บทที่ 4 หญิงเลี้ยงม้าที่มองแผนศึกออก (2)
บทที่ 4 หญิงเลี้ยงม้าที่มองแผนศึกออก (2)
เสิ่นชิงหลัวหันกลับไปหาอู๋เยี่ย ตั้งใจว่าตลอดสามวันนี้ นางจะทำเพียงตรวจม้า รักษาม้า และค้นหาว่าขบวนใดถูกสับเปลี่ยนบ้าง เรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับนาง โดยเฉพาะเรื่องในกองทัพ
ช่วงปลายยามเว่ย ฝนยังไม่ตก แต่ท้องฟ้าทางเหนือเริ่มมืดลง เสิ่นชิงหลัวเพิ่งตรวจม้าตัวสุดท้ายเสร็จ เมื่อทหารคนหนึ่งนำแผ่นบันทึกจากคอกด้านนอกมาให้ลงชื่อรับรอง นางอ่านรายละเอียดอย่างรอบคอบ พบว่าปริมาณหญ้าสะอาดซึ่งส่งเข้ามาใหม่ไม่ตรงกับจำนวนม้า จึงเดินไปยังพื้นที่เก็บเสบียงเพื่อสอบถาม
ทางเดินไปโกดังต้องผ่านด้านหลังกระโจมบัญชาการ
ขณะกำลังจะเดินผ่าน เสียงสนทนาหนักแน่นจากภายในก็ดังออกมา
“ขบวนเสบียงจะออกพรุ่งนี้ยามเหม่า ใช้เส้นทางหุบเขาเซี่ยงเหอ ใช้เวลาสั้นกว่าทางอ้อมเกือบหนึ่งวัน”
“แต่ช่วงนี้มีฝน ข้ากังวลว่าพื้นทางจะลื่น”
“พื้นลื่นยังพอแก้ได้ หากเปลี่ยนเส้นทางตอนนี้อาจไปถึงแนวหน้าช้า ทหารรอเสบียงไม่ได้”
เสิ่นชิงหลัวไม่ได้ตั้งใจฟังเรื่องทหาร นางจึงเร่งฝีเท้า หมายเดินผ่านไปโดยไม่หยุด แต่ลมแรงพัดชายม่านกระโจมเปิดขึ้นชั่วขณะ บนโต๊ะกลางมีแผนที่ผืนใหญ่กางอยู่ เส้นทางขบวนถูกทำเครื่องหมายด้วยหมึกแดง ลากผ่านหุบเขาแคบระหว่างภูเขาสองลูก
เพียงเห็นแนวเส้น นางก็ชะงัก หุบเขาเซี่ยงเหอ
ชาติก่อน นางเคยศึกษาพื้นที่นี้เพื่อวางแผนส่งเสบียงให้กองทัพของจ้าวจิ่งหยวน แม้จะไม่เคยเดินทางไปด้วยตนเอง แต่รายงานภูมิประเทศกับบันทึกของคนท้องถิ่นยังติดอยู่ในความทรงจำ
หุบเขาแห่งนั้นมีลำธารแห้งพาดผ่านกลางทาง ในฤดูปกติดูเหมือนเส้นทางราบสะดวก แต่เมื่อฝนตกต่อเนื่อง น้ำจากภูเขาด้านตะวันตกจะไหลรวมลงใต้ดิน ทำให้ดินชั้นบนอุ้มน้ำจนหน้าผาถล่ม
เครื่องหมายเส้นน้ำบนแผนที่ตรงหน้าก็แสดงสิ่งเดียวกัน
เสิ่นชิงหลัวพยายามก้าวต่อ
ไม่เกี่ยวกับนาง
นางเพิ่งสาบานว่าจะไม่เป็นกุนซือให้ผู้ใดอีก
ขบวนเสบียงของกองทัพยิ่งไม่ควรเกี่ยวข้อง
“หากฝนตกจริง ให้เพิ่มคนคุมเกวียนและใช้เชือกผูกล้อ” นายทหารคนหนึ่งกล่าว “อย่างไรก็ต้องใช้ทางนี้”
เสิ่นชิงหลัวเดินต่อไปได้อีกสองก้าว
จากนั้นก็ได้ยินอีกเสียง
“เสบียงชุดนี้มีทั้งยาและอาหารสำหรับทหารบาดเจ็บ หากล่าช้าหนึ่งวันอาจมีคนตาย”
ฝีเท้าของนางหยุดลง นางหลับตา สูดลมหายใจช้า ๆ
ในชาติเดิม นางเคยปล่อยให้คำว่าไม่เกี่ยวกับตนผ่านไปไม่ได้ นางช่วยคิด ช่วยแก้ และช่วยทุกคนจนสุดท้ายไม่มีสิ่งใดเหลือเป็นของตนเอง
แต่คราวนี้ไม่เหมือนกัน
การเตือนเรื่องเส้นทางหนึ่งครั้งไม่ได้หมายความว่านางต้องมอบทั้งชีวิตให้กองทัพอีก อย่างน้อย นางก็ไม่ควรมองดูขบวนเสบียงเดินเข้าไปในพื้นที่อันตรายทั้งที่รู้
เสิ่นชิงหลัวหันกลับ เดินไปหยุดตรงทางเข้ากระโจม
ทหารรักษาการณ์ยกมือขวาง
“คุณหนูเสิ่น ด้านในกำลังประชุม”
“ข้าได้ยินว่าพวกท่านจะใช้เส้นทางหุบเขาเซี่ยงเหอ”
เสียงสนทนาในกระโจมหยุดลง ม่านถูกเปิดออก เฉินอี้ก้าวออกมา สีหน้าประหลาดใจเมื่อเห็นนาง
“คุณหนูเสิ่นมีธุระหรือ”
“เส้นทางนั้นใช้ไม่ได้”
เฉินอี้ยังไม่ทันตอบ นายทหารอาวุโสด้านในก็กล่าวเสียงแข็ง
“คุณหนูผู้หนึ่งฟังเรื่องทหารจากด้านนอกแล้วกล่าวว่าใช้ไม่ได้ นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดเล่น”
เสิ่นชิงหลัวมองผ่านเฉินอี้ไปยังแผนที่บนโต๊ะ
“ข้าไม่ได้พูดเล่น”
เซียวฉางเยี่ยนนั่งอยู่หัวโต๊ะ ดวงตาคมมองนางอย่างสงบ เขาไม่ได้แสดงความไม่พอใจ เพียงยกมือให้ทหารรักษาการณ์ลดแขนลง
“เข้ามา”
เสิ่นชิงหลัวลังเลเพียงเล็กน้อย ก่อนก้าวเข้าไป
ในกระโจมมีนายทหารหกคนยืนรอบโต๊ะ บรรยากาศเต็มไปด้วยแรงกดดัน เห็นได้ชัดว่าการประชุมยังหาข้อสรุปไม่ได้
นายทหารผู้พูดเมื่อครู่มองนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
“คุณหนูเสิ่นรู้หรือว่าหุบเขาเซี่ยงเหออยู่ที่ใด”
“ห่างจากค่ายไปทางเหนือราวห้าสิบลี้ มีทางเข้ากว้างทางใต้ แต่แคบลงใกล้หน้าผาด้านตะวันตก จากนั้นเชื่อมกับทางสายหลักสู่แนวหน้า”
หลายคนมองหน้ากัน
นายทหารคนนั้นขมวดคิ้ว “เจ้าเคยไปหรือ”
“ไม่เคยเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นรู้ได้อย่างไร”
เสิ่นชิงหลัวชี้ไปยังแผนที่
“มีบันทึกไว้ตรงนี้”
นิ้วของนางแตะเส้นสีฟ้าจาง ๆ ซึ่งลากผ่านพื้นที่ต่ำของหุบเขา
“เส้นนี้คือทางน้ำเก่า แม้บนพื้นจะดูแห้ง แต่แนวลำธารจากภูเขาสองด้านไหลมารวมกันตรงช่วงแคบ รอยเส้นน้ำถี่กว่าบริเวณอื่น แสดงว่าพื้นที่รับน้ำมาก หากฝนตกหนัก ดินเหนือชั้นหินจะอุ้มน้ำและไหลลงมาตามความลาดชัน”
นายทหารอีกคนแย้ง “แต่เส้นทางนี้ใช้ส่งเสบียงมาตลอดหลายปี ไม่เคยมีปัญหา”
“ช่วงที่ใช้เป็นฤดูใดเจ้าคะ”
“ส่วนใหญ่ฤดูร้อนกับต้นฤดูใบไม้ร่วง”
“ตอนนั้นฝนน้อยกว่านี้ และดินยังไม่ผ่านการแช่น้ำหลายวัน” นางมองไปนอกกระโจม “สองคืนที่ผ่านมาอากาศชื้น ลมจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือพัดต่ำ เมฆบนยอดเขาไม่กระจาย วันนี้ท้องฟ้าด้านเหนือมืดลงเร็ว คืนนี้มีโอกาสเกิดฝนหนัก”
นายทหารอาวุโสหัวเราะเบา ๆ
“คุณหนูเสิ่นรักษาม้าเป็น จึงดูฝนเป็นด้วยหรือ”
น้ำเสียงแฝงการประชดชัดเจน
เสิ่นชิงหลัวไม่ได้โกรธ
“คนเลี้ยงม้าต้องดูฟ้าเป็นเจ้าค่ะ หากไม่รู้ว่าฝนจะมาเมื่อใด ย่อมเตรียมหญ้าแห้งและที่พักไม่ทัน”
“ต่อให้ฝนตก ก็ไม่ได้หมายความว่าดินจะถล่ม”
“ถูกต้องเจ้าค่ะ” นางพยักหน้า “ข้าเพียงบอกว่าความเสี่ยงสูงเกินกว่าจะนำขบวนเสบียงทั้งหมดเข้าไป”
“แล้วเจ้ามีหลักฐานใดนอกจากเส้นบนแผนที่”
เสิ่นชิงหลัวมองสัญลักษณ์เล็ก ๆ บริเวณทางเข้าหุบเขา
“ตรงนี้มีศาลาพักเก่า แต่บนแผนที่ฉบับใหม่ถูกขีดทับ แสดงว่าอาคารถูกทิ้งร้างหรือเสียหาย หากเป็นเพราะสงคราม ผู้ทำแผนที่มักระบุไว้ แต่ตรงนี้ไม่มีข้อความ น่าจะเสียหายจากสภาพพื้นที่มากกว่า”
นางเลื่อนนิ้วไปทางหน้าผาด้านตะวันตก
“แนวป่าบริเวณนี้ขาดเป็นช่วง ไม่ต่อเนื่องกับยอดเขา อาจเคยเกิดดินไหลมาก่อนจนต้นไม้ใหญ่ไม่ขึ้น หากส่งคนไปตรวจ จะพบดินใหม่ทับบนชั้นหินหรือร่องน้ำที่โคนเขา”
กระโจมเงียบลง นายทหารหลายคนเริ่มก้มดูแผนที่อย่างจริงจัง เซียวฉางเยี่ยนเป็นผู้ถามต่อ
“หากไม่ใช้หุบเขาเซี่ยงเหอ ควรใช้เส้นทางใด”
เสิ่นชิงหลัวมองเขา นางเพียงต้องการเตือนให้หลีกเลี่ยงเส้นทางอันตราย ไม่ได้ตั้งใจเสนอแผนทั้งหมด
แต่สายตาของเขายังคงนิ่ง รอคำตอบ
“ทางตะวันออกเจ้าค่ะ”
นางชี้ไปยังถนนสายเล็กซึ่งอ้อมเชิงเขา
“ไกลกว่าเจ็ดลี้ แต่พื้นสูงกว่า แม้ฝนตกก็ไม่เกิดน้ำหลากทันที”
นายทหารคนเดิมรีบแย้ง “ทางตะวันออกผ่านป่าทึบ หากมีศัตรูซุ่มโจมตี ขบวนเกวียนจะเสียเปรียบ”
“เช่นนั้นก็ไม่ควรให้ศัตรูรู้ว่าขบวนจริงอยู่ทางตะวันออก”
เสิ่นชิงหลัวตอบไปตามธรรมชาติ
“หมายความว่าอย่างไร” เฉินอี้ถาม
“แบ่งขบวนเป็นสองส่วน” นางกล่าว “ใช้เกวียนเปล่าหรือบรรทุกฟางคลุมผ้าให้เหมือนเสบียงจริง เดินทางเข้าหุบเขาเซี่ยงเหอตามกำหนดเวลาเดิม ให้ทหารคุ้มกันจำนวนพอเห็นได้ชัด ส่วนขบวนจริงออกก่อนหนึ่งชั่วยาม ใช้ทางตะวันออกและลดจำนวนคบไฟ”
