บท
ตั้งค่า

บทที่ 2 ม้าที่ไม่ควรตาย (3)

บทที่ 2 ม้าที่ไม่ควรตาย (3)

เสิ่นชิงหลัวเปิดประตูคอกเพียงพอให้ตนแทรกตัวเข้าไป จากนั้นหยุดยืนชิดผนัง ไม่จ้องตาของมันตรง ๆ

ม้าดำหันมามอง หูทั้งสองลู่ไปด้านหลัง

นางไม่ขยับต่อ

“ไม่มีผู้ใดจะทำร้ายเจ้า”

น้ำเสียงของนางเบาและสม่ำเสมอ

ม้ายังคงหายใจแรง แต่ไม่ได้พุ่งเข้ามา

เสิ่นชิงหลัวค่อย ๆ วางชามลงบนพื้น จากนั้นยื่นหลังมือออกไปในระดับต่ำ ปล่อยให้มันตัดสินใจเข้าหาเอง

“เจ้าฉลาดกว่าพวกเดียวกัน จึงรู้ว่าหญ้ามีกลิ่นผิดปกติใช่หรือไม่”

ปลายจมูกของม้าขยับ

มันก้าวเข้ามาครึ่งก้าว ก่อนหยุด

“เช่นนั้นก็อย่าตายเพราะพิษเพียงเล็กน้อยเลย”

คนภายนอกคอกต่างกลั้นหายใจ

เสิ่นชิงหลัวขยับเข้าใกล้ชาม ตั้งใจจะใช้กลิ่นน้ำข้าวช่วยกลบรสถ่าน แต่ทันใดนั้นเสียงโลหะกระแทกพื้นก็ดังมาจากด้านหลัง

คนเลี้ยงม้าคนหนึ่งทำถังหลุดมือ

ม้าดำสะดุ้งสุดตัว

มันร้องลั่น ยกขาหน้าขึ้นสูงอย่างควบคุมไม่ได้

เงาร่างขนาดใหญ่บดบังแสงตรงหน้าเสิ่นชิงหลัว

นางถอยไปด้านข้างตามสัญชาตญาณ แต่ชายเสื้อคลุมกลับเกี่ยวเข้ากับขอบรางไม้ ทำให้ร่างช้ากว่าที่คิดเพียงเสี้ยววินาที

เกือกม้าตกลงมาเหนือศีรษะ

แรงกระชากหนึ่งดึงนางออกไปอย่างรุนแรง

แผ่นหลังของเสิ่นชิงหลัวกระแทกเข้ากับอกแข็งแรงของใครบางคน แขนข้างหนึ่งรัดรอบเอวแล้วพานางหมุนหลบออกจากแนวเกือกม้า

เสียงเกือกกระแทกพื้นดังสนั่นตรงจุดที่นางยืนอยู่เมื่อครู่

ฝุ่นกับเศษฟางฟุ้งกระจาย

บุรุษผู้ช่วยนางไม่ได้หยุดอยู่ในคอก เขาใช้แขนป้องกันศีรษะนางแล้วพาถอยออกมาหลังประตูรั้วในคราวเดียว

เมื่อมั่นใจว่าอยู่พ้นระยะอันตราย เขาจึงปล่อยมือ

เสิ่นชิงหลัวทรงตัวได้แล้วรีบหันกลับ

บุรุษแปลกหน้ายืนอยู่ตรงหน้า อายุราวยี่สิบปลาย ๆ รูปร่างสูงใหญ่ สวมชุดเดินทางสีดำเรียบไม่มีลวดลาย มีเพียงเข็มขัดหนังกับดาบยาวข้างเอว ใบหน้าคมเข้ม เย็นชาจนแทบไม่แสดงอารมณ์ ดวงตาของเขามองนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า คล้ายกำลังตรวจดูว่านางได้รับบาดเจ็บตรงใด

จากนั้นสายตาจึงหยุดตรงข้อเท้าของนาง

“ยืนได้หรือไม่”

เสียงของเขาทุ้มและสั้น

เสิ่นชิงหลัวขยับเท้าทั้งสองข้าง ความเจ็บมีเพียงเล็กน้อยจากแรงกระชาก ไม่ได้ถูกเกือกม้าเหยียบ

“ได้เจ้าค่ะ ขอบคุณคุณชายที่ช่วยเหลือ”

ชายผู้นั้นไม่ได้ตอบรับคำขอบคุณ เขาหันไปมองคนเลี้ยงม้าที่ทำถังตก

เพียงสายตาเดียว คนผู้นั้นก็หน้าซีดและคุกเข่าลง

“ข้าน้อยผิดไปแล้วขอรับ!”

เสิ่นชิงหลัวสังเกตปฏิกิริยานั้น

คนในจวนไม่ควรหวาดกลัวแขกธรรมดาถึงเพียงนี้

หัวหน้าคอกรีบเดินเข้ามา โค้งกายให้บุรุษแปลกหน้ามากกว่าที่ควรทำต่อผู้มีฐานะเป็นเพียงนายทหารทั่วไป

“คุณชายเซียว ท่านมาถึงแล้ว”

นามสกุลเซียวทำให้เสิ่นชิงหลัวมองเขาอีกครั้ง

ในชาติเดิม นางเคยได้ยินชื่อแม่ทัพพิทักษ์แดนเหนือ เซียวฉางเยี่ยนอยู่บ่อยครั้ง เขาเป็นแม่ทัพหนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องเข้มงวด ไม่ยอมรับสินบน และไม่สวามิภักดิ์ต่อองค์ชายฝ่ายใดง่าย ๆ

ทว่านางไม่เคยพบเขาใกล้ชิด

ช่วงเวลาที่นางทำงานให้จ้าวจิ่งหยวน เซียวฉางเยี่ยนมักประจำอยู่ชายแดน ส่วนการติดต่อเรื่องแผนศึกผ่านขุนนางและนายทหารคนอื่น นางจึงไม่อาจยืนยันว่าบุรุษตรงหน้าคือแม่ทัพผู้นั้นหรือเป็นเพียงคนในตระกูลเซียว

ชายแปลกหน้าหันไปถามหัวหน้าคอก

“อู๋เยี่ยเป็นอย่างไร”

“ได้รับพิษเล็กน้อยขอรับ” เสิ่นชิงหลัวตอบแทน “มันกินหญ้าเข้าไปไม่มาก แต่เริ่มมีอาการแล้ว”

สายตาของชายผู้นั้นเลื่อนกลับมาที่นาง

“พิษ?”

“มีเมล็ดหญ้าเมาม้าบดปะปนในอาหาร”

เขามองกระสอบหญ้าบนลาน ก่อนเดินไปหยิบผ้าขาวซึ่งห่อเศษเมล็ดขึ้นมาดู

“ผู้ใดตรวจพบ”

“ข้าเองเจ้าค่ะ”

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ

บุรุษสกุลเซียวพิจารณาใบหน้าของนางราวกับต้องการแยกแยะว่าคำตอบนั้นจริงเพียงใด

เสิ่นชิงหลัวไม่หลบตา

“คุณหนูในจวนขุนนางตรวจพิษในอาหารม้าเป็นด้วยหรือ”

คำถามฟังดูเรียบ แต่แฝงความไม่เชื่ออย่างชัดเจน

“มารดาของข้ามาจากตระกูลเพาะพันธุ์ม้า” นางตอบ “ข้าตามนางเข้าคอกมาตั้งแต่เด็ก จึงเคยพบอาการคล้ายกัน”

“คล้ายกัน ไม่ได้หมายความว่าเหมือนกัน”

“ถูกต้องเจ้าค่ะ เพราะเหตุนี้ข้าจึงตรวจรูม่านตา เหงือก อุณหภูมิ และอาหารก่อนสรุป”

เขาหยิบเศษเมล็ดขึ้นมาดูใกล้แสง

“ม้าหลายตัวมีน้ำลายมาก ขาอ่อนแรง และตื่นตระหนก อาจเป็นโรคชนิดอื่นก็ได้”

“หากเป็นโรคติดต่อ ม้าของจวนที่ใช้น้ำจากบ่อเดียวกันควรมีอาการบ้าง อีกทั้งม้าป่วยไม่มีไข้ ไม่มีต่อมน้ำเหลืองบวม และไม่มีน้ำมูกผิดปกติ” เสิ่นชิงหลัวชี้ไปยังชามน้ำซึ่งมีผงพิษตกค้าง “แต่ในหญ้าทุกกระสอบมีเมล็ดชนิดเดียวกันบดอยู่”

เขามองตามนิ้วของนาง

“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าต้องค้นในหญ้า”

“ม้าของจวนใช้น้ำแหล่งเดียวกันแต่ไม่ป่วย สิ่งที่ต่างกันจึงเหลือเพียงอาหาร”

“และรู้ทันทีว่าเป็นเมล็ดอะไร?”

เสิ่นชิงหลัวพยักหน้า

“ดูเพียงครู่เดียวก็รู้แล้วเจ้าค่ะ”

คนรอบข้างเงียบกริบ

อาหลานซึ่งยืนอยู่ด้านหลังถึงกับหลับตาลง คล้ายรู้ว่าคำตอบตรงไปตรงมาของคุณหนูอาจฟังดูเหมือนโอ้อวดเพียงใด

บุรุษตรงหน้าเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

“เพียงครู่เดียว”

“เจ้าค่ะ”

“คนของข้าเลี้ยงม้ามาหลายปี ยังไม่มีผู้ใดดูออก”

เสิ่นชิงหลัวครุ่นคิด ก่อนตอบตามจริง

“พวกเขาคงมัวแต่มองว่าม้าป่วยเป็นโรคใด แต่ข้ามองว่าสิ่งใดทำให้ม้าหลายตัวป่วยพร้อมกัน ความคิดจึงเริ่มจากคนละจุดเจ้าค่ะ”

คำตอบนั้นทำให้แววตาของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย

ไม่ใช่ความชื่นชม แต่เป็นความระวังที่ชัดเจนขึ้น

เสิ่นชิงหลัวเห็นแล้วก็เข้าใจได้ทันที

ม้าศึกถูกวางยาในจวนของบิดานาง ขณะที่นางซึ่งเป็นบุตรสาวกลับตรวจพบพิษอย่างรวดเร็วเกินคนเลี้ยงม้า หากมองจากคนนอก นางย่อมดูน่าสงสัยไม่แพ้ผู้ใด

“คุณชายสงสัยว่าข้าเป็นคนวางยาหรือ”

ชายผู้นั้นไม่ปฏิเสธ

“ผู้ที่รู้จักพิษ ย่อมมีโอกาสใช้พิษ”

“ผู้ที่ถือดาบก็มีโอกาสฆ่าคน แต่คงไม่อาจจับผู้ถือดาบทุกคนเป็นฆาตกรได้”

หัวหน้าคอกสูดลมหายใจอย่างตกใจ

เสิ่นเหวินจงก้าวเข้ามาหมายจะกล่าวแก้สถานการณ์ แต่มุมปากของบุรุษสกุลเซียวกลับขยับเพียงเล็กน้อย คล้ายเกือบจะยิ้ม ทว่าหายไปก่อนผู้ใดแน่ใจ

“คำพูดคมดี”

“ข้าเพียงไม่ต้องการให้คนฆ่าม้าที่ยังช่วยได้เพราะความเข้าใจผิดเจ้าค่ะ”

เสียงกระแทกจากในคอกดังขึ้นอีกครั้ง

ม้าดำยังคงกระสับกระส่าย แต่หลังจากไม่มีผู้ใดล้อมมัน อาการตื่นกลัวก็ลดลงเล็กน้อย

บุรุษสกุลเซียวเดินไปหยุดหน้าคอก

อู๋เยี่ยส่งเสียงในลำคอ แต่ไม่ได้พุ่งเข้าใส่เขา เห็นได้ชัดว่าจำเจ้าของได้ ทว่าพิษทำให้มันยังไม่ยอมให้แตะต้อง

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel