คนที่ควรพบในวังกลับมาถึงค่าย (1)
คนที่ควรพบในวังกลับมาถึงค่าย (1)
“องค์ชายสามเสด็จมาถึงหน้าค่ายแล้วขอรับ!”
เสียงรายงานดังขึ้นก่อนยามเฉินไม่นาน ทำให้การเคลื่อนไหวในคอกม้าหยุดชะงักไปชั่วขณะ
คนเลี้ยงม้าหลายคนวางถังน้ำในมือ ทหารที่กำลังขนกระสอบหญ้ารีบจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แม้แต่นายกองผู้ควบคุมการตรวจทะเบียนก็หันมองไปทางประตูค่ายด้วยสีหน้าตึงเครียด
เสิ่นชิงหลัวยืนนิ่งอยู่ข้างม้าสีน้ำตาลตัวหนึ่ง ปลายนิ้วซึ่งกำลังตรวจเหงือกม้าหยุดค้าง
องค์ชายสาม
นางควรรู้ดีว่าเขาจะมา คดีม้าศึกถูกวางยาและสับเปลี่ยน เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินกองทัพ อีกทั้งหน่วยลาดตระเวนยังพบผู้ส่งสัญญาณให้ขบวนลวงเมื่อคืน เรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ ราชสำนักย่อมส่งคนมาตรวจสอบ
เพียงแต่นางไม่คิดว่าจะเป็นจ้าวจิ่งหยวน และไม่คิดว่าเขาจะปรากฏตัวเร็วถึงเพียงนี้ ชาติที่แล้ว นางควรพบเขาครั้งแรกในงานชมบุปผาเมื่อสามวันก่อน ผ้าเช็ดหน้าของนางจะปลิวตกใกล้สระน้ำ แล้วเขาจะเป็นผู้เก็บขึ้นมาส่งคืน
ทว่านางฉีกบัตรเชิญทิ้งไปแล้ว นางคิดว่าหากไม่เข้าวัง จุดเริ่มต้นทั้งหมดก็จะหายไป
แต่เพียงไม่กี่วัน คนที่ควรยืนอยู่ท่ามกลางดอกโบตั๋นในวังหลวงกลับเดินทางมาหานางถึงค่ายทหาร เหตุการณ์เปลี่ยนไปเร็วกว่าที่คาดไว้ หรือบางที ต่อให้นางหลีกหนีเส้นทางเดิม โชคชะตาก็ยังพยายามผลักคนเหล่านั้นกลับเข้ามาในชีวิต
“คุณหนู?”
เสียงอาหลานเรียกเบา ๆ
เสิ่นชิงหลัวจึงรู้ตัวว่านางกำลังออกแรงจับสายจูงแน่นเกินไป ม้าสีน้ำตาลขยับศีรษะอย่างไม่สบายใจ นางคลายมือทันที แล้วลูบข้างแก้มมันเพื่อปลอบ
“ข้าไม่เป็นไร”
อาหลานมองใบหน้าซีดลงของผู้เป็นนายอย่างไม่เชื่อ
“องค์ชายสามเสด็จมาตรวจคดี ท่านคงต้องเข้าไปคารวะหรือไม่เจ้าคะ”
“ข้าเป็นเพียงคนช่วยตรวจม้าชั่วคราว ไม่มีตำแหน่งในกองทัพ”
เสิ่นชิงหลัวหยิบแผ่นบันทึกอาการขึ้นมา
“ให้ท่านแม่ทัพกับนายทหารรับรองพระองค์ก็พอ เราไปตรวจคอกด้านนอก”
อาหลานลังเล แต่ยังรับคำ
ทั้งสองเดินออกทางประตูหลังของคอก ซึ่งเชื่อมไปยังลานเลี้ยงม้าด้านเหนือ เสิ่นชิงหลัวตั้งใจใช้เวลาช่วงที่ราชสำนักตรวจสอบเอกสารอยู่ห่างจากกระโจมบัญชาการให้มากที่สุด
นางไม่จำเป็นต้องพบจ้าวจิ่งหยวน ไม่มีเหตุผลต้องสนทนา และยิ่งไม่มีความจำเป็นต้องให้เขาสนใจในตัวนางเช่นชาติเดิม แต่ยังไม่ทันพ้นรั้วคอก เสียงแตรสั้นก็ดังขึ้นจากหน้าค่าย
ทหารสองแถวคุกเข่าลงพร้อมกัน
เสิ่นชิงหลัวหลีกไปยืนข้างทาง ตั้งใจรอให้ขบวนผ่านก่อนค่อยเดินต่อ
ม้าสีขาวตัวหนึ่งก้าวเข้ามาในค่ายอย่างสง่างาม ผู้ที่นั่งอยู่บนหลังม้าสวมเสื้อคลุมสีฟ้าเข้มปักลายเมฆเงิน แม้ไม่ได้แต่งกายเต็มยศ แต่หยกประดับเอวกับตราราชวงศ์บนสายรัดม้าก็เพียงพอให้ผู้คนรู้ฐานะ
ใบหน้าของเขายังหนุ่มกว่าภาพสุดท้ายในลานประหารหลายปี
ไม่มีมงกุฎรัชทายาท
ไม่มีม่านแพรสีทอง
และยังไม่มีความเหนื่อยล้าซึ่งเกิดจากการแย่งชิงอำนาจยาวนาน
จ้าวจิ่งหยวนในเวลานี้อายุยี่สิบสี่ปี ดวงตายังคงอ่อนโยน รอยยิ้มสุภาพ และมีท่าทีซึ่งทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกว่าเขากำลังตั้งใจฟังคนตรงหน้าเสมอ
ครั้งหนึ่ง เสิ่นชิงหลัวเคยหลงเชื่อว่าความอ่อนโยนนั้นมีไว้สำหรับนางเพียงคนเดียว วันนี้นางรู้แล้วว่าเขาปฏิบัติเช่นนั้นกับทุกคนที่มีคุณค่าเพียงพอ เสิ่นชิงหลัวลดสายตาลง ก่อนที่ขบวนจะเคลื่อนผ่าน
“ถวายบังคมองค์ชายสาม”
เสียงของทหารดังขึ้นพร้อมกัน
จ้าวจิ่งหยวนลงจากม้า เซียวฉางเยี่ยนกับเฉินอี้ออกมารับอยู่ด้านหน้า
“กระหม่อมถวายบังคมองค์ชายสาม”
“ท่านแม่ทัพไม่ต้องมากพิธี” จ้าวจิ่งหยวนกล่าว “ข้าได้รับพระบัญชาจากเสด็จพ่อให้มาตรวจสอบคดีม้าศึก การเดินทางครั้งนี้มิใช่พิธีราชการใหญ่โต ทุกคนทำหน้าที่ตามเดิมเถิด”
น้ำเสียงนี้เอง
ชาติที่แล้ว เมื่อพบกันครั้งแรก เขาก็กล่าวกับนางว่าไม่ต้องมากพิธี
ความทรงจำพุ่งเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว
ภาพมือที่ยื่นผ้าเช็ดหน้าคืนให้
เสียงหัวเราะใต้ศาลากลางสวน
คืนที่เขานั่งบดหมึกให้นางเขียนแผนศึก
และเงาร่างที่ยืนอยู่หลังม่าน ไม่ยอมออกคำสั่งช่วยบิดานาง
ฝ่ามือของเสิ่นชิงหลัวเย็นลง นางก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว หมายหลบออกทางด้านข้าง อู๋เยี่ยซึ่งถูกผูกอยู่ในคอกใกล้กันกลับส่งเสียงร้องขึ้นพอดี
เสียงของมันทำให้จ้าวจิ่งหยวนหันมอง สายตาของเขาผ่านม้าสีดำ ก่อนหยุดอยู่ที่หญิงสาวในชุดเรียบซึ่งยืนอยู่ข้างรั้วไม้
เสิ่นชิงหลัวรู้ทันทีว่าสายเกินกว่าจะหลีกหนี
“หญิงผู้นั้นคือใคร”
จ้าวจิ่งหยวนถาม
เฉินอี้มองผู้เป็นนายชั่วครู่ ก่อนตอบ
“คุณหนูรองตระกูลเสิ่น เสิ่นชิงหลัวพ่ะย่ะค่ะ นางเป็นผู้ตรวจพบว่าม้าถูกวางยา ทั้งยังช่วยตรวจม้าที่ถูกสับเปลี่ยน”
ชื่อของนางถูกกล่าวออกมาแล้ว เสิ่นชิงหลัวจึงไม่มีทางเลือกนอกจากเดินออกจากข้างทาง นางหยุดห่างจากจ้าวจิ่งหยวนในระยะเหมาะสม ย่อตัวคำนับโดยไม่เงยหน้ามองเขานานเกินไป
“หม่อมฉันเสิ่นชิงหลัว ถวายบังคมองค์ชายสามเพคะ”
ความเงียบเกิดขึ้นครู่หนึ่ง
“เสิ่นชิงหลัว”
เขาทวนชื่อนางเบา ๆ เสียงนั้นทำให้ปลายนิ้วซึ่งซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของนางกำแน่นขึ้น ชาติที่แล้ว เขาเคยเรียกชื่อนางเช่นนี้นับไม่ถ้วน
ยามต้องการปรึกษาแผน
ยามมอบของขวัญ
ยามขอให้นางเสียสละอีกเพียงครั้งเดียวเพื่ออนาคตของทั้งสอง
กระทั่งคืนก่อนนางถูกจับ เขายังส่งคนมาบอกว่า
ชิงหลัว จงเชื่อข้า
“เงยหน้าขึ้นเถิด” จ้าวจิ่งหยวนกล่าว
