บทที่ 6 ของที่ไม่ควรรับจากบุรุษอื่น (3)
บทที่ 6 ของที่ไม่ควรรับจากบุรุษอื่น (3)
ขบวนเดินผ่านทางซึ่งมีพุ่มไม้สูงขึ้นเรื่อย ๆ ทหารสองคนล่วงหน้าไปตรวจเส้นทาง ส่วนเฉินอี้ตามอยู่ห่างไปหลายช่วงม้า เพื่อไม่ให้ขบวนดูใหญ่ผิดปกติ
เมื่อมาถึงทางโค้งแคบ เสียงใบไม้เสียดสีก็ดังขึ้นจากพุ่มหญ้าข้างทาง งูสีเขียวตัวหนึ่งเลื้อยข้ามถนนอย่างรวดเร็ว ม้าของเสิ่นชิงหลัวเห็นการเคลื่อนไหวกะทันหันจึงสะดุ้ง มันร้องลั่นและยกขาหน้าขึ้นสูง
นางหนีบบังเหียน พยายามเอนตัวตามการเคลื่อนไหวเพื่อไม่ให้ตก
“หยุด!”
นางกดเสียงต่ำ พยายามควบคุมมันโดยไม่ดึงสายแรงเกินไป แต่พื้นดินลื่นจากฝนทำให้ขาหลังของม้าไถล มันหันตัวกะทันหันไปทางขอบทางซึ่งลาดลงสู่พุ่มไม้
เสิ่นชิงหลัวรู้ว่าหากฝืนดึงตรง ๆ ม้าอาจล้มทั้งตัว นางจึงคลายสายด้านหนึ่ง หมายบังคับให้มันหมุนกลับเข้าทาง
แต่ในจังหวะนั้น อู๋เยี่ยเข้ามาประชิดด้านข้าง
มือแข็งแรงคว้าแขนของนางไว้
“ปล่อยบังเหียน”
“ม้ายัง”
“ปล่อย”
น้ำเสียงของเซียวฉางเยี่ยนทำให้นางตัดสินใจทันที
เสิ่นชิงหลัวปล่อยสายบังเหียน มืออีกข้างของเขารวบเอวนางแล้วออกแรงดึง ร่างของนางลอยพ้นจากอานในจังหวะที่ม้าสีน้ำตาลสะบัดตัวไปอีกด้าน
เพียงชั่วลมหายใจ นางก็ถูกย้ายมานั่งอยู่บนอู๋เยี่ย
แผ่นหลังแนบเข้ากับอกของเซียวฉางเยี่ยน แขนของเขาโอบผ่านเอวเพื่อประคอง ขณะที่มืออีกข้างควบคุมบังเหียนม้าสีดำให้หลบออกจากทางม้าตื่น
ม้าสีน้ำตาลวิ่งไปไม่ไกลก็ถูกทหารด้านหลังล้อมจับไว้ได้
อู๋เยี่ยยืนนิ่งสนิท
เสิ่นชิงหลัวเองก็นิ่งเกินไปเช่นกัน นางนั่งอยู่ด้านหน้าเขาบนอานเดียวกัน พื้นที่แคบทำให้ไม่สามารถขยับหนีได้ แผ่นหลังรับรู้ถึงความอุ่นจากอกกว้าง ทุกครั้งที่อู๋เยี่ยก้าว ร่างของทั้งสองก็ขยับตามจังหวะเดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แขนของเซียวฉางเยี่ยนยังคงพาดอยู่ข้างเอวนาง เพื่อป้องกันไม่ให้เสียหลัก
“บาดเจ็บหรือไม่”
เสียงของเขาดังอยู่ใกล้เหนือศีรษะ
“ไม่เจ้าค่ะ”
“ข้อเท้า?”
“ไม่เจ็บ”
“แขน?”
“ยังปกติดีเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ผ่อนคลาย”
เสิ่นชิงหลัวเพิ่งรู้ว่าตนเกร็งทั้งร่าง ฝ่ามือจับหน้าอานแน่นจนนิ้วซีด
นางไม่ได้กลัวตกม้า
นางเพียงไม่เคยนั่งใกล้ชิดกับบุรุษเช่นนี้ ยิ่งเมื่อทุกการขยับทำให้แผ่นหลังเสียดสีกับอกเขา นางยิ่งไม่รู้ว่าควรวางตัวอย่างไรจึงจะไม่เสียมารยาท
“ข้าผ่อนคลายอยู่เจ้าค่ะ”
“หากนี่เรียกว่าผ่อนคลาย ไม้กระดานก็คงอ่อนนุ่ม”
เฉินอี้ซึ่งควบม้าเข้ามาใกล้ได้ยินประโยคนั้นพอดี เขารีบหันไปตรวจม้าสีน้ำตาลราวกับไม่สนใจเรื่องบนอู๋เยี่ย
เสิ่นชิงหลัวพยายามขยับไปด้านหน้าเล็กน้อย
แขนรอบเอวกลับกระชับขึ้นทันที
“อย่าขยับ”
“ข้าเพียงต้องการเว้นระยะ”
“อานมีเพียงเท่านี้”
“เช่นนั้นให้ข้าลงเดินก็ได้เจ้าค่ะ”
“ทางยังอีกไกล”
เซียวฉางเยี่ยนบังคับให้อู๋เยี่ยเดินต่อ โดยไม่ได้เปิดโอกาสให้นางลง
เสิ่นชิงหลัวจึงจำต้องนั่งอยู่ในท่าเดิม แต่ยังคงระวังไม่ทิ้งน้ำหนักไปด้านหลังมากเกินไป
เขาสังเกตได้อย่างรวดเร็ว
“ข้าบอกให้ผ่อนคลาย ไม่ได้ให้เจ้าพยายามนั่งลอยเหนืออาน”
“ข้าไม่ได้กลัวตกเจ้าค่ะ”
“แล้วกลัวอะไร”
นางลังเลว่าจะอธิบายหรือไม่ สุดท้ายเห็นว่าหากปล่อยไว้ เขาอาจเข้าใจว่านางรังเกียจการอยู่ใกล้จนเกินเหตุ
“ข้ากลัวทับแผลของท่าน”
เสียงฝีเท้าม้าดำยังคงสม่ำเสมอ แต่แขนรอบเอวของนางนิ่งไปชั่วขณะ
“แผลใด”
“ไหล่ซ้ายเจ้าค่ะ”
เสิ่นชิงหลัวหันหน้าไปด้านข้างเล็กน้อย แต่ระยะใกล้เกินไปจนมองเห็นเพียงแนวกรามของเขา
“ท่านหลีกเลี่ยงการออกแรงแขนซ้าย เวลาดึงบังเหียนจะใช้มือขวามากกว่า และตอนช่วยข้าขึ้นมาท่านขมวดคิ้วเพียงครู่หนึ่ง น่าจะเป็นแผลเก่าบริเวณหัวไหล่หรือสะบัก หากข้านั่งพิงแรงเกินไปอาจกระเทือนถึงแผล”
เซียวฉางเยี่ยนมองเส้นผมของนางซึ่งถูกลมพัดแตะคางเขา
“เจ้าสังเกตตั้งแต่เมื่อใด”
“ตั้งแต่วันแรกที่จวนเสิ่นเจ้าค่ะ ตอนท่านดึงข้าออกจากคอก ท่านใช้แขนขวารับน้ำหนักเกือบทั้งหมด”
“แล้วเหตุใดไม่ถาม”
“ท่านไม่ได้ขอให้รักษา อีกทั้งข้าเชี่ยวชาญเรื่องม้ามากกว่าคน หากวินิจฉัยผิดคงเสียมารยาท”
มุมปากของเขาขยับเล็กน้อย
“เจ้ากลัวเสียมารยาท แต่กล้าวิจารณ์แผนส่งเสบียงต่อหน้านายทหารทั้งกระโจม”
“เรื่องนั้นเกี่ยวกับชีวิตคนจำนวนมากเจ้าค่ะ”
“ส่วนแผลของข้าไม่สำคัญ?”
เสิ่นชิงหลัวคิดตามอย่างจริงจัง
“ท่านยังทำงานได้ตามปกติ แสดงว่าไม่เร่งด่วน แต่หากปล่อยไว้นาน อาจมีผลต่อการใช้ดาบและการนอน ควรให้หมอตรวจเมื่อมีเวลา”
เซียวฉางเยี่ยนไม่ได้ตอบ เพียงเลื่อนมือบนบังเหียนแล้วปล่อยให้ร่างนางพิงเขาได้มั่นคงขึ้น โดยไม่กล่าวถึงแผลอีก
เสิ่นชิงหลัวยังคงพยายามรักษาระยะเท่าที่ทำได้ แต่ไม่นานก็พบว่าเหนื่อยโดยไม่จำเป็น อู๋เยี่ยเดินมั่นคง ไม่มีการกระแทกรุนแรง และเซียวฉางเยี่ยนก็ไม่ได้แสดงอาการเจ็บ
นางจึงยอมผ่อนแรงลงเล็กน้อย แผ่นหลังพิงอกเขาเต็มขึ้นเพียงบางส่วน แขนรอบเอวไม่ได้กระชับเพิ่ม แต่ก็ไม่คลายออก
ระยะทางที่เหลือจึงผ่านไปท่ามกลางความเงียบประหลาด มีเพียงเสียงเกือกม้ากับลมพัดผ่านพุ่มไม้
คอกพักนอกเมืองมีร่องรอยน่าสงสัยหลายอย่าง
ในห้องเก็บอุปกรณ์พบเหล็กประทับเก่าสามอัน เตาเผาขนาดเล็ก และยาทาสำหรับเร่งให้แผลไหม้แห้ง ส่วนสมุดรับส่งม้าหายไปสองหน้าโดยไม่มีคำอธิบาย
คนดูแลคอกอ้างว่าเหล็กประทับใช้ทำเครื่องหมายม้าที่ซื้อใหม่ แต่เมื่อเทียบกับรอยบนขาม้าสีน้ำตาลกลับพบว่าหนึ่งในเหล็กมีส่วนโค้งตรงกัน
เซียวฉางเยี่ยนสั่งควบคุมตัวคนดูแลคอกกับเจ้าหน้าที่รับม้าไว้สอบสวน พร้อมยึดเอกสารทั้งหมดกลับค่าย
เสิ่นชิงหลัวตรวจม้าในคอกพักเพิ่มอีกสิบสองตัว พบสองตัวมีรอยตราต่างแคว้นถูกเผาทับเช่นเดียวกัน และอีกหนึ่งตัวมีฟันถูกขัดเพื่อทำให้ดูอายุน้อยลง
เบาะแสยืนยันว่าการสับเปลี่ยนไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างทางโดยบังเอิญ แต่คอกพักแห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่เปลี่ยนประวัติม้าก่อนส่งเข้ากองทัพ
เมื่อเสร็จงานก็ใกล้พลบค่ำ
ม้าสีน้ำตาลของเสิ่นชิงหลัว ข้อเท้าหน้าถลอกจากการลื่น เฉินอี้จึงสั่งให้คนจูงกลับช้า ๆ ไม่ควรให้รับน้ำหนักผู้ขี่
เสิ่นชิงหลัวมองอู๋เยี่ย แล้วมองเซียวฉางเยี่ยน
“ข้าขี่ม้าของทหารคนอื่นกลับก็ได้เจ้าค่ะ”
“ม้าสำรองบรรทุกเอกสาร”
“งั้นข้าเดินทางกับเฉินอี้”
“ม้าของเขาต้องนำตัวผู้ต้องสงสัย”
เฉินอี้ซึ่งกำลังตรวจเชือกมัดนักโทษเงยหน้าขึ้น เขามีทหารใต้บัญชาอีกหลายคนซึ่งสามารถพานักโทษได้ แต่เมื่อเห็นสีหน้าผู้เป็นนายก็เลือกก้มหน้าทำงานต่อ
เสิ่นชิงหลัวจึงต้องขึ้นนั่งด้านหน้าเซียวฉางเยี่ยนอีกครั้ง
ขากลับอู๋เยี่ยเดินเร็วกว่าเดิมเพราะคุ้นเส้นทาง นางไม่เกร็งเท่าช่วงแรก แต่ยังคงระวังไหล่ซ้ายของเขา
เมื่อถึงค่าย ทหารรักษาการณ์เปิดประตูรับทันที
อาหลานวิ่งออกมาจากคอก พอเห็นคุณหนูของตนนั่งอยู่ในอ้อมแขนท่านแม่ทัพบนม้าตัวเดียวกันก็หยุดกึก สีหน้าของสาวใช้เปลี่ยนจากตกใจเป็นเข้าใจบางอย่าง แล้วรีบก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม
เสิ่นชิงหลัวไม่ได้สนใจ นางขยับตัวเตรียมลงจากม้า
แขนของเซียวฉางเยี่ยนกลับยังอยู่ข้างเอว ไม่ได้ปล่อย
“ท่านแม่ทัพ ถึงค่ายแล้วเจ้าค่ะ”
“ข้ารู้”
“เช่นนั้นปล่อยข้าลงได้แล้ว”
เขาไม่ได้ตอบทันที
อู๋เยี่ยยืนอยู่กลางลาน ทหารหลายคนกำลังรับเอกสารกับผู้ต้องสงสัย ไม่มีผู้ใดกล้ามองตรงมา แต่บรรยากาศรอบข้างเงียบผิดปกติราวกับทุกคนกำลังตั้งใจฟัง
เซียวฉางเยี่ยนก้มลงเล็กน้อย เสียงทุ้มดังอยู่ข้างหูนาง
“เจ้าสนใจอาการของข้ามากเพียงนี้เชียวหรือ”
เสิ่นชิงหลัวชะงัก นางหันหน้าไปมองเขา ระยะใกล้ทำให้เห็นแววตาซึ่งต่างจากเวลาสอบสวนผู้ต้องหาเล็กน้อย แต่ยังไม่อาจระบุได้ว่าหมายถึงสิ่งใด
นางจึงตอบตามเหตุผลที่ชัดเจนที่สุด
“หากท่านล้มป่วย ผู้ใดจะลงชื่อรับรองว่าบิดาข้าบริสุทธิ์เล่าเจ้าคะ”
