บทที่ 6 ของที่ไม่ควรรับจากบุรุษอื่น (2)
บทที่ 6 ของที่ไม่ควรรับจากบุรุษอื่น (2)
ในช่วงสาย ม้าชุดสุดท้ายจากคอกพักด้านนอกถูกนำเข้ามาให้ตรวจ
ม้ากลุ่มนี้ไม่ได้มีอาการพิษ เพราะใช้อาหารคนละชุดกับขบวนแรก ทว่าหลายตัวมีสภาพอ่อนล้าจากการเดินทางและถูกเก็บไว้ในคอกแคบเกินไป
เสิ่นชิงหลัวตรวจตามทะเบียนทีละตัว
นางเริ่มจากฟัน กีบ กล้ามเนื้อ และตำหนิบนร่าง บางตัวอายุคลาดเคลื่อนไม่เกินหนึ่งปีจึงอาจเกิดจากการประมาณผิด แต่บางตัวรูปร่างไม่ตรงกับสายพันธุ์ที่ลงบัญชีไว้อย่างชัดเจน
เมื่อมาถึงม้าสีน้ำตาลไหม้ตัวหนึ่ง นางพบว่ามันไม่ยอมลงน้ำหนักขาหลังขวาเต็มที่
“พาเดินเป็นวงเล็ก”
คนเลี้ยงม้าจูงมันออกจากแถว ม้าก้าวได้ไม่กี่รอบก็แสดงอาการขัดตรงข้อเท้า
เสิ่นชิงหลัวย่อตัวลง ลูบจากข้อพับลงมายังหน้าแข้ง ไม่มีแผลสด แต่ใต้ขนมีผิวหนังแข็งและนูนขึ้นเล็กน้อย
นางใช้น้ำชุบผ้าเช็ดคราบโคลนออก
รอยประทับไหม้รูปวงรีปรากฏขึ้นใต้ขน แต่ลวดลายด้านในถูกจี้ทับซ้ำจนบิดเบี้ยว มองเผิน ๆ คล้ายเพียงแผลเป็นจากอุบัติเหตุ
“นำตะเกียงมาใกล้กว่านี้”
คนเลี้ยงม้ายกตะเกียงเข้ามา
เสิ่นชิงหลัวแหวกขนรอบรอยไหม้ แล้วใช้ปลายนิ้วไล่ตามขอบสัญลักษณ์เดิมที่ยังหลงเหลือ
ใต้รอยจี้ใหม่มีเส้นโค้งสองชั้น ด้านหนึ่งคล้ายปลายเขาสัตว์ อีกด้านเป็นจุดสามจุดเรียงกัน
นางเคยเห็นตรานี้มาก่อน
ตระกูลของมารดาเคยซื้อม้าพันธุ์ดีจากพ่อค้าต่างแคว้น ม้าทุกฝูงจะมีตราของผู้เพาะพันธุ์ประทับไว้เพื่อระบุแหล่งที่มา หนึ่งในตราที่พ่อค้าแดนตะวันตกใช้คือรูปเขาแกะโอบดาวสามดวง
“ท่านแม่ทัพ”
เซียวฉางเยี่ยนซึ่งกำลังตรวจเอกสารอยู่ไม่ไกลเดินเข้ามาทันที
เสิ่นชิงหลัวชี้รอยบนขาม้า
“ตรานี้ถูกเผาทับภายหลัง”
เขาย่อตัวลงข้างนาง ระยะห่างแคบจนชายแขนเสื้อทั้งสองแตะกัน แต่ไม่มีใครสนใจ เพราะสายตาต่างจับอยู่ที่รอยประทับ
“มองออกหรือว่าเดิมเป็นตราใด”
“คล้ายตราเขาแกะกับดาวสามดวงของพ่อค้าฝูงม้าต่างแคว้นทางตะวันตกเจ้าค่ะ”
“มั่นใจเพียงใด”
“เจ็ดส่วน ขอบด้านนี้ยังเหลือรอยเดิม แต่ต้องหาบันทึกตราฝูงม้ามาเทียบอีกครั้ง”
เซียวฉางเยี่ยนใช้นิ้วกดรอบแผล ม้าสะบัดขาเล็กน้อย
“รอยจี้ใหม่เกิดขึ้นเมื่อใด”
“ไม่น่าเกินสองเดือน ผิวหนังสมานแล้วแต่ขนยังขึ้นไม่เต็ม หากเป็นรอยเก่าหลายปี ขนจะปกคลุมสม่ำเสมอกว่านี้”
นางลุกขึ้นแล้วเปิดทะเบียน
เอกสารระบุว่าม้าตัวนี้เกิดจากฝูงเพาะพันธุ์ในแคว้น เป็นม้าศึกชั้นดีอายุสี่ปี ไม่มีประวัติซื้อขายจากต่างแดน
ข้อมูลจึงขัดแย้งกันโดยตรง
“หากมันเคยอยู่ในฝูงของพ่อค้าต่างแคว้น เหตุใดจึงมีทะเบียนเป็นม้าในแคว้นเรา” เฉินอี้ถาม
เสิ่นชิงหลัวมองฟันของม้าอีกครั้ง
“อาจมีผู้ซื้อมันเข้ามาแล้วเปลี่ยนประวัติ หรือใช้ม้าต่างแคว้นสับเปลี่ยนกับม้าในทะเบียน แต่ก่อนทำเช่นนั้นต้องลบรอยตราเดิม มิฉะนั้นผู้ตรวจม้าย่อมพบที่มาไม่ตรงกัน”
“ม้าต่างแคว้นไม่ได้หมายความว่าเป็นม้าคุณภาพต่ำเสมอไป” เซียวฉางเยี่ยนกล่าว
“ถูกต้องเจ้าค่ะ ตัวนี้มีกระดูกดีและอกกว้าง หากไม่มีอาการบาดเจ็บที่ขาหลังอาจเป็นม้าศึกชั้นดีได้ แต่ราคากับแหล่งที่มายังไม่ตรงทะเบียน”
นางลูบกล้ามเนื้อขาหลังของมัน
“อีกทั้งมันเคยถูกใช้งานหนักมาก่อน อาการบาดเจ็บเกิดซ้ำจนกลายเป็นเรื้อรัง ผู้ขายอาจซื้อมาในราคาต่ำ แล้วนำมาแทนม้าหนุ่มซึ่งมีราคาแพงกว่า”
เซียวฉางเยี่ยนหันไปหาเฉินอี้
“คอกพักใดส่งม้าตัวนี้มา”
เฉินอี้เปิดบันทึกการเคลื่อนย้าย
“คอกพักทางตะวันตกนอกเมืองขอรับ เป็นจุดรวมม้าจากพ่อค้าหลายกลุ่มก่อนส่งเข้าค่าย คนดูแลรายงานว่าม้าตัวนี้มาถึงเมื่อห้าวันก่อน”
“ผู้ใดรับม้า”
“เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดหากับผู้ดูแลคอกพักขอรับ”
เสิ่นชิงหลัวมองม้าตรงหน้า
คอกพักนอกเมืองอาจเป็นจุดซึ่งม้าถูกสับเปลี่ยน หากตรวจที่นั่นอาจพบรอยตราเก่าในม้าตัวอื่น เอกสารรับส่ง หรืออุปกรณ์สำหรับเผาทับสัญลักษณ์
“ต้องไปตรวจคอกนั้นก่อนคนร้ายรู้ว่าเราพบรอยประทับ” นางกล่าว
เซียวฉางเยี่ยนพยักหน้า
“เตรียมม้า เราออกเดินทางทันที”
เสิ่นชิงหลัวกำลังจะสั่งให้อาหลานเก็บอุปกรณ์ เขากลับกล่าวต่อ
“เจ้าไปกับข้า”
นางมองเขา “ข้าด้วยหรือเจ้าคะ”
“เจ้ารู้จักตราฝูงม้าและดูรอยจี้ออก”
“ข้าอธิบายให้คนของท่านตรวจแทนได้”
“หากมีตราอื่นซึ่งคนของข้าไม่รู้จักเล่า”
เสิ่นชิงหลัวไม่อาจโต้แย้ง นางต้องการให้คดีเดินหน้าเพื่อช่วยบิดา และรอยสัญลักษณ์นี้เป็นเบาะแสแรกที่เชื่อมม้าสับเปลี่ยนกับสถานที่ภายนอกค่าย
“ข้าจะไปเจ้าค่ะ”
“อาหลานอยู่ที่นี่”
สาวใช้ซึ่งเพิ่งเข้ามาได้ยินพอดี รีบถาม “เหตุใดบ่าวไปด้วยไม่ได้เจ้าคะ”
“พวกเราไปตรวจหลักฐาน ไม่ได้ไปเที่ยว” เซียวฉางเยี่ยนตอบ “ขบวนใหญ่เกินไปจะเป็นที่สังเกต”
อาหลานหันไปมองเสิ่นชิงหลัวอย่างเป็นห่วง
นางจึงปลอบ “ข้าไปกับท่านแม่ทัพและทหารอีกหลายคน ไม่มีอันตรายหรอก”
เซียวฉางเยี่ยนเหลือบมองนางเล็กน้อย แต่ไม่ได้รับรองว่าปลอดภัยแน่นอน เขาเพียงสั่งเฉินอี้ให้จัดกำลังติดตามห่าง ๆ และเตรียมม้าสำหรับนาง
คอกพักม้าอยู่ห่างจากค่ายราวยี่สิบลี้ เส้นทางช่วงแรกเป็นถนนดินกว้าง แต่เมื่อออกจากเขตเมืองก็แคบลงและผ่านเนินเขาเตี้ย ๆ สองข้างทาง
หลังฝนตก พื้นยังชื้นและมีกลิ่นดินแรง
เสิ่นชิงหลัวขี่ม้าสีน้ำตาลเพศเมียซึ่งนิสัยค่อนข้างสงบ นางจับบังเหียนมั่นคงและเว้นระยะจากม้าด้านหน้า ไม่ได้มีท่าทางเหมือนคุณหนูในห้องหอที่เพิ่งหัดขี่
เซียวฉางเยี่ยนควบอู๋เยี่ยอยู่ข้างกัน
ม้าสีดำฟื้นจากพิษแทบสมบูรณ์แล้ว ท่วงท่าของมันกลับมาสง่างามและว่องไว เพียงบางครั้งจะหันมาทางเสิ่นชิงหลัวราวกับตรวจว่านางยังตามอยู่หรือไม่
“อู๋เยี่ยควรพักอีกหนึ่งวัน” นางกล่าว
“มันไม่ยอมอยู่ในคอก”
“ท่านเป็นเจ้าของ ควรควบคุมมันได้”
“เมื่อวานเจ้ายังบอกว่ามันเชื่อฟังเจ้ามากกว่าข้า”
“ข้าหมายถึงตอนกินยา ไม่ใช่ทุกเรื่องเจ้าค่ะ”
เซียวฉางเยี่ยนดึงบังเหียนให้อู๋เยี่ยลดความเร็วลง
การเคลื่อนไหวทำให้ไหล่ซ้ายของเขาตึงขึ้นเพียงเล็กน้อย แม้สีหน้าจะไม่เปลี่ยน แต่เสิ่นชิงหลัวสังเกตเห็นมาหลายครั้งแล้วว่าเขาไม่ค่อยยกแขนซ้ายสูง หากต้องดึงสายบังเหียนแรงจะใช้มือขวาเป็นหลัก และยามขึ้นลงจากม้าจะลงน้ำหนักด้านขวาก่อนเสมอ
นั่นเป็นลักษณะของคนมีแผลเก่าบริเวณหัวไหล่หรือสะบัก แต่เขาไม่เคยกล่าว นางจึงไม่ถาม
“เจ้ามองสิ่งใด” เขาถามขึ้น
เสิ่นชิงหลัวละสายตาจากไหล่เขา
“ดูท่าทางของอู๋เยี่ยเจ้าค่ะ”
“มันอยู่ด้านล่าง แต่เจ้ามองไหล่ข้า”
“การบังคับบังเหียนมีผลต่อท่าทางม้า”
คำตอบนั้นไม่ใช่เรื่องโกหกทั้งหมด
เซียวฉางเยี่ยนมองนางอย่างรู้ทัน แต่ยังไม่ซักต่อ
