บท
ตั้งค่า

บทที่ 3 ท่านแม่ทัพผู้ปลอมตัวไม่แนบเนียน (1)

“ก่อนจะให้มันกินน้ำถ่าน ต้องเติมน้ำข้าวอีกเล็กน้อย”

เสิ่นชิงหลัวรับชามจากคนเลี้ยงม้าแล้วค่อย ๆ วางลงตรงหน้าอู๋เยี่ย ม้าสีดำก้มดม กลิ่นถ่านทำให้มันสะบัดจมูกอย่างไม่พอใจ นางจึงใช้นิ้วแตะน้ำข้าวที่ขอบชามแล้วปล่อยให้มันดมอีกครั้ง

“รสไม่ดี แต่ยังดีกว่าตาย”

บุรุษที่ยืนอยู่ข้างกายนางเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ

“เจ้าพูดกับม้าราวกับมันฟังรู้เรื่อง”

“ม้าฟังน้ำเสียงรู้เรื่องเจ้าค่ะ”

“แล้วมันเข้าใจคำว่าตายหรือ”

เสิ่นชิงหลัวเหลือบมองเขา “อย่างน้อยก็เข้าใจว่าท่านกำลังรบกวนเวลารักษาของมัน”

คนเลี้ยงม้าที่อยู่ใกล้ที่สุดรีบก้มหน้า ซ่อนสีหน้าประหลาดใจไว้ใต้เงาหมวก

บุรุษสกุลเซียวไม่ได้โกรธ เพียงมองนางนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนถอยออกไปครึ่งก้าว เปิดพื้นที่ให้นางทำงานสะดวกขึ้น

อู๋เยี่ยลังเลอยู่พักใหญ่จึงยอมแตะลิ้นกับน้ำในชาม พอพบว่ารสชาติไม่ได้เลวร้ายเกินทน มันก็ดื่มลงไปทีละน้อย

เสิ่นชิงหลัวลูบข้างแก้มมันเบา ๆ จนดื่มหมดครึ่งชาม จึงส่งภาชนะคืนให้คนเลี้ยงม้า

“พอแล้ว รอหนึ่งเค่อค่อยให้เพิ่ม อย่ากรอกมากเกินไป”

นางก้าวออกจากคอก พลางคลายปมชายเสื้อที่ผูกไว้กับเอว ระหว่างนั้นสายตาก็เหลือบผ่านดาบของบุรุษข้างกายโดยไม่ตั้งใจ

ฝักดาบทำจากหนังดำ ไม่มีอัญมณีหรือทองประดับ มีเพียงแผ่นโลหะเล็กบริเวณปากฝัก สลักลายเหยี่ยวกางปีกเหนือยอดเขาสามชั้น

หากเป็นคนทั่วไปอาจเห็นเป็นเพียงลวดลายธรรมดา

แต่เสิ่นชิงหลัวเคยคัดลอกตรานี้ลงในแผนการทหารมานับครั้งไม่ถ้วน

เหยี่ยวเหนือสามยอดเขาคือตรากองทัพพิทักษ์แดนเหนือ ใช้ประทับบนรายงานลับและคำสั่งเคลื่อนกำลัง ส่วนผู้มีสิทธิ์ประดับตราเงินที่ปากฝักดาบมีเพียงนายทหารระดับแม่ทัพขึ้นไป

ในกองทัพแดนเหนือ ผู้ถือดาบเช่นนี้มีอยู่เพียงคนเดียว

เซียวฉางเยี่ยน

เสิ่นชิงหลัวเงยหน้ามองบุรุษตรงหน้าอีกครั้ง

เขาสวมเสื้อผ้าเรียบง่าย ไม่มีเกราะ ไม่มีตราตำแหน่ง กระทั่งผู้ติดตามก็แต่งกายเหมือนทหารเดินทางทั่วไป หากไม่สังเกตดาบเล่มนั้น ย่อมไม่มีผู้ใดคิดว่าแม่ทัพผู้กุมกำลังชายแดนจะเดินทางมาตรวจรับม้าด้วยตนเอง

แต่หากตั้งใจปิดบังฐานะจริง เหตุใดยังพกดาบประจำตัวติดกาย

ไม่รู้ว่าเขาดูแคลนสายตาคนในจวนเสิ่น หรือมั่นใจว่าไม่มีผู้ใดรู้จักตรากองทัพกันแน่

“คุณชายเซียว”

เสิ่นเหวินจงเดินเข้ามาประสานมือ “ขอบคุณที่ช่วยบุตรสาวข้าไว้เมื่อครู่ หากนางได้รับอันตราย ข้าคง”

“ข้าเพียงช่วยคนที่ยืนอยู่ใต้เกือกม้า”

น้ำเสียงของชายหนุ่มมิได้อ่อนโยน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ฟังเสียหน้า

เสิ่นเหวินจงจึงเปลี่ยนไปถามเรื่องที่สำคัญกว่า

“ไม่ทราบว่าคุณชายเป็นผู้ดูแลม้าตัวนี้หรือ”

ชายหนุ่มเหลือบมองอู๋เยี่ย

“ข้าเป็นนายกองในกองทัพแดนเหนือ ม้าตัวนี้เป็นของผู้บังคับบัญชา ข้าได้รับคำสั่งให้นำมันมาตรวจสภาพและติดตามเรื่องม้าศึกที่ส่งมอบ”

นายกองหรือ

เสิ่นชิงหลัวก้มหน้าลงเล็กน้อย ซ่อนแววตาที่เกือบเผยความขบขัน

แม่ทัพพิทักษ์แดนเหนือผู้หนึ่งปลอมตัวเป็นนายกอง แต่พกดาบประจำตำแหน่งไว้ตรงเอว ทั้งยังทำให้คนจากขบวนส่งม้าหวาดกลัวจนแทบไม่กล้าหายใจ

การปลอมตัวของเขาไม่แนบเนียนนัก

ทว่านางไม่คิดเปิดโปง

เซียวฉางเยี่ยนอาจมีเหตุผลที่ไม่ต้องการเปิดเผยฐานะ และนางเองเพิ่งสาบานว่าจะอยู่ห่างจากอำนาจ การทำเป็นมองไม่เห็นย่อมปลอดภัยกว่าการแสดงว่าตนรู้จักตราทหารระดับสูง

“ที่แท้เป็นนายกองเซียว” นางกล่าวอย่างสุภาพ “เมื่อครู่เสียมารยาทแล้ว”

สายตาของเขาหยุดอยู่บนใบหน้านาง

ไม่รู้เพราะคำว่า ‘นายกอง’ หรือเพราะน้ำเสียงเรียบเกินไป เขาจึงมองนางนานกว่าปกติ

“เจ้ารู้จักข้าหรือ”

“เพิ่งรู้จากคำบอกของท่านเจ้าค่ะ”

คำตอบไม่มีช่องให้จับผิด

เขาจึงหันไปมองกระสอบหญ้าแทน

“รายงานสิ่งที่เจ้าพบทั้งหมด”

ประโยคสั้นกระชับและน้ำเสียงที่คุ้นเคยกับการออกคำสั่ง ยิ่งยืนยันฐานะของเขาชัดเจนขึ้นอีกขั้น

เสิ่นชิงหลัวไม่ได้ทักท้วง นางพาเขาไปยังกองกระสอบอาหารซึ่งถูกแยกไว้กลางลาน แล้วอธิบายตั้งแต่อาการของม้า เวลาที่เริ่มป่วย ความแตกต่างระหว่างม้าชุดใหม่กับม้าของจวน ตลอดจนเศษเมล็ดพิษที่พบหลังแช่หญ้าในน้ำ

เซียวฉางเยี่ยนฟังโดยไม่ขัด มีเพียงคำถามเป็นระยะ

“ม้าตัวใดกินมากที่สุด”

“สามตัวในคอกกลางเจ้าค่ะ รางอาหารแทบไม่เหลือหญ้า ส่วนอู๋เยี่ยกินน้อยที่สุด มันน่าจะได้กลิ่นผิดปกติจึงคายทิ้ง”

“พิษถูกใส่ก่อนหรือหลังออกเดินทาง”

“ยังสรุปไม่ได้ ต้องตรวจว่าผงพิษกระจายถึงก้นกระสอบเพียงใด หากอยู่ทั่วทั้งกระสอบ อาจถูกผสมตั้งแต่บรรจุ แต่หากพบเฉพาะด้านบน ก็อาจมีคนเปิดใส่ระหว่างพักทาง”

“เจ้าตรวจแล้วหรือยัง”

“กำลังจะตรวจเจ้าค่ะ”

เสิ่นชิงหลัวสั่งให้คนยกกระสอบหนึ่งขึ้นมาเทบนผ้าผืนใหญ่ จากนั้นแบ่งหญ้าจากด้านบน ตรงกลาง และก้นกระสอบแช่น้ำแยกกัน

ไม่นาน เศษเมล็ดสีดำก็ลอยขึ้นจากทั้งสามชามในปริมาณใกล้เคียงกัน

นางใช้ปลายไม้เขี่ยเศษเมล็ดแล้วกล่าว

“พิษกระจายทั่วทั้งกระสอบ น่าจะถูกผสมก่อนเย็บปากกระสอบ หรืออย่างน้อยก็ต้องเปิดออก เทหญ้า แล้วคลุกใหม่ ผู้ลงมือมีเวลาและสถานที่มากพอ ไม่ใช่เพียงแอบโปรยระหว่างทาง”

“ปากกระสอบมีรอยเย็บใหม่หรือไม่”

หัวหน้าคอกรีบเข้าไปตรวจ ก่อนส่ายหน้า

“ไม่มีขอรับ ใช้ป่านเส้นเดียวกันและปมแบบเดียวกันทุกถุง”

เซียวฉางเยี่ยนย่อตัวลงมองปมเชือก

“แปลว่าผู้ลงมือรู้วิธีผูกกระสอบของฝ่ายจัดหา”

“หรือเป็นคนจากฝ่ายจัดหาเอง” เสิ่นชิงหลัวกล่าว

เสิ่นเหวินจงมีสีหน้าหนักใจ “ฝ่ายจัดหาเป็นผู้จัดเตรียมหญ้าและส่งบัญชีม้าศึกมาให้ข้า หากคนของพวกเขาเกี่ยวข้อง เรื่องนี้คงไม่จบง่าย”

เสิ่นชิงหลัวมองบัญชีซึ่งพ่อบ้านถืออยู่ในมือ

บัญชีปกสีน้ำเงินเล่มนั้นทำให้นางนึกถึงคำกล่าวหาของชาติเดิม บิดาถูกตัดสินว่ารับรองม้าศึกคุณภาพต่ำในราคาม้าชั้นดี ทั้งที่เขาเป็นผู้ลงนามตรวจรับตามเอกสารที่ผู้อื่นเตรียมไว้

ในเวลานั้น หลักฐานหลายอย่างถูกจัดวางอย่างสมบูรณ์จนไม่มีช่องให้แก้ต่าง

นางเคยคิดว่าการใส่ร้ายเริ่มขึ้นหลายปีให้หลัง

หรือความจริงแล้ว รากของมันเริ่มมาตั้งแต่วันนี้

“ขอดูทะเบียนม้าได้หรือไม่เจ้าคะ”

เสิ่นเหวินจงส่งบัญชีให้นางทันที

เสิ่นชิงหลัวเปิดดูทีละหน้า ในแต่ละรายการมีสีขน อายุโดยประมาณ ตำหนิ ตราประทับประจำฝูง และความสูงบันทึกไว้ครบถ้วน

นางอ่านจนถึงรายการที่ห้าแล้วเงยหน้าขึ้น

“ม้าหมายเลขห้าอยู่ที่ใด”

หัวหน้าคอกชี้ไปยังม้าสีน้ำตาลอ่อนในคอกกลาง “ตัวนั้นขอรับ”

เสิ่นชิงหลัวเดินเข้าไปตรวจใกล้ ๆ ม้าตัวดังกล่าวยังยืนได้ แต่ขาอ่อนแรงและมีคนประคองสายจูงอยู่

ในทะเบียนเขียนว่าเป็นม้าเพศผู้ อายุห้าปี ขนสีน้ำตาลแดง มีรอยแผลเป็นรูปเสี้ยวตรงข้อเท้าหลังซ้าย

ตัวที่อยู่ตรงหน้าเป็นม้าเพศผู้เช่นกัน สีขนใกล้เคียงกัน และมีรอยแผลตรงข้อเท้าหลังซ้ายจริง

ทว่ารอยนั้นไม่ได้เป็นแผลเป็นเก่า

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel