บทที่ 4 หญิงเลี้ยงม้าที่มองแผนศึกออก (4)
บทที่ 4 หญิงเลี้ยงม้าที่มองแผนศึกออก (4)
ฝนเริ่มตกหลังยามซวีไม่นาน
แรกเริ่มเป็นเพียงละอองบาง ๆ กระทบหลังคากระโจม แต่ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เสียงฝนก็ดังหนักราวกับมีผู้เทน้ำจากฟ้า ลมพัดจนคบไฟในค่ายดับไปหลายจุด
เสิ่นชิงหลัวตื่นขึ้นจากเสียงฟ้าร้อง นางไม่ได้กลับไปนอนต่อ เพราะม้าที่เพิ่งผ่านอาการพิษอาจตื่นตกใจจากเสียงดัง จึงสวมเสื้อคลุมบางแล้วพาอาหลานไปยังคอก
ภายในคอกมืดและเย็นกว่าปกติ ม้าหลายตัวกระวนกระวาย คนเลี้ยงม้าต้องคอยเดินปลอบตามทาง อู๋เยี่ยยืนอยู่คอกท้ายสุด หูตั้งฟังเสียงฝน แต่ยังควบคุมตนเองได้
เสิ่นชิงหลัวเดินเข้าไปลูบคอมัน
“ฝนเพียงเท่านี้ทำอะไรเจ้าไม่ได้”
อู๋เยี่ยดันจมูกเข้าหาฝ่ามือนาง
อาหลานยืนกอดแขนตัวเองอยู่ด้านหลัง
“คุณหนู ข้าคิดว่าฝนจะตกถึงเช้า หนาวเกินไปแล้ว กลับกระโจมกันเถิดเจ้าค่ะ”
“รอให้ม้าสงบก่อน”
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นจากนอกคอก ทหารนายหนึ่งวิ่งฝ่าสายฝนเข้ามา เสื้อผ้าเปียกโชกและเต็มไปด้วยโคลน เขาตรงไปยังกระโจมบัญชาการ แต่เซียวฉางเยี่ยนกับเฉินอี้เดินออกมาพอดี
“รายงานท่านแม่ทัพ!” ทหารคุกเข่าลง “หน่วยตรวจเส้นทางส่งข่าวกลับมาแล้วขอรับ หน้าผาด้านตะวันตกของหุบเขาเซี่ยงเหอถล่มลงมาปิดทางเกือบทั้งหมด หากขบวนเดินตามกำหนดเดิม เกวียนคงติดอยู่กลางหุบเขา!”
ทหารและคนเลี้ยงม้ารอบข้างต่างชะงัก
แม้เสิ่นชิงหลัวคาดไว้แล้ว แต่เมื่อได้ยินว่าดินถล่มจริง นางยังผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก
“ขบวนเสบียงเล่า” เซียวฉางเยี่ยนถาม
“ขบวนจริงผ่านเส้นทางตะวันออกเรียบร้อยแล้วขอรับ ฝนทำให้ช้าลงเล็กน้อย แต่ไม่มีความเสียหาย ส่วนขบวนลวงหยุดรออยู่นอกหุบเขาตามคำสั่ง”
“พบผู้ติดตามหรือไม่”
“พบเงาคนส่งสัญญาณบนเนินทางใต้สองคน ทหารกำลังปิดล้อม ยังไม่มีรายงานว่าจับได้หรือไม่ขอรับ”
เซียวฉางเยี่ยนพยักหน้า
“ส่งคนเสริมไป อย่าให้หลุดรอด”
“ขอรับ!”
ทหารวิ่งกลับออกไปท่ามกลางฝน
เฉินอี้หันมามองเสิ่นชิงหลัวซึ่งยืนอยู่ในคอก
“คุณหนูเสิ่น ท่านเดาถูกอีกแล้ว”
นางตอบอย่างสงบ
“เป็นเพียงการอ่านรอยน้ำบนแผนที่เจ้าค่ะ”
“หากไม่มีท่าน เสบียงหลายสิบเกวียนคงถูกฝังอยู่ใต้ดินแล้ว”
“ผู้ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางคือท่านแม่ทัพ ไม่ใช่ข้า”
เซียวฉางเยี่ยนไม่ได้กล่าวสิ่งใด เขามองเสื้อคลุมบางบนร่างนางซึ่งถูกละอองฝนพัดจนชื้น แล้วหันไปสั่งเฉินอี้ให้จัดการเรื่องขบวนต่อ ก่อนเดินออกไปทางกระโจมบัญชาการ
เสิ่นชิงหลัวคิดว่าเขากลับไปทำงาน จึงหันไปตรวจม้าอีกตัว
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าก็กลับมา
เซียวฉางเยี่ยนปรากฏตัวที่ทางเข้าคอกอีกครั้ง ในมือมีเสื้อคลุมหนาสีดำผืนหนึ่ง
โดยไม่กล่าวสิ่งใด เขาคลี่เสื้อคลุมแล้วพาดลงบนไหล่นาง กลิ่นไม้สนอ่อน ๆ กับความอุ่นที่ยังเหลืออยู่ในเนื้อผ้าห่อหุ้มร่างทันที
เสิ่นชิงหลัวหันไปมอง
“ท่านแม่ทัพ?”
“เสื้อของเจ้าเปียก”
“เพียงเล็กน้อยเจ้าค่ะ ข้ากำลังจะกลับแล้ว”
“เจ้าพูดเช่นนี้ตั้งแต่ครึ่งชั่วยามก่อน”
นางไม่คิดว่าเขาจะรู้ว่านางอยู่ในคอกมานานเท่าใด จึงเงียบไปชั่วครู่
เซียวฉางเยี่ยนก้มมองมือข้างหนึ่งของนางซึ่งยังวางอยู่บนแผงคออู๋เยี่ย ปลายนิ้วซีดจากความเย็น
เขายื่นมือมาจับข้อมือนาง ก่อนเลื่อนฝ่ามือไปกุมมือข้างนั้นไว้
การกระทำเกิดขึ้นรวดเร็วและตรงไปตรงมา จนเสิ่นชิงหลัวไม่ทันดึงกลับ
ฝ่ามือของเขาอุ่นและหยาบจากการจับอาวุธ ความร้อนซึมผ่านผิวเย็นของนางในเวลาเพียงชั่วครู่
เซียวฉางเยี่ยนขมวดคิ้ว
“เย็นเช่นนี้ยังบอกว่าไม่เป็นอะไร”
เสิ่นชิงหลัวมองมือของตนที่อยู่ในมือเขา แล้วเงยหน้าขึ้นอย่างจริงจัง
“ท่านแม่ทัพกำลังตรวจชีพจรหรือเจ้าคะ”
มือของเขานิ่งค้าง
อาหลานซึ่งยืนอยู่ด้านหลังรีบก้มหน้าลง ส่วนคนเลี้ยงม้าคนหนึ่งหันไปจัดกองฟางซึ่งจัดไว้เรียบร้อยแล้ว
เซียวฉางเยี่ยนมองเสิ่นชิงหลัว นางไม่ได้มีสีหน้าเย้าแหย่แม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่าถามเพราะคิดว่าเขากำลังตรวจอุณหภูมิหรือชีพจรจริง ๆ
“เหตุใดจึงถามเช่นนั้น” เขากล่าวในที่สุด
“หมอเคยจับข้อมือข้าแบบนี้เจ้าค่ะ แต่ตำแหน่งนิ้วของท่านไม่ตรงนัก หากต้องการตรวจว่าข้าหนาวจนชีพจรอ่อนหรือไม่ ควรวางนิ้วตรงนี้”
นางใช้มืออีกข้างชี้บริเวณข้อมือตนเองอย่างตั้งใจ
เซียวฉางเยี่ยนปล่อยมือทันที
“ข้าไม่ได้ตรวจชีพจร”
“เช่นนั้นท่านกำลังตรวจสิ่งใดหรือเจ้าคะ”
เขาเงียบไปหนึ่งอึดใจ
“ไม่มีอะไร”
จากนั้นก็หันหลังเดินออกจากคอกไปโดยไม่รอคำตอบ
เสิ่นชิงหลัวมองตามอย่างงุนงง
“ท่านแม่ทัพยังไม่เอาเสื้อคลุมคืนเลย”
เขาไม่ได้หันกลับมา
อาหลานรอจนเงาร่างสูงหายไปในม่านฝน จึงขยับเข้ามาใกล้ผู้เป็นนาย
“คุณหนูเจ้าคะ”
“ว่าอย่างไร”
“ท่านแม่ทัพอาจไม่ได้ต้องการตรวจชีพจร”
“ข้ารู้แล้ว เขาบอกเอง”
“บ่าวหมายถึง...” อาหลานลดเสียงลง “เขาอาจชอบท่าน”
เสิ่นชิงหลัวมองนางนิ่ง จากนั้นจึงหันไปหาอู๋เยี่ยซึ่งกำลังดึงชายเสื้อคลุมสีดำบนไหล่นางเล่น
“เป็นไปไม่ได้”
“เหตุใดจึงเป็นไปไม่ได้เจ้าคะ เขานำเสื้อคลุมมาให้ จับมือท่าน แล้วเมื่อเช้ายังถามว่าท่านพักหรือยัง”
“เขาให้ข้าอยู่ใกล้เพราะต้องจับตาดู ถามเรื่องพักเพราะข้ายังต้องตรวจม้า และจับมือเพราะเห็นว่ามือเย็น” นางอธิบายอย่างมีเหตุผล “ทุกอย่างเกี่ยวข้องกับงานทั้งสิ้น”
“แล้วเหตุใดต้องใช้เสื้อคลุมของตนเอง”
เสิ่นชิงหลัวมองม้าสีดำตรงหน้า อู๋เยี่ยกำลังเอาจมูกแตะผ้าคลุม คล้ายจำกลิ่นเจ้าของได้
นางลูบหน้าผากมันเบา ๆ
“เขาคงชอบม้าของตนมากกว่า”
