บทที่ 6 ของที่ไม่ควรรับจากบุรุษอื่น (1)
บทที่ 6 ของที่ไม่ควรรับจากบุรุษอื่น (1)
เซียวฉางเยี่ยนมองปิ่นหยกในกล่องไม้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นมือออกไป
“ส่งมา”
องครักษ์ขององค์ชายสามชะงัก กล่องในมือยังไม่ทันเคลื่อนไปทางเสิ่นชิงหลัวก็ถูกแม่ทัพรับไปเสียก่อน
“ท่านแม่ทัพ” องครักษ์รีบกล่าว “นี่เป็นของที่องค์ชายทรงมอบให้คุณหนูเสิ่น”
“ข้าเห็นแล้ว”
เซียวฉางเยี่ยนปิดฝากล่องลง เสียงไม้กระทบกันเบา ๆ แต่กลับทำให้บรรยากาศในคอกม้าเงียบกว่าก่อนหน้า
“ของทุกชิ้นที่ส่งเข้าค่ายต้องผ่านการตรวจสอบ”
องครักษ์มีสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย “ปิ่นหยกนี้มาจากองค์ชายสาม จะมีสิ่งใดไม่ปลอดภัยได้อย่างไร”
“ยิ่งมาจากคนสำคัญ ยิ่งมีผู้คิดใช้ประโยชน์จากมันได้ง่าย”
เซียวฉางเยี่ยนเปิดกล่องอีกครั้ง ใช้นิ้วกดตรงหัวปิ่นและตรวจรอยต่ออย่างละเอียด
“ภายในอาจซ่อนเข็ม กลไก หรือยาพิษ ผู้มอบไม่มีเจตนา ไม่ได้หมายความว่าคนส่งต่อทุกคนจะไว้ใจได้”
เหตุผลนั้นทำให้องครักษ์ไม่อาจโต้แย้งต่อ
เสิ่นชิงหลัวเองก็เห็นว่าเป็นเรื่องสมควร คดีม้าศึกเพิ่งพบผู้ร่วมมือจากภายใน มีคนส่งสัญญาณให้ศัตรู และผู้ต้องสงสัยคนหนึ่งยอมตายเพื่อปิดปากตน หากมีใครสับเปลี่ยนสิ่งของระหว่างทางก็ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้
นางจึงกล่าวกับองครักษ์อย่างสุภาพ
“ขอบคุณองค์ชายที่ทรงเมตตา ฝากทูลพระองค์ด้วยว่าหม่อมฉันรับทราบข้อความแล้ว ส่วนปิ่นหยกให้ท่านแม่ทัพตรวจสอบก่อนก็ได้”
องครักษ์มองนางสลับกับเซียวฉางเยี่ยน เห็นว่าผู้รับไม่คัดค้านจึงจำต้องประสานมือ
“ข้าจะกลับไปทูลตามนั้น”
เมื่อเขาเดินออกจากคอก อาหลานขยับเข้ามาใกล้เสิ่นชิงหลัว แต่ยังไม่ทันเอ่ยสิ่งใด เซียวฉางเยี่ยนก็ส่งสายตาไปทางนาง
“ไปช่วยคนของข้าตรวจยาที่ต้มไว้”
อาหลานชี้มือตนเอง “บ่าวหรือเจ้าคะ”
“ที่นี่มีผู้อื่นอีกหรือ”
สาวใช้มองเจ้านายอย่างอาลัย ก่อนรับคำแล้วเดินออกไป
เสิ่นชิงหลัวมองตามหลัง รู้ดีว่าเซียวฉางเยี่ยนจงใจแยกอาหลานออก เพราะมีบางอย่างต้องการถามนางเป็นการส่วนตัว
เขาเดินไปยังโต๊ะไม้เล็กข้างคอก วางกล่องปิ่นลงแล้วเปิดออกอีกครั้ง
ปิ่นหยกสีขาววางนิ่งอยู่บนผ้ากำมะหยี่ ไม่มีรอยต่อผิดปกติให้เห็นจากภายนอก เขาใช้ปลายมีดเล็กแตะตรงส่วนแกะสลัก ทดลองหมุนหัวปิ่นและตรวจปลายแหลมทุกด้านอย่างละเอียดเกินกว่าการตรวจของขวัญทั่วไปเล็กน้อย
เสิ่นชิงหลัวไม่เร่งรัด นางเองไม่ได้อยากรับปิ่นอยู่แล้ว หากเขาตรวจนานอีกหลายวันก็ไม่มีผลใด
“เจ้ารู้จักองค์ชายสามมาก่อนหรือไม่”
คำถามดังขึ้นโดยที่เซียวฉางเยี่ยนยังไม่เงยหน้า
เสิ่นชิงหลัวนิ่งไปเพียงชั่วอึดใจ
“ไม่เคยพบเจ้าค่ะ”
ปลายมีดในมือเขาหยุดลง
“ไม่เคยพบ”
“เจ้าค่ะ”
“แต่เมื่อพระองค์เสด็จเข้าค่าย สีหน้าเจ้าราวกับเห็นคนซึ่งควรอยู่ห่างหลายร้อยลี้”
นางไม่คิดว่าเขาจะสังเกตละเอียดถึงเพียงนั้น เมื่อวานนางพยายามควบคุมตนเองแล้ว ไม่ได้หลบหนีอย่างเสียกิริยา ไม่ได้แสดงความโกรธ และตอบคำถามทุกอย่างตามสมควร ทว่าคนอย่างเซียวฉางเยี่ยนกลับมองเห็นความหวาดระแวงที่นางเก็บไว้
เสิ่นชิงหลัวจัดแผ่นบันทึกบนโต๊ะให้ตรงกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการสบตาเขานานเกินไป
“ข้าไม่คุ้นเคยกับราชวงศ์ จึงประหม่าเล็กน้อยเจ้าค่ะ”
“เจ้าไม่ได้ประหม่า”
เสียงของเขาราบเรียบ แต่หนักแน่น
“เจ้ากลัว”
ปลายนิ้วของนางหยุดอยู่บนขอบกระดาษ ภาพหิมะสีขาวกับร่างของบิดาซึ่งล้มลงต่อหน้ากลับมาเพียงชั่ววูบ เสิ่นชิงหลัวกดความทรงจำนั้นลงอย่างรวดเร็ว
“คนที่อยู่สูงเกินไปย่อมน่ากลัวสำหรับคนธรรมดา” นางตอบ “ต่อให้ไม่มีสิ่งใดผิด หากกล่าวหรือทำสิ่งใดไม่เหมาะสมก็อาจนำภัยมาถึงตระกูลได้”
เซียวฉางเยี่ยนเงยหน้าขึ้น
“เจ้ากล่าวเหมือนเคยพบภัยนั้นมาก่อน”
เสิ่นชิงหลัวสบตาเขา
“ข้าเพียงไม่ต้องการรอให้เกิดก่อนจึงค่อยระวังเจ้าค่ะ”
ความเงียบทอดอยู่ระหว่างคนทั้งสอง
เขามีคำถามมากกว่านั้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งเรื่องความรู้ด้านม้า แผนการทหาร และปฏิกิริยาต่อจ้าวจิ่งหยวน ทุกอย่างในตัวนางไม่สอดคล้องกับประวัติของคุณหนูตระกูลเสิ่นวัยสิบเก้าปี
แต่เซียวฉางเยี่ยนไม่ได้ซักต่อ เขาเก็บมีดเล็กเข้าฝัก ก่อนปิดกล่องปิ่น
“ไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด”
เสิ่นชิงหลัวมองเขาอย่างไม่คาดคิด
หากเป็นการสอบสวนในชาติเดิม ผู้ถามจะบีบบังคับจนได้คำตอบที่ตนต้องการ ต่อให้เป็นจ้าวจิ่งหยวนยามสงสัย เขาก็มักใช้ความอ่อนโยนกดดันให้นางเล่าเรื่องทั้งหมด
เซียวฉางเยี่ยนกลับหยุดตรงขอบเขตที่นางไม่ต้องการเปิดเผย
“แต่มีเรื่องหนึ่งที่เจ้าควรจำไว้” เขากล่าวต่อ “อย่าเข้าใกล้ราชวงศ์โดยไม่จำเป็น”
เสิ่นชิงหลัวเลิกคิ้ว
คำเตือนนี้ตรงกับความตั้งใจของนางพอดี แต่เมื่อออกจากปากแม่ทัพผู้รับคำสั่งจากฮ่องเต้ กลับฟังดูประหลาดอยู่บ้าง
“ท่านเองก็ทำงานให้ราชวงศ์มิใช่หรือเจ้าคะ”
เซียวฉางเยี่ยนมองออกไปนอกคอก ทหารหลายคนกำลังเคลื่อนย้ายอาหารม้าที่ผ่านการตรวจแล้ว ส่วนไกลออกไป ธงกองทัพเหนือปลิวอยู่บนยอดเสา
“เพราะข้าเข้าใกล้แล้ว จึงรู้ว่าควรอยู่ห่าง”
น้ำเสียงของเขาไม่มีการประชดและไม่มีความไม่ภักดี เพียงเป็นถ้อยคำของคนที่รู้จักโลกแห่งอำนาจมากพอจะไม่หลงเชื่อภาพภายนอก
เสิ่นชิงหลัวมองด้านข้างใบหน้าของเขา ในชาติเดิม นางกับเซียวฉางเยี่ยนไม่เคยสนิทกัน รู้เพียงว่าเขาไม่เลือกยืนข้างองค์ชายฝ่ายใด และมักขัดแย้งกับขุนนางในราชสำนักเรื่องการจัดเสบียงชายแดน
ตอนนั้นนางเคยคิดว่าเขาหยิ่งยโสและไม่รู้จักประนีประนอม ตอนนี้จึงเริ่มเข้าใจว่า บางทีเขาอาจเพียงเห็นสิ่งที่นางมองไม่เห็นในเวลานั้น
“ขอบคุณท่านแม่ทัพที่เตือนเจ้าค่ะ”
เขายื่นมือไปหยิบกล่องปิ่น เสิ่นชิงหลัวคิดว่าเขาจะส่งคืน จึงยกมือรอรับ
เซียวฉางเยี่ยนกลับเก็บกล่องเข้าไว้ในแขนเสื้อตนเอง
มือนางค้างอยู่กลางอากาศ
“ท่านตรวจเสร็จแล้วมิใช่หรือเจ้าคะ”
“ยัง”
“ท่านพบกลไกหรือยาพิษ?”
“ยังไม่พบ”
“เช่นนั้นต้องตรวจสิ่งใดอีก”
“หยกอาจถูกแช่พิษซึ่งออกฤทธิ์ช้า ต้องให้หมอตรวจ”
เสิ่นชิงหลัวพิจารณาเหตุผลแล้วเห็นว่าฟังขึ้น แม้โอกาสจะน้อย แต่คนใช้พิษบางชนิดชุบของประดับให้สัมผัสผิวหนังได้จริง
“เช่นนั้นฝากท่านแม่ทัพจัดการด้วยเจ้าค่ะ หากไม่ปลอดภัยก็ทำลายได้เลย ไม่ต้องส่งคืนข้า”
เซียวฉางเยี่ยนมองนาง
“เจ้าไม่เสียดาย?”
“ข้าไม่ได้ขอให้พระองค์ประทาน อีกทั้งไม่เหมาะรับของมีค่าจากบุรุษที่ไม่สนิท”
สีหน้าของเขาผ่อนลงเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น
“อย่างน้อยเจ้าก็ยังรู้ว่าไม่ควรรับของจากบุรุษอื่นง่าย ๆ”
เสิ่นชิงหลัวเข้าใจว่าเขากำลังเตือนเรื่องมารยาทและความปลอดภัย
“ข้าจะระวังเจ้าค่ะ”
เซียวฉางเยี่ยนไม่ได้อธิบายเพิ่ม เพียงหมุนตัวเดินออกจากคอก กล่องปิ่นหยกยังอยู่ในแขนเสื้อของเขา
