บทที่ 4 หญิงเลี้ยงม้าที่มองแผนศึกออก (3)
บทที่ 4 หญิงเลี้ยงม้าที่มองแผนศึกออก (3)
เซียวฉางเยี่ยนมองแผนที่
“หากมีสายลับในค่าย ข่าวเส้นทางเดิมจะถูกส่งออกไป”
“เจ้าค่ะ หากศัตรูดักโจมตีขบวนลวง แสดงว่าข่าวรั่วจากคนที่เข้าถึงแผนการประชุมวันนี้” นางกล่าว “ท่านสามารถซ่อนกำลังไว้ด้านนอกหุบเขา รอจับคนที่มาตรวจสอบหรือผู้ส่งสัญญาณให้ศัตรู”
คำพูดสุดท้ายทำให้สีหน้าของนายทหารทุกคนเปลี่ยนไป
การสับเปลี่ยนม้ากับวางยาหญ้าเพิ่งเกิดขึ้น คนในค่ายต่างรู้ว่าต้องมีผู้ร่วมมือจากภายใน แต่ยังไม่มีผู้ใดคิดใช้ขบวนเสบียงเป็นกับดักในเวลาเดียวกัน
เฉินอี้เอ่ยอย่างสนใจ
“หากสายลับไม่ส่งข่าวเล่า”
“ขบวนลวงก็เพียงเสียเวลาเล็กน้อย ส่วนเสบียงจริงยังเดินทางปลอดภัย”
“หากไม่มีฝนและเส้นทางเดิมไม่ถล่ม?”
“ก็ยิ่งดี ไม่มีผู้ใดต้องเสียหาย”
นายทหารอาวุโสมองเสิ่นชิงหลัวด้วยสายตาแตกต่างจากเดิม
“คุณหนูเสิ่นเคยเรียนตำราพิชัยสงครามจากผู้ใด”
คำถามนั้นทำให้นางรู้ตัวว่าตนพูดมากเกินไปแล้ว
นางไม่เพียงชี้เรื่องดินถล่ม แต่ยังเสนอขบวนลวง ใช้ข่าวรั่วตรวจสายลับ และประเมินความคุ้มค่าของความเสี่ยงครบถ้วน สิ่งเหล่านี้เกินกว่าความรู้ของหญิงสาวซึ่งอ้างว่าอยู่กับม้าเป็นส่วนใหญ่
เสิ่นชิงหลัวถอนมือออกจากแผนที่
“เคยอ่านหนังสือเล่น ๆ ตอนเฝ้าม้าป่วยเจ้าค่ะ”
นายทหารคนหนึ่งทำสีหน้าไม่เชื่อ “เฝ้าม้าป่วยจนอ่านแผนศึกออกเช่นนี้หรือ”
“กลางคืนยาว หากม้าไม่หลับ คนเฝ้าก็ไม่มีสิ่งใดทำ”
เฉินอี้ก้มหน้าลงเล็กน้อย คล้ายพยายามซ่อนรอยยิ้ม
เซียวฉางเยี่ยนกลับไม่ปล่อยผ่าน
“หากต้องผ่านพื้นที่ลุ่มซึ่งมีแม่น้ำอยู่ทางใต้ ภูเขาอยู่ทางเหนือ และศัตรูครองพื้นที่สูง ควรตั้งขบวนอย่างไร”
เสิ่นชิงหลัวหันไปมองเขา นี่ไม่ใช่คำถามเรื่องเส้นทางอีกต่อไป
เขากำลังทดสอบนาง
“ต้องรู้ก่อนว่ากำลังพลเท่าใด ขบวนมีสิ่งใด และต้องการผ่านหรือปักหลักเจ้าค่ะ”
“ขบวนม้าห้าสิบตัว ทหารหนึ่งร้อย ต้องผ่านโดยไม่ปะทะ”
“ไม่ควรเดินชิดแม่น้ำ เพราะหากถูกโจมตีจากพื้นที่สูงจะถอยไม่ได้ ควรเว้นระยะจากตลิ่ง ใช้หน่วยเบาสำรวจเชิงเขาก่อน และแบ่งม้าเป็นกลุ่มเล็กเพื่อลดความสับสนหากถูกทำให้ตกใจ”
“หากศัตรูมีธนูไฟ”
“เตรียมผ้าเปียกคลุมสัมภาระ อย่าบรรทุกหญ้าแห้งไว้ด้านนอก และให้ม้าตัวที่ฝึกดีอยู่หัวกับท้ายขบวนเพื่อควบคุมตัวอื่น”
คำถามต่อมาถูกส่งมาแทบไม่เว้นจังหวะ
“หากช่องเขามีทางออกสองด้าน?”
“ส่งคนตรวจร่องรอยเกือกม้าก่อน หากมีรอยเข้าแต่ไม่มีรอยออก แสดงว่าอาจมีคนซ่อนอยู่ด้านใน”
“หากต้องเลือกระหว่างเส้นทางสั้นแต่แคบกับเส้นทางยาวแต่มีน้ำ?”
“ดูจำนวนม้ากับเวลาที่มี หากม้าเหนื่อยหรือขาดน้ำ เส้นทางยาวอาจปลอดภัยกว่า แต่ต้องตรวจว่าจุดน้ำถูกวางยาหรือไม่”
“หากศัตรูเผาหญ้าด้านหน้า?”
“อย่าวิ่งย้อนกลับพร้อมกัน ให้แยกขบวนออกด้านข้างตามทิศลม หากลมพัดสวนทางจึงค่อยใช้ผ้าชุบน้ำคลุมจมูกม้าและผ่านจุดไฟที่แคบที่สุด”
คำตอบไหลออกจากปากนางอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะทุกสถานการณ์ล้วนเป็นสิ่งที่เคยศึกษา เคยคิด หรือเคยแก้ไขมาแล้วในชาติเดิม
กระทั่งเห็นสายตาของทุกคนในกระโจม นางจึงหยุด
นายทหารที่เคยไม่พอใจไม่มีผู้ใดกล่าวแทรกอีก
เฉินอี้มองนางเหมือนกำลังมองสิ่งประหลาด
ส่วนเซียวฉางเยี่ยนนิ่งกว่าทุกคน แต่แววตาคมลึกขึ้นเรื่อย ๆ
เสิ่นชิงหลัวยกมือปิดปากแล้วแกล้งหาวเบา ๆ
“ขออภัยเจ้าค่ะ เมื่อคืนข้านอนไม่เต็มที่ คงพูดไปตามสิ่งที่เคยอ่านและเดาถูกโดยบังเอิญ”
เฉินอี้มองผู้เป็นนาย แล้วมองนาง
“เดาถูกทุกข้อหรือ”
“บางทีคำถามของท่านแม่ทัพอาจไม่ยากนัก”
ทันทีที่พูดจบ นางก็รู้ว่าคำแก้ตัวนี้ไม่ได้ช่วยเลย
บรรยากาศในกระโจมเงียบลงอีกครั้ง เซียวฉางเยี่ยนมองนางนิ่ง ก่อนเลื่อนแผนที่ไปตรงหน้าเฉินอี้
“ใช้แผนของนาง”
นายทหารอาวุโสรีบกล่าว “ท่านแม่ทัพ เรื่องนี้”
“ส่งคนไปตรวจหุบเขาเซี่ยงเหอก่อนค่ำ เตรียมขบวนลวง และให้เสบียงจริงออกทางตะวันออกก่อนหนึ่งชั่วยาม”
น้ำเสียงของเขาเด็ดขาด ไม่มีช่องให้โต้แย้ง
“หากแผนผิด ข้ารับผิดชอบเอง”
ทุกคนประสานมือพร้อมกัน
“ขอรับ!”
เสิ่นชิงหลัวมองเขาอย่างไม่คาดคิด
คนเป็นแม่ทัพกล้าเลือกใช้แผนของหญิงสาวซึ่งเพิ่งรู้จักกันไม่ถึงสองวัน ทั้งยังประกาศรับผิดชอบต่อหน้านายทหารทั้งหมด
ในชาติเดิม ทุกครั้งที่นางเสนอแผนผ่านจ้าวจิ่งหยวน เขามักให้คนอื่นนำไปตรวจซ้ำหลายรอบ แล้วเปลี่ยนถ้อยคำจนกลายเป็นความคิดของขุนนางหรือที่ปรึกษาชาย
เซียวฉางเยี่ยนกลับไม่ถามว่านางเป็นหญิงหรือมีตำแหน่งใด เขาถามเพียงว่าแผนใช้ได้หรือไม่ เมื่อเห็นว่าใช้ได้ เขาก็สั่งให้ทำทันที
ความรู้สึกบางอย่างเคลื่อนผ่านใจเสิ่นชิงหลัวอย่างรวดเร็ว แต่ถูกนางกดลง นางมาที่นี่เพื่อช่วยบิดา ไม่ใช่เพื่อมองหาความแตกต่างระหว่างบุรุษสองคน
“ข้าขอตัวกลับไปดูม้าเจ้าค่ะ”
เซียวฉางเยี่ยนพยักหน้า
ก่อนนางออกจากกระโจม เสียงของเขาดังตามหลัง
“คืนนี้อย่าอยู่ไกลจากกระโจม”
เสิ่นชิงหลัวหันกลับ
“เหตุใดเจ้าคะ”
“หากแผนลวงสายลับได้ผล คนที่เสนอแผนอาจไม่ปลอดภัย”
นางเข้าใจทันที
“ข้าจะระวังเจ้าค่ะ”
เขามองนางครู่หนึ่ง คล้ายไม่พอใจกับคำตอบ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้กล่าวเพิ่ม
