บท
ตั้งค่า

บทที่ 4 หญิงเลี้ยงม้าที่มองแผนศึกออก 1

บทที่ 4 หญิงเลี้ยงม้าที่มองแผนศึกออก

“ตัวนี้ลดน้ำถ่านลงครึ่งหนึ่ง อย่าให้ซ้ำก่อนครบหนึ่งชั่วยาม”

เสิ่นชิงหลัววางชามยาลงข้างรางอาหาร พลางใช้หลังมือแตะใต้กรามม้าสีน้ำตาลอ่อน อุณหภูมิร่างกายของมันกลับมาเกือบปกติแล้ว น้ำลายที่เคยไหลเป็นสายลดลง เหลือเพียงความอ่อนแรงบริเวณขาหลัง

คนเลี้ยงม้าที่รับหน้าที่จดอาการรีบเขียนลงในแผ่นไม้

“ส่วนตัวหมายเลขสิบสองยังไม่ควรพาเดิน” นางกล่าวต่อ “กล้ามเนื้อขามันกระตุกอยู่ หากฝืนอาจล้มจนเอ็นฉีก ให้ใช้ผ้าพยุงใต้ท้องและพลิกตัวทุกครึ่งชั่วยาม”

“ขอรับ คุณหนูเสิ่น”

ผ่านไปเพียงครึ่งวัน ท่าทีของคนในค่ายที่มีต่อนางเปลี่ยนไปมาก

เมื่อแรกมาถึง หลายคนมองนางเป็นเพียงคุณหนูตระกูลขุนนางซึ่งคงเข้าคอกม้าได้ไม่นานก็ทนกลิ่นไม่ไหว บางคนถึงกับเตรียมเก้าอี้และน้ำชาไว้ให้นางนั่งดูห่าง ๆ

แต่หลังเสิ่นชิงหลัวตรวจม้าไปทีละตัว แยกอาการได้แม่นยำกว่าคนเลี้ยงม้าหลายคน และใช้เพียงการดูฟันกับกีบก็ระบุม้าซึ่งถูกสับเปลี่ยนเพิ่มอีกสี่ตัว ไม่มีผู้ใดกล้าถามแล้วว่านางต้องการเก้าอี้หรือไม่

คนที่เคยคิดว่านางเกะกะกลับเริ่มเดินตามหลังพร้อมแผ่นไม้จดคำสั่ง

นางพอใจกับสภาพเช่นนี้

คนทำงานควรสนใจว่าต้องทำสิ่งใด ไม่ใช่สนใจว่านางเป็นบุตรสาวบ้านใดหรือแต่งกายอย่างไร

ยิ่งไม่มีผู้ใดชวนสนทนาเรื่องราชสำนัก นางยิ่งสบายใจ

“คุณหนูเจ้าคะ”

อาหลานเดินเข้ามาพร้อมถ้วยน้ำอุ่น “ท่านพักสักครู่เถิด ตั้งแต่เช้ายังไม่ได้กินอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเลย”

เสิ่นชิงหลัวรับถ้วยมาจิบหนึ่งคำ สายตายังคงมองม้าป่วยในคอกกลาง

“อู๋เยี่ยกินอาหารหรือยัง”

“กินหญ้าสะอาดไปครึ่งกำเจ้าค่ะ แต่ไม่ยอมให้คนเลี้ยงม้าป้อนน้ำถ่านเพิ่ม ทุกคนยืนล้อมกันอยู่พักใหญ่ สุดท้ายมันเตะรางน้ำแตก”

เสิ่นชิงหลัวถอนหายใจ

“ยิ่งล้อมยิ่งไม่ยอม”

“คนของท่านแม่ทัพบอกว่า ปกติมันให้เพียงท่านแม่ทัพเข้าใกล้ แต่วันนี้แม้แต่ท่านแม่ทัพก็ยังถูกมันสะบัดหน้าใส่”

อาหลานลดเสียงลงอย่างมีเลศนัย

“แต่พอคุณหนูเดินผ่าน มันกลับร้องเรียก”

“มันไม่ได้เรียกข้า เพียงได้กลิ่นหญ้าในมือ”

“บ่าวเห็นกับตาว่าในมือท่านไม่มีหญ้า”

เสิ่นชิงหลัวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนส่งถ้วยคืน

“เช่นนั้นมันคงจำกลิ่นสมุนไพรได้”

อาหลานอ้าปากหมายจะแย้ง แต่เสียงเรียกจากคอกท้ายสุดดังขึ้นเสียก่อน

อู๋เยี่ยกระแทกเกือกกับพื้นสองครั้ง เมื่อเห็นเสิ่นชิงหลัวหันไป มันก็ยื่นศีรษะพ้นรั้วไม้แล้วส่งเสียงในลำคอ

อาหลานกอดถ้วยน้ำไว้กับอก

“คุณหนูยังจะบอกว่ามันเรียกสมุนไพรอีกหรือเจ้าคะ”

เสิ่นชิงหลัวทำเป็นไม่ได้ยิน

นางเดินเข้าไปหาอู๋เยี่ย ตรวจดูดวงตาและเหงือกของมันอีกครั้ง อาการพิษลดลงมากแล้ว แต่ความกระวนกระวายยังไม่หาย คงเพราะต้องอยู่ในสถานที่แปลกและถูกคนจำนวนมากจับตามอง

“เจ้าดื่มยาเสียดี ๆ แล้วข้าจะให้เดินออกไปด้านนอก”

ม้าดำสะบัดแผงคอ คล้ายไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไข

“ต่อรองไม่ได้”

เสิ่นชิงหลัวรับชามน้ำถ่านจากคนเลี้ยงม้า ยื่นให้มันดม อู๋เยี่ยเบือนหน้าหนีทันที

นางจึงใช้ปลายนิ้วแตะของเหลวเล็กน้อยแล้วป้ายตรงริมฝีปากมัน

ม้าดำหันกลับมามองอย่างไม่พอใจ

“เจ้าเป็นม้าศึก ไม่ใช่ลูกม้าแรกเกิด หากดื่มยาเพียงเท่านี้ยังกลัว ต่อไปจะออกสนามรบอย่างไร”

“มันเคยผ่านสนามรบมาแล้วสามครั้ง”

เสียงทุ้มดังขึ้นจากด้านหลัง

เสิ่นชิงหลัวหันกลับไป

เซียวฉางเยี่ยนยืนอยู่ตรงทางเข้าคอกในชุดสีดำเช่นเดิม เพียงวันนี้ไม่มีผ้าคลุมสำหรับเดินทาง ดาบตรากองทัพยังคงอยู่ข้างเอวอย่างเปิดเผย ดูเหมือนเมื่อกลับเข้าค่ายแล้ว เขาไม่คิดปิดบังฐานะต่อไป

อาหลานกับคนเลี้ยงม้ารีบคำนับ

“คารวะท่านแม่ทัพ”

เสิ่นชิงหลัวคำนับตามอย่างสงบ

“ท่านแม่ทัพ”

แววตาของเซียวฉางเยี่ยนหยุดอยู่บนใบหน้านาง

“เมื่อวานเจ้ายังเรียกข้าว่านายกอง”

“เมื่อวานท่านบอกข้าเช่นนั้นเจ้าค่ะ”

“วันนี้รู้แล้วหรือ”

นางเหลือบมองดาบของเขาเพียงชั่วครู่

“คนในค่ายเรียกท่านอย่างไร ข้าก็ควรเรียกตามนั้น”

คำตอบหลีกเลี่ยงได้แนบเนียน แต่เซียวฉางเยี่ยนกลับมองนางราวกับรู้ว่านางเห็นฐานะแท้จริงตั้งแต่เมื่อใด เขาไม่ได้ซักต่อ เพียงเดินเข้าไปหาอู๋เยี่ย

ม้าดำหันมาดมมือเจ้าของ แต่ยังไม่ยอมดื่มยา

เสิ่นชิงหลัวยื่นชามให้เขา

“ท่านแม่ทัพลองป้อนเองเถิดเจ้าค่ะ”

“มันไม่ดื่มจากมือข้า”

“เพราะท่านยืนกดดันมันเกินไป”

“ข้ายังไม่ได้ทำสิ่งใด”

“สีหน้าท่านเหมือนกำลังสอบสวนผู้ต้องหา”

คนเลี้ยงม้ารอบข้างต่างก้มหน้าต่ำกว่าเดิม เซียวฉางเยี่ยนมองชามยา แล้วมองนาง

“เช่นนั้นเจ้าทำให้ดู”

เสิ่นชิงหลัวรับชามกลับมา นางไม่ได้พยายามยื่นให้อู๋เยี่ยทันที แต่ลูบสันจมูกมันอยู่ครู่หนึ่ง รอจนร่างกายคลายความเกร็งแล้วจึงวางชามไว้ใต้ปาก

“ดื่มเสีย”

อู๋เยี่ยดมอีกครั้ง ก่อนยอมดื่มทีละน้อย

เซียวฉางเยี่ยนยืนกอดอกมอง

“มันเชื่อฟังเจ้ามากกว่าข้า”

“มันเพียงรู้ว่าข้าไม่พาไปฝึกจนหมดแรง”

“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าฝึกมันหนัก”

เสิ่นชิงหลัวลูบกล้ามเนื้อบริเวณบ่าของม้า “กล้ามเนื้อช่วงไหล่แข็งกว่าช่วงสะโพก กีบหน้าสึกมากกว่ากีบหลังเล็กน้อย แสดงว่ามันรับน้ำหนักด้านหน้ามากและถูกฝึกให้หยุดกะทันหันบ่อย ๆ น่าจะใช้ฝึกจู่โจมกับเปลี่ยนทิศทางในพื้นที่แคบ”

เซียวฉางเยี่ยนมองมือของนางซึ่งกำลังแตะขาม้า

“เจ้าดูออกจากกีบอีกแล้ว”

“กีบม้าบอกได้หลายอย่างเจ้าค่ะ”

นางตอบโดยไม่ได้คิด ก่อนหยุดมือเมื่อรู้ว่าตนพูดมากไป

ความสามารถเรื่องม้ายังอธิบายได้ด้วยการเรียนจากมารดา แต่หากแสดงว่ารู้ถึงรูปแบบการฝึกม้าศึกมากเกินไป คนอย่างเซียวฉางเยี่ยนย่อมยิ่งสงสัย

เสิ่นชิงหลัวจึงเปลี่ยนเรื่อง

“ม้าป่วยส่วนใหญ่พ้นช่วงอันตรายแล้ว ตัวที่อาการหนักยังต้องเฝ้าถึงคืนนี้ ส่วนการตรวจทะเบียนพบม้าไม่ตรงรายการเพิ่มอีกสี่ตัว รวมเป็นสิบตัวเจ้าค่ะ”

แววตาของเซียวฉางเยี่ยนเย็นลง

“เกินครึ่งขบวน”

“เจ้าค่ะ และมีบางตัวถูกทำตำหนิปลอมในจุดเดียวกับทะเบียน แสดงว่าคนร้ายมีสำเนารายละเอียดม้าตัวจริงอยู่ในมือ”

“เจ้าเชื่อว่าต้นทางอยู่ในฝ่ายจัดหา?”

“อย่างน้อยต้องมีคนภายในร่วมมือ มิฉะนั้นไม่อาจรู้ทั้งจำนวน อายุ สีขน ตำหนิ และกำหนดส่งม้าได้ละเอียดเช่นนี้”

นางยื่นแผ่นจดอาการกับทะเบียนที่ทำเครื่องหมายไว้ให้เขา

เซียวฉางเยี่ยนรับไป แต่ยังไม่เปิดดูทันที

“พักหรือยัง”

เสิ่นชิงหลัวชะงักกับคำถามที่ไม่เกี่ยวข้อง

“ข้ายังไม่เหนื่อยเจ้าค่ะ”

“ข้าไม่ได้ถามว่าเหนื่อยหรือไม่”

“ถ้าเช่นนั้น...ท่านถามว่าอะไรหรือเจ้าคะ”

เขามองรอยคล้ำบาง ๆ ใต้ดวงตานาง ก่อนตอบเรียบ ๆ

“ไม่มีอะไร”

แล้วจึงหมุนตัวเดินออกจากคอกไป

อาหลานขยับเข้ามากระซิบเมื่อแน่ใจว่าเขาอยู่ไกลพอ

“บ่าวคิดว่าท่านแม่ทัพกำลังถามว่าคุณหนูได้นอนบนฟูกที่เขาสั่งให้เปลี่ยนหรือยัง”

เสิ่นชิงหลัวหันมามอง “เจ้ารู้เรื่องฟูกได้อย่างไร”

“เมื่อคืนทหารยกมาเปลี่ยนถึงสองรอบ รอบแรกท่านรองแม่ทัพบอกว่ายังไม่นุ่มพอ รอบสองถึงได้ใช้ฟูกขนแกะหนาสามชั้น”

“คงเป็นเพราะเขาไม่ต้องการให้แขกจากจวนเสิ่นกลับไปบอกว่าค่ายทหารดูแลคนไม่ดี”

อาหลานมองตามหลังเซียวฉางเยี่ยน

“แต่กระโจมของท่านรองแม่ทัพยังใช้ฟูกแข็งเหมือนเดิมนะเจ้าคะ”

“เขาเป็นทหาร ย่อมคุ้นเคยกว่า”

เสิ่นชิงหลัวส่งชามเปล่าให้สาวใช้

“อย่าคิดเรื่องไร้สาระ ไปดูยาที่ต้มไว้เถิด”

อาหลานถอนหายใจ แต่ยังทำตามคำสั่ง

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel