เกิดใหม่ครั้งนี้ ข้าขอเป็นเพียงคนเลี้ยงม้า

108.0K · อัพเดทล่าสุด
อักษราลัย
61
บท
1.0K
ยอดวิว
7.0
การให้คะแนน

บทย่อ

ชาติที่แล้ว “เสิ่นชิงหลัว” ใช้ทั้งความสามารถและชีวิต ช่วยชายคนรักก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ นางเขียนแผนการศึกอยู่หลังม่าน ยอมให้ผลงานทุกชิ้นกลายเป็นชื่อของเขา และเชื่อว่าสักวันความรักจะปกป้องครอบครัวของตนได้ แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นข้อหาทรยศ บิดาถูกทรมานจนตาย ส่วนนางถูกประหารกลางหิมะ โดยมีชายที่รักยืนมองอยู่เบื้องหลังม่านอย่างนิ่งเฉย เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งในวัยสิบเก้าปี เสิ่นชิงหลัวจึงตัดสินใจแน่วแน่ ชาตินี้นางจะไม่เข้าวัง ไม่ช่วยองค์ชายผู้ใดชิงอำนาจ ไม่มอบหัวใจให้บุรุษอีก และขอใช้ชีวิตอย่างสงบในฐานะคนเลี้ยงม้าเท่านั้น ทว่าเพียงช่วยม้าศึกกลุ่มหนึ่งจากการถูกวางยา นางกลับพบเบาะแสการสับเปลี่ยนม้า การปลอมตราประทับ และแผนสมคบคิดที่อาจทำลายกองทัพทั้งแคว้น ยิ่งสืบลึก ความตายของครอบครัวในชาติเดิมยิ่งดูไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และผู้ที่ดึงนางเข้าสู่คดีครั้งนี้ก็คือ “เซียวฉางเยี่ยน” แม่ทัพแดนเหนือผู้เย็นชา พูดน้อย และไม่ไว้ใจใครง่าย ๆ จากผู้ต้องสงสัยกลายเป็นผู้ช่วย จากการร่วมมือกลายเป็นสัญญาแต่งงานหนึ่งปี นางคิดว่าเขาแต่งกับนางเพื่อปกป้องคดี เขากลับคิดว่าหนึ่งปีเพียงพอจะทำให้นางไม่อยากจากไป เสิ่นชิงหลัวอ่านกลศึกออกทุกกระบวน จับพิรุธคนร้ายได้จากรอยกีบม้า และมองแผนลวงของศัตรูทะลุปรุโปร่ง แต่กลับดูไม่ออกเลยว่า เหตุใดท่านแม่ทัพจึงหวงนางนัก “ท่านแต่งกับข้าเพราะต้องการคนดูแลม้ามิใช่หรือ” เซียวฉางเยี่ยนมองภรรยาซึ่งกำลังคิดหาสตรีอื่นมาเป็นอนุให้เขา ก่อนตอบเสียงเย็น “ข้าคงต้องทำให้เจ้าเข้าใจเสียใหม่ว่าข้าต้องการให้เจ้าดูแลสิ่งใดกันแน่” *** ขอฝากนักอ่านเอ็นดูไรต์ด้วยนะคะ ***

นิยายจีนโบราณแม่ทัพเกิดใหม่จีนโบราณโรแมนติกดราม่ารักหวานๆ

บทที่ 1 วันที่ข้าตายใต้หิมะ (1)

บทที่ 1 วันที่ข้าตายใต้หิมะ

“นักโทษเสิ่นชิงหลัว สมคบคิดกับศัตรู ลอบส่งแผนการทหารออกนอกแคว้น เป็นเหตุให้กองทัพหลวงสูญเสียไพร่พลนับหมื่น…”

เสียงประกาศโทษดังฝ่าลมหนาวเหนือลานประหาร

เสิ่นชิงหลัวคุกเข่าอยู่บนพื้นหินที่ถูกหิมะปกคลุม เสื้อผ้านักโทษสีขาวบางจนแทบไม่อาจต้านความเย็นได้ รอยเลือดจากบาดแผลตามร่างกายซึมออกมาเป็นสีแดงคล้ำ ก่อนถูกเกล็ดหิมะโปรยทับทีละชั้น

ขาของนางไร้เรี่ยวแรง

ข้อมือทั้งสองข้างถูกมัดไพล่หลัง เชือกหยาบเสียดสีกับบาดแผลเดิมทุกครั้งที่ร่างกายสั่น ทว่าความเจ็บเหล่านั้นกลับเบาบางกว่าความหนาวเย็นซึ่งกัดลึกลงไปถึงกระดูก

หรือบางที ร่างกายของนางอาจไม่เหลือความรู้สึกมากพอให้เจ็บแล้ว

“หลักฐานประกอบด้วยจดหมายลับสามฉบับ แผนที่เส้นทางลำเลียงเสบียง และแผนการตั้งรับบริเวณช่องเขาเฟิงหลัว ซึ่งตรวจพบตราประทับของนักโทษอย่างชัดเจน”

ขุนนางผู้ทำหน้าที่อ่านราชโองการคลี่ม้วนกระดาษออก เสียงของเขาราบเรียบราวกับกำลังประกาศจำนวนกระสอบข้าวในคลัง มิใช่ชะตาชีวิตของคนทั้งตระกูล

ด้านหน้าลานประหารมีโต๊ะยาวตั้งอยู่ใต้ชายคา เหล่าขุนนางฝ่ายตรวจการนั่งเรียงกันโดยไม่มีผู้ใดยอมสบตานาง บางคนเคยรับแผนจากมือนาง บางคนเคยส่งคนมาขอคำปรึกษายามกองทัพตกอยู่ในอันตราย และบางคนเคยยกจอกสุราอวยพรให้นางมีอายุยืนยาว

วันนี้พวกเขานั่งนิ่ง ราวกับไม่เคยรู้จักกัน

แต่เสิ่นชิงหลัวไม่ได้มองคนเหล่านั้นนานนัก

สายตาของนางข้ามผ่านลานหิมะ ไปหยุดอยู่ตรงม่านแพรสีทองหลังแท่นพิธี

เงาร่างสูงโปร่งของบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น

แม้มีม่านกั้น แม้ใบหน้าของเขาจะเลือนราง เสิ่นชิงหลัวก็ยังจำได้ทันที

จ้าวจิ่งหยวน

อดีตองค์ชายสาม ผู้ซึ่งบัดนี้ได้รับแต่งตั้งเป็นรัชทายาทแห่งแคว้น

ชายที่นางใช้เวลาสิบปีช่วยผลักดันให้ขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุด ชายที่เคยบอกว่านางเป็นคนเพียงผู้เดียวในใต้หล้าที่เขาไว้ใจ และเป็นชายคนเดียวกันกับผู้ซึ่งกำลังยืนมองนางถูกตัดสินประหาร โดยไม่ออกมาพูดอะไรแม้แต่คำเดียว

“แผนการเหล่านี้เป็นลายมือของเจ้าใช่หรือไม่”

ขุนนางผู้สอบสวนเงยหน้าถาม

เสิ่นชิงหลัวละสายตาจากม่านแพรช้า ๆ นางมองกระดาษหลายแผ่นที่ถูกวางอยู่บนโต๊ะด้านหน้า มุมกระดาษบางส่วนเปื้อนเลือด บางแผ่นมีรอยไหม้ ทว่าลายเส้นบนแผนที่ยังชัดเจน

ชัดเจนเสียจนไม่จำเป็นต้องนำมาใกล้ นางก็รู้ว่าเป็นผลงานของตนเอง

เส้นทางลำเลียงเสบียงผ่านหุบเขาตะวันตก นางเป็นผู้คำนวณระยะทางและจำนวนม้าที่ต้องใช้

แผนตั้งรับช่องเขาเฟิงหลัว นางเป็นผู้แก้ไขหลังจ้าวจิ่งหยวนได้รับรายงานผิดพลาดจากแม่ทัพแนวหน้า

แม้แต่เครื่องหมายเล็ก ๆ ตรงมุมแผนที่ ซึ่งมีเพียงนางกับเขาที่เข้าใจความหมาย ก็ยังอยู่ครบถ้วน

ทุกอย่างเป็นลายมือของนางจริง

เพียงแต่ไม่เคยถูกเขียนขึ้นเพื่อศัตรู

นางเขียนมันภายใต้แสงตะเกียงในตำหนักองค์ชายสาม หลายคืน มือต้องแช่น้ำอุ่นเพราะนิ้วชา จ้าวจิ่งหยวนจะนั่งอยู่ข้างกัน คอยบดหมึกและบอกให้นางพักบ้าง

ครั้งหนึ่งเขาเคยนำเสื้อคลุมมาห่มให้นาง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า

“เมื่อข้าขึ้นไปถึงจุดที่ไม่มีผู้ใดทำร้ายเราได้ ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าต้องซ่อนตัวอยู่หลังม่านอีก”

นางเชื่อเขา...เชื่อเสียจนมอบทั้งความสามารถ ชื่อเสียง และชีวิตของตนให้อยู่ใต้ชื่อของเขาโดยไม่เคยเรียกร้องสิ่งใด

เสียงลมกระแทกธงเหนือกำแพงดังพรึ่บ

เสิ่นชิงหลัวมองขุนนางผู้สอบสวน ก่อนตอบด้วยเสียงแหบแห้ง

“เป็นลายมือของข้า”

เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบลาน

“นางรับสารภาพแล้ว!”

“ผู้ใดจะคาดคิดว่าสตรีอ่อนแอคนหนึ่งจะโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้”

“กองทัพต้องเสียคนเพราะนางตั้งเท่าไร...”

ถ้อยคำประณามหลั่งไหลเข้ามาจากฝูงชนที่ถูกอนุญาตให้เข้าชมการประหาร บางคนปาหิมะที่ปั้นปนกับเศษดินเข้ามา ก้อนหนึ่งกระแทกขมับของนางจนใบหน้าเบนไปด้านข้าง

เลือดอุ่นไหลผ่านหางคิ้ว

เสิ่นชิงหลัวไม่หลบ

นางเพียงกล่าวต่ออย่างช้า ๆ

“แต่ข้าไม่ได้ส่งให้ศัตรู”

ขุนนางผู้สอบสวนแค่นหัวเราะ “หลักฐานอยู่ตรงหน้า เจ้ายังคิดแก้ตัวอีกหรือ”

“แผนเหล่านั้นถูกเขียนขึ้นเมื่อสามปีก่อน เพื่อถวายแก่องค์ชายสามในเวลานั้น”

ทั่วทั้งลานเงียบลงฉับพลัน

เสิ่นชิงหลัวหันกลับไปยังม่านแพรสีทองอีกครั้ง

เงาร่างด้านหลังม่านยังคงยืนนิ่ง

นางรู้ว่าเขาได้ยิน

เขาย่อมได้ยินทุกคำ

“รัชทายาททรงทราบดี” นางกล่าว “ว่าข้าเขียนแผนเหล่านี้เพื่อผู้ใด”

นิ้วมือของเงาร่างหลังม่านขยับเล็กน้อย คล้ายกำชายเสื้อแน่นขึ้น

แต่เขาไม่ก้าวออกมา

ไม่ปฏิเสธ

และไม่ยอมสบตานาง

ขุนนางผู้สอบสวนตบโต๊ะเสียงดัง “บังอาจ! นักโทษมีความผิดใหญ่หลวง ยังกล้าพาดพิงถึงองค์รัชทายาท!”

ทหารด้านหลังใช้ด้ามหอกกระแทกกลางหลังนาง เสิ่นชิงหลัวเซไปด้านหน้า หัวเข่ากระแทกพื้นหินแข็งจนความเจ็บแล่นวาบขึ้นมา

นางกัดฟัน ไม่ยอมล้มลง

“ข้าไม่ได้พาดพิง” นางกล่าว “ข้าเพียงพูดความจริง”

“ความจริงหรือ” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากหมู่ขุนนาง “หากแผนเป็นของรัชทายาท เหตุใดจึงไปอยู่ในมือศัตรู และเหตุใดจึงมีตราประทับของเจ้าอยู่บนจดหมายลับ”

เสิ่นชิงหลัวมองตราประทับสีแดงบนกระดาษ

นางเคยอธิบายไปแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

ตราประทับของนางหายไปหลังเรือนถูกค้น บ่าวรับใช้หลายคนถูกจับแยกไปสอบสวน ผู้ดูแลห้องหนังสือหายตัวอย่างไร้ร่องรอย กระดาษและแผนการจำนวนมากถูกขโมยไปก่อนเจ้าหน้าที่จะมาถึง

ทว่าไม่มีผู้ใดสนใจฟัง

เพราะผู้คนที่นั่งอยู่บนแท่นไม่ได้มาที่นี่เพื่อค้นหาความจริง

พวกเขาเพียงต้องการชื่อของคนผู้หนึ่งไปรองรับความผิดพลาดครั้งใหญ่ของราชสำนัก

และชื่อของเสิ่นชิงหลัวเหมาะสมที่สุด

นางรู้ความลับมากเกินไป รู้ว่าเสบียงถูกยักยอกอย่างไร รู้ว่ากำลังทหารจริงไม่ตรงกับบัญชี รู้ว่าขุนนางคนใดสนับสนุนองค์ชายคนใด และรู้ว่าแผนการหลายฉบับซึ่งสร้างชื่อเสียงให้จ้าวจิ่งหยวนไม่ได้เกิดจากมันสมองของเขา

หากนางยังมีชีวิตอยู่ บัลลังก์ที่เขากำลังจะก้าวขึ้นไปย่อมไม่มั่นคง

ดังนั้นนางจึงต้องตาย

ความเข้าใจนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในวันนี้

นางรู้มาตั้งแต่คืนที่ทหารหลวงบุกจวนเสิ่นแล้ว

เพียงแต่ลึกลงไปในใจ นางยังหลงเหลือความหวังโง่งม อยู่บ้าง

หวังว่าเมื่อถึงวินาทีสุดท้าย จ้าวจิ่งหยวนจะก้าวออกมาจากหลังม่าน

หวังว่าเขาจะบอกทุกคนว่าแผนเหล่านั้นเป็นของเขา

หวังว่าอย่างน้อยเขาจะช่วยบิดาของนาง

ไม่จำเป็นต้องช่วยนางก็ได้

ขอเพียงช่วยบิดาผู้ไม่รู้เรื่องใดเลยก็พอ

เสียงโซ่ตรวนดังครูดไปตามพื้นหินจากประตูด้านข้างลานประหาร

เสิ่นชิงหลัวชะงัก

ทหารสองคนลากนักโทษชายผู้หนึ่งเข้ามา ร่างของเขาผอมแห้งจนเสื้อคุมเรือนจำดูหลวมโคร่ง เส้นผมที่เคยดำแซมขาวบัดนี้กลายเป็นสีเทาขาวทั้งหมด ใบหน้ามีรอยฟกช้ำและบาดแผลจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้

ทว่าทันทีที่เห็น เสิ่นชิงหลัวก็รู้ว่าเขาเป็นใคร

“ท่านพ่อ...”

เสียงที่หลุดจากลำคอเบาราวกับลมหายใจ

เสิ่นเหวินจงถูกลากมาคุกเข่าบนพื้นไม่ไกลจากนาง ศีรษะของเขาตกลงข้างหนึ่ง ร่างกายแทบไม่มีแรงพยุงตัว

“ท่านพ่อ!”

เสิ่นชิงหลัวพยายามลุกขึ้น แต่ทหารด้านหลังกดไหล่นางไว้ เข่าเลื่อนครูดไปกับพื้นหิมะจนเกิดรอยเลือดเป็นทาง

“ปล่อยข้า! ท่านพ่อ มองข้าสิเจ้าคะ!”

เปลือกตาของเสิ่นเหวินจงขยับเล็กน้อย

เขาฝืนเงยหน้า ดวงตาที่บวมช้ำพยายามมองตามเสียงเรียก เมื่อเห็นบุตรสาวคุกเข่าอยู่กลางลานประหาร ริมฝีปากแตกแห้งของเขาก็สั่น

“ชิง...หลัว...”

เพียงได้ยินเสียงนั้น กำแพงที่เสิ่นชิงหลัวสร้างไว้ตลอดหลายเดือนก็พังลง

“ข้าอยู่นี่เจ้าค่ะ” นางพยายามขยับเข้าไปหา “ท่านพ่อ ข้าอยู่นี่”

เสิ่นเหวินจงมองนางอยู่นาน แววตาของเขาไม่ได้มีความตำหนิ ไม่มีความโกรธที่นางนำหายนะมาสู่ตระกูล

มีเพียงความเจ็บปวดของบิดาที่ไม่อาจปกป้องบุตรสาวได้

“พ่อ...ไร้ความสามารถ...”

“ไม่ใช่เจ้าค่ะ” นางส่ายหน้าอย่างแรง “เป็นความผิดของข้าเอง ท่านพ่อไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ปล่อยท่านพ่อไป! พวกท่านต้องการให้ข้ารับสารภาพสิ่งใด ข้ายอมทั้งนั้น ปล่อยเขาไป!”

ขุนนางผู้สอบสวนมองนางด้วยสีหน้าเย็นชา

“เสิ่นเหวินจงปล่อยปละให้บุตรสาวสมคบศัตรู อีกทั้งมีข้อหาทุจริตการจัดซื้อเสบียงและม้าศึก โทษของเขาได้รับการตัดสินแล้ว”

“เขาไม่ได้ทุจริต!”

“นักโทษไม่มีสิทธิ์ส่งเสียง”

“บัญชีเหล่านั้นถูกแก้ไข!” เสิ่นชิงหลัวตะโกนจนลำคอเจ็บ “ท่านพ่อเป็นเพียงผู้ลงนามตรวจรับ ผู้ที่เปลี่ยนตัวเลขอยู่ในฝ่ายจัดหา พวกท่านตรวจสอบตราประทับกับรอยหมึกก็จะรู้”

ด้ามหอกกระแทกไหล่นางอีกครั้ง คราวนี้แรงจนร่างทั้งร่างล้มลงบนหิมะ

รสเลือดแผ่เต็มปาก

เสิ่นชิงหลัวเงยหน้าขึ้น มองผ่านเส้นผมที่ปรกใบหน้าไปยังม่านแพร

“จ้าวจิ่งหยวน!”

เสียงเรียกชื่อของรัชทายาทโดยตรงทำให้ผู้คนทั้งลานสูดหายใจ

“เจ้ารู้ว่าบิดาข้าไม่เกี่ยวข้อง!”

เงาร่างหลังม่านแข็งค้าง

นางจ้องเขาไม่กะพริบตา

“ข้าไม่ขอให้เจ้าช่วยข้า” นางกล่าวทีละคำ “ช่วยท่านพ่อ ข้าขอเพียงเท่านี้”

ไม่มีเสียงตอบ

หิมะยังคงตกลงมา เกาะอยู่บนบ่าและเส้นผมของคนทั้งลาน

เสิ่นชิงหลัวรอ

หนึ่งลมหายใจ

สองลมหายใจ

นานพอให้ความหวังสุดท้ายในใจค่อย ๆ แข็งตัว ก่อนแตกออกเป็นผงละเอียด

จ้าวจิ่งหยวนยังคงยืนอยู่หลังม่าน

เขาไม่ยอมแม้แต่จะมองนาง

ทันใดนั้น ร่างของเสิ่นเหวินจงก็เอนไปด้านหน้า

“ท่านพ่อ!”

ทหารที่ยืนข้างเขารีบคว้าไหล่ไว้ แต่ศีรษะของชายชราห้อยตกอย่างไร้เรี่ยวแรง

เสิ่นชิงหลัวจ้องภาพนั้น ความคิดทั้งหมดหยุดนิ่ง

“ท่านพ่อ...”

ไม่มีคำตอบ

“ท่านพ่อ ตื่นขึ้นมาก่อน”

เสิ่นเหวินจงไม่ขยับ

เลือดสีเข้มหยดจากมุมปากลงบนหิมะขาว ร่างของเขาถูกทรมานและอดอาหารมาหลายวัน ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้จนถึงลานประหาร อาจเป็นเพียงเพราะต้องการเห็นบุตรสาวเป็นครั้งสุดท้าย

“ตรวจดู” ขุนนางผู้สอบสวนออกคำสั่ง

ทหารคนหนึ่งย่อตัว แตะนิ้วลงที่ลำคอของเสิ่นเหวินจง ก่อนส่ายหน้า

“สิ้นใจแล้วขอรับ”

ชีวิตของบิดานางจบลงราวกับไม่มีค่าไปมากกว่านั้น

เสิ่นชิงหลัวมองร่างที่ถูกปล่อยให้นอนอยู่บนพื้นหิมะ

นางนึกถึงมือคู่นั้นในวันที่หัดเขียนอักษร เสิ่นเหวินจงเคยจับมือนางลากพู่กันทีละเส้น แม้ตัวเขาจะเขียนอักษรไม่งดงามนัก แต่กลับชมทุกครั้งว่านางเขียนได้ดี

นึกถึงวันที่มารดาจากไป เขายืนอยู่หน้าห้องทั้งคืน ไม่ร้องไห้ต่อหน้าผู้ใด แล้วหันมาบอกนางว่า ต่อให้เหลือกันเพียงสองคน เขาก็จะดูแลนางให้ดีที่สุด

นึกถึงวันที่นางขอเข้าใกล้องค์ชายสาม เขาเคยเตือนว่าเส้นทางราชสำนักเต็มไปด้วยอันตราย

แต่นางไม่ฟัง

นางบอกว่าจ้าวจิ่งหยวนไม่เหมือนคนอื่น

บอกว่าเขาเห็นคุณค่าในตัวนาง

บอกว่าหากช่วยเขาขึ้นสู่อำนาจได้ ตระกูลเสิ่นจะปลอดภัยไปตลอดชีวิต

ท้ายที่สุด ความภักดีสิบปีของนางกลับไม่อาจรักษาชีวิตบิดาไว้ได้แม้เพียงหนึ่งวัน

สิ่งที่นางเรียกว่าความรัก ไม่ได้ปกป้องผู้ใด

สิ่งที่นางเรียกว่าความสามารถ กลับกลายเป็นอาวุธสังหารตระกูลของตนเอง

เสียงอ่านราชโองการดำเนินต่อไป แต่เสิ่นชิงหลัวไม่ได้ยินอีกแล้ว

นางค่อย ๆ พยุงตัวกลับขึ้นมาคุกเข่า แม้ทหารจะไม่ได้ออกคำสั่ง นางก็ไม่ดิ้นรนอีก

สายตาของนางยังคงอยู่ที่ร่างบิดา

หิมะเริ่มปกคลุมบาดแผลบนใบหน้าของเขา ราวกับฟ้าดินกำลังช่วยซ่อนความทรมานที่มนุษย์สร้างไว้

“นักโทษเสิ่นชิงหลัว มีความผิดฐานทรยศต่อแผ่นดิน ให้ประหารชีวิตในยามอู่วันนี้ ทรัพย์สินตระกูลเสิ่นทั้งหมดตกเป็นของหลวง ผู้เกี่ยวข้องเนรเทศไปชายแดน ห้ามกลับเมืองหลวงชั่วชีวิต”

ขุนนางม้วนราชโองการเก็บ

“ถึงเวลาแล้ว”

เพชฌฆาตก้าวเข้ามาด้านหลัง

เสียงดาบใหญ่ถูกดึงออกจากฝักดังครืด

เสิ่นชิงหลัวเงยหน้ามองม่านแพรเป็นครั้งสุดท้าย

คราวนี้เงาร่างของจ้าวจิ่งหยวนขยับ เขาหันหน้าไปด้านข้าง คล้ายไม่ต้องการเห็นวินาทีที่คมดาบตกลงมา

การเคลื่อนไหวเล็กน้อยนั้นกลับทำให้นางเข้าใจทุกอย่าง

เขาอาจเสียใจ

เขาอาจยังมีความรู้สึกต่อนาง

เขาอาจต้องใช้เวลาหลายคืนเพื่อโน้มน้าวตนเองว่าการเสียสละคนคนหนึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อบ้านเมือง

แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างกัน

เมื่อถึงเวลาต้องเลือกระหว่างนางกับอำนาจ เขาเลือกอำนาจ...เสมอมา

เสิ่นชิงหลัวหลับตา

ลมหนาวพัดผ่านใบหน้า ความเย็นแตะต้องเปลือกตาราวกับมือของมารดาในความทรงจำ

หากสวรรค์มีตา...

หากคนอย่างนางยังจะได้รับโอกาสอีกสักครั้ง...

นางจะไม่เข้าวัง

จะไม่จับพู่กันเขียนกลศึกให้ผู้ใด

จะไม่ใช้ชื่อของตนเป็นบันไดให้บุรุษก้าวขึ้นสู่บัลลังก์

จะไม่มอบชีวิตให้คนที่เห็นความรักของนางเป็นสิ่งซึ่งสามารถสละทิ้งได้เมื่อจำเป็น

นางจะกลับไปยังคอกม้าของมารดา

ดูแลบิดา

ใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบ

ต่อให้ต้องอยู่กับฝูงม้าไปจนแก่ตาย ก็ยังดีกว่าฝากหัวใจไว้ในมือมนุษย์อีกครั้ง

เสียงเพชฌฆาตตะโกนดังขึ้น

คมดาบแหวกผ่านอากาศ

ในเสี้ยววินาทีก่อนทุกสิ่งดับมืด เสิ่นชิงหลัวได้ยินเสียงม้าร้องดังมาจากที่ไกลแสนไกล

เสียงนั้นชัดขึ้นเรื่อย ๆ

ราวกับกำลังเรียกนางกลับบ้าน