ตอนที่7ดวงชะตา
ตอนที่7ดวงชะตา
จวนตระกูลฉู่
ห้องหนังสือ สายลมอ่อนพัดต้องม่านแพรบาง ชายผู้หนึ่งในอาภรณ์สีม่วงเข้ม นั่งหลังตรงดวงตาแน่วนิ่งอ่านตำราด้วยสีหน้าจริงจัง พลางเอื้อมมือไปหยิบถ้วยชาขึ้นจิบ
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้ากระชั้นเร่งดังขึ้นหน้าห้อง ก่อนจะหยุดลงหน้าประตูห้องหนังสือ บ่าวรับใช้คุกเข่าลงแล้วเอ่ยเสียงนอบน้อม
“เรียนท่านมหาเสนา มีนักพรตผู้หนึ่งมาขอพบขอรับ”
มหาเสนาฉู่หานอี้ละสายตาจากตัวอักษร คิ้วขมวดเล็กน้อย ดวงตาพราวแววครุ่นคิด ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“พาเขาเข้ามาพบข้าที่นี่”
“ขอรับ”
บ่าวรับให้รับคำ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วถอยกายออกไป
มหาเสนาฉู่หานอี้วางตำราในมืออย่างแช่มช้า มือข้างหนึ่งยกถ้วยชาขึ้นจิบ ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าที่กำลังเดินตรงมาก็มาหยุดอยู่หน้าประตูห้อง
“เชิญขอรับ”
บ่าวรับใช้เอ่ยพลางถอยหลบไปด้านข้าง ชายหนุ่มในอาภรณ์นักพรต ดวงหน้าเรียบเฉยก็ก้าวเข้ามาภายในห้อง ก่อนยกมือประสานคำนับ กล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“คารวะมหาเสนาฉู่ ผู้น้อยแซ่ลู่ นามว่า ลู่ซางเฉิน นักพรตจากเขาหลิงเหยียน วันนี้ข้านำคำพยากรณ์จากอาจารย์มาส่งมอบให้ท่าน”
พูดจบ เขาเอื้อมมือหยิบสมุดบันทึกเล่มหนึ่ง วางลงเบื้องหน้ามหาเสนาฉู่
มหาเสนาฉู่มองสมุดบันทึกด้วยแววตานิ่งสงบ ก่อนจะหยิบขึ้นคลี่ดู ดวงตาพลันไหววูบ ยิ้มมุมปากจาง นักพรตลู่ชางเฉินยืนตรงสงบ กล่าวเสียงหนักแน่นอีกครั้ง
“อาจารย์ข้าฝากมาแจ้งแก่ท่านว่า ทุกอย่างล้วนแล้วแต่โชคชะตาขององค์ชายรอง ส่วนหลังจากนี้ท่านกับเขาไม่มีสิ่งใดติดค้างกันอีก ข้าน้อยขอลาขอรับ”
มหาเสนาฉู่หานอี้ยกสายตาขึ้นมองเขา พลางพยักหน้าช้า ๆ
“อืม”
นักพรตหนุ่มโค้งคารวะอีกครา แล้วหมุนกายหันหลังก้าวออกจากห้อง ร่างของเขาค่อย ๆ หายไปในม่านเงาแห่งไม้ใหญ่เบื้องนอก
มหาเสนาฉู่ก้มลงเปิดสมุดพยากรณ์ดูอีกครั้ง ก่อนจะหยิบพู่กันมาตวัดลงบนกระดาษใบหนึ่ง เขามองอย่างพึงพอใจก่อนจะกล่าวขึ้น
“ซุนไห่”
ไม่นานนัก ร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์องค์รักษ์สีดำเข้มก็ปรากฏกายขึ้นก่อนจะก้าวตรงมาหยุดอยู่เบื้องหน้า มหาเสนาฉู่ พร้อมกับยกมือประสานคารวะรอรับคำสั่งจากนายตน
“ไปสืบหาสตรีที่มีวันเดือนปีเกิดนี้ มาโดยเร็วที่สุด”
“ขอรับ”
องค์รักษ์ยื่นมือไปรับมาเปิดดูก่อนจะประสานมือคารวะ อีกคราแล้วหมุนกายก้าวเดินออกไปทันที
มหาเสนาฉู่หานอี้ หยิบถ้วยชาขึ้นแนบริมฝีปาก ค่อย ๆ ริมรสหวานของชา ก่อนจะยิ้มมุมปากอย่างมีความสุข ในที่สุดเขาก็กำลังจะใกล้บัลลังก์ฮ่องเต้ขึ้นแล้ว เขาพลางเอนกายพิงเก้าอี้ก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลง พลันในใจนั้นก็ปรากฏภาพที่ตนเองนั้นใฝ่ฝันมาโดยตลอด เขาในอาภรณ์มังกรทอง ดวงหน้าเรียบนิ่งเปี่ยมอำนาจ ยืนตระหง่านเบื้องหน้าบัลลังก์มังกรอันสูงส่ง เบื้องล่างเต็มไปด้วยเหล่าขุนนางนับร้อย ต่างก้มกราบประนมมือถวายบังคม
“อีกไม่นาน ข้าก็จะได้ทุกอย่างที่ต้องการ”
เสียงในใจพลันกึกก้อง ความเยียบเย็นในห้องหนังสือไม่อาจกลบความร้อนแรงแห่งความทะเยอทะยานในใจได้เลย
…..
ตำหนัก องค์รัชทายาทหลี่เหวินเทียน
ภายในตำหนักอันเงียบสงบ สายลมเย็นพัดผ่านม่านแพรบางพลิ้วไหวตามสายลมเย็น หลี่เหวินเทียนนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ มือใหญ่พลิกฎีกาทีละฉบับด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา ร่างหนึ่งในชุดองค์รักษ์ก้าวมาหยุดอยู่เบื้องหน้า คุกเข่าลงพร้อมประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
หลี่เหวินเทียนเงยหน้าขึ้น สายตามคมกริบทอดมอง
ไป๋มู่ลี่กล่าวเสียงหนักแน่น
“องค์ชายรองหลี่จิ่งอวี๋กับหลินชิงอวี้ ไม่ได้รู้จักกันเป็นส่วนตัวพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เหวินเทียนพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะลดสายตากลับไปยังฎีกา ทว่ายังไม่ทันจรดปลายพู่กันลง ไป๋มู่ลี่ก็กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“แต่เมื่อวานกระหม่อมผ่านไปที่จวนตระกูลฉู่ เห็นนักพรตท่านหนึ่งน่าสงสัย ชุดที่สวมใส่ดูออกว่าเป็นผู้มาจากเขาหลิงเหยียน ซึ่งโดยปกติ พวกเขาจะไม่ลงจากเขา เว้นเสียแต่มีเรื่องสำคัญ พ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เหวินเทียนละมือจากฎีกาอีกครั้ง เงยหน้าขึ้นมองไป๋มู่ลี่
“เจ้าไปอยู่เฝ้าดูความเลื่อนไหวของมหาเสนาฉู่หานอี้ไว้”
เสียงทุ้มต้ำเอื้อยเอ่ยช้า ๆ
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ไป๋มู่ลี่รับคำ พลันค้อมศีรษะลึกเป็นการเคารพ ก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ก้าวถอยหลังออกไปจากห้องด้วยฝีเท้าคล่องแคล่ว ก่อนที่เสียงฝีเท้าฉับไวก็ดังขึ้นจากด้านนอก ก่อนที่ร่างสูงในชุดองค์รักษ์จะก้าวเข้ามาอย่างเร่งรีบ ฉางอี้ประสานมือคารวะพลางเอ่ยเสียงหนักแน่น
“ทูลองค์รัชทายาท ฝูกงกงขอเข้าพบ พ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เหวินเทียนวางพู่กันในมือลง ก่อนจะละสายตาจากฎีกา เงยหน้าขึ้นพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงอนุญาต
ฉางอี้ก้มศีรษะทำความเคารพอีกครั้ง ก่อนหมุนกายเดินออกไป เพียงครู่เดียว ขันทีชรานามว่าฝูกงกงก็ก้าวตามฉางอี้เข้ามา ใบหน้าแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มอ่อนน้อม ทว่าสายตากลับแฝงไปด้วยความระแวดระวัง
“เชิญขอรับ”
ฉางอี้กล่าวเสียงเรียบก่อนจะเบี่ยงตัวหลบ ฝูกงกงค่อย ๆ ก้าวเข้าไปกลางห้อง หยุดยืนเบื้องหน้าองค์รัชทายาทหลี่เหวินเทียน แล้วโค้งตัวทำความเคารพอย่างนอบน้อม
“ทูลองค์รัชทายาท ฮองเฮามีพระราชประสงค์เชิญเสด็จไปพบ ณ ตำหนักจื่อเยว่ พรุ่งนี้ยามเว่ย พ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เหวินเทียนทอดมองขันทีฝูกงกง ก่อนจะพยักหน้ารับเบา ๆ
“อืม”
เมื่อสิ้นเสียงตอบรับ ฝูกงกงก็ประสานมือขอลา แล้วหมุนกายเดินจากไปอย่างเงียบงัน
องค์รัชทายาทหลี่เหวินเทียนทอดพระเนตรตามร่างคองอของขันทีเฒ่าที่ค่อย ๆ เลือนหายออกไปทางประตู มือเรียวค่อย ๆ ยกชาน้ำชาขึ้นริน กลิ่นหอมอ่อนของชาโชยอบอวล
เขายกถ้วยชาเล็กขึ้นแนบริมฝีปากจิบ ละเลียดรสช้า ๆ แล้วหัวเราะในลำคอเบา ๆ มุมปากยกยิ้มแววตาคมลึกล้ำจับจ้องถ้วยชาในมืออย่างยากคาดเดา
……
