่างดีอีกด้วย ผู้คนจึงหันมามองทั้งสองเป็นตาเดียว
ส่วนมู่ฉินนางไม่ค่อยรู้ธรรมเนียมปฎิบัติเหล่านี้นัก เรื่องราวขนบธรรมเนียมสมัยโบราณ มันไกลห่างจากหลักสูตรการเรียนของนางมาก นิยายที่อ่านก็เน้นการแย่งชิง แก้แค้นเสียส่วนใหญ่
จึงไม่แปลกที่นางจะไม่รู้ว่า ในยามนี้ตนกำลังทำเรื่ิองที่ผิดจารีตเข้าให้แล้ว อีกทั้งรุ่ยอ๋องก็เป็นคนสั่ง นางทำตามก็ถือว่าไม่ผิด ใครอยากต่อว่าก็ให้ต่อว่าคนออกคำสั่งไปก็แล้วกัน
“ดูเหมือนเจ้าจะไม่พอใจที่ข้าปฎิเสธเรื่องปลด ในเมื่อเจ้าอยากไปจากข้า แล้วเหตุใดเจ้าถึงย้อนกลับมาช่วยข้าอีก” เมื่อยอบกายนั่งลง รุ่ยอ๋องก็รับสั่งถามอนุของตนที่นั่งหน้าบูดบึ้งทันที
มู่ฉินตาโตเล็กน้อย นางนึกไม่ถึงว่าผู้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามจะตั้งคำถามนี้ขึ้นมา ‘ดูเหมือนโอกาสจะลอยมาแล้ว งั้นก็พูดไปเลยล่ะกัน’ นางสูดลมหายใจเข้าลึก นับหนึ่งถึงสามแล้วจึงเอ่ยบอกความต้องการของตน “ที่หม่อมฉันกลับมาช่วยพระองค์ ก็เพื่อจะขอเงินรางวัลหลังจากพระองค์รอดเพคะ มิได้มีเจตนาหรือความต้องการอย่างอื่น” มู่ฉินเอ่ยเสียงหนักแน่นมั่นคง จนรุ่ยอ๋องต้องขมวดคิ้ว
“แล้วเหตุใดเจ้าถึงอยากได้เงินรางวัล อยู่กับข้าเงินทองย่อมมีให้ใช้สอยไม่ขาดมือ เรื่องแค่นี้เจ้าคิดไม่ได้หรือ” จินเหยียนถามเสียงเข้ม พร้อมกับจ้องหน้านางเขม็งราวกับกำลังจับผิด
มู่ฉินนิ่งไปเล็กน้อย ใจนางอยากเอ่ยถึงเหตุผลอีกอย่าง ทว่าเรื่องนั้นไม่ควรกล่าวหากไม่ถึงตาจน นางจึงเอาอีกเรื่องขึ้นมาอ้าง “ก่อนรับหม่อมฉันเข้าจวน ท่านอ๋องก็ทรงตกลงกับท่านพ่อไว้มิใช่หรือเพคะ ถ้าหากหม่อมฉันอายุครบสิบแปดเมื่อใด พระองค์จะทรงให้อิสระในการเลือกคู่ เช่นนั้นเราก็มาเริ่มต้นเสียตั้งแต่ยามนี้ไม่ดีกว่าหรือเพคะ อย่างไรเสียอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า หม่อมฉันก็มีอายุครบสิบแปดแล้ว” มู่ฉินเผยดวงตาเป็นประกาย
“เจ้า...” จินเหยียนถึงกับเถียงไม่ออก เพราะสิ่งที่นางกล่าวมามันคือคำพูดที่เขาเคยเอ่ยไว้เมื่อเกือบสี่ปีก่อนจริง ๆ
“จะทรงคิดมากทำไมเพคะ แค่พระองค์มอบเงินให้หม่อมฉันมากพอสำหรับตั้งตัว ก็นับว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณแล้วเพคะ เพราะหม่อมฉันไม่ต้องการอย่างอื่นนอกจากเงิน”
มู่ฉินจ้องหน้าเขาอย่างแน่วแน่ ซึ่งยามนี้ท่าทางของรุ่ยอ๋องเริ่มผ่อนคลายลงแล้ว ซ้ำเขายังขยับพิงฝาผนังพร้อมหลับตาลงอีก
มู่ฉินก็ได้แต่ย่นคิ้วเข้าหากันอย่างฉงน ‘อะไรของเขา ยอมหรือไม่ยอมกันล่ะเนี่ย อย่าทำให้ลุ้นสิ มันหายใจไม่ออกนะ’
ทว่ารุ่ยอ๋องยังคงนั่งนิ่ง เปลือกตาที่เปรอะเปื้อนคราบสกปรกก็ยังปิดแน่น นำพาให้คนที่มองเริ่มอยู่ไม่เป็นสุข ปลายนิ้วมือเริ่มขยับกระทบกัน พร้อมกันนั้นนางก็จ้องเขาตาเป็นมัน
มู่ฉินลอบกลืนน้ำลายเบา ๆ พลางนึกในใจเมื่อเห็นคนตรงหน้ายังไม่ยอมเอ่ยอันใด ‘นิ่งขนาดนี้ หลับหรือกำลังวางแผนอะไรอยู่นะ โถ่เอ๊ย! ไม่น่าเลยมู่ฉิน ใครใช้ให้แกปากพล่อยพูดเรื่องนี้ขึ้นมาหา! เกิดเขาโมโหจะทำยังไง เขาเป็นตัวร้ายนะ’
“เจ้า...” เสียงที่เงียบไปนานถูกเปล่งออกมา พร้อมกับนัยน์ตาคมดุที่เผยให้เห็น ทำเอาผู้ที่ลอบมองอยู่ถึงกับสะดุ้งเฮือก
“พะ... เพคะ” มู่ฉินรีบตอบรับ ก่อนจะยิ้มแหย
จินเหยียนเห็นท่าทางหวาดหวั่นของนางก็พลันยกยิ้มมุมปาก ซึ่งมันดูร้ายกาจนัก “ในเมื่อเจ้าไม่อยากเป็นอนุข้า เช่นนั้นอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ข้าจะให้ตามที่เจ้าขอก็แล้วกัน”
“หา! จะ… จริงหรือเพคะท่านอ๋อง” มู่ฉินยิ้มร่าทันที
“ทว่าหนึ่งเดือนนี้ เจ้าต้องอยู่กับข้าไปก่อนเข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจเพคะ” มู่ฉินตอบรับเร็วรี่
จินเหยียนขยับกายเข้ามาจ้องหน้านางเขม็ง “ก่อนนี้ทำเหมือนไม่อยากอยู่ ทว่าพอข้าเสนอให้อยู่ต่ออีกหนึ่งเดือน เจ้ากลับยอมตกลงในทันที นี่เจ้ามีแผนอันใดในใจกระนั้นหรือฉินว่านเซียว”