บทที่ 2 ม้าที่ไม่ควรตาย (2)
บทที่ 2 ม้าที่ไม่ควรตาย (2)
“หญ้าเมาม้า?”
“เป็นพืชพิษ ม้ากินเพียงเล็กน้อยจะกระสับกระส่าย น้ำลายมากและเดินไม่มั่นคง หากได้รับมากอาจชัก หัวใจเต้นผิดจังหวะและตายได้”
นางหยิบเศษเมล็ดวางบนผ้าขาวให้ทุกคนเห็นชัด
“มันถูกตากแห้งแล้วบดปะปนมากับหญ้า จึงมองไม่เห็นหากไม่แช่น้ำ”
ทั้งลานคอกเงียบไปชั่วขณะ
เสิ่นเหวินจงมองกระสอบอาหาร สีหน้าซีดลง
“หมายความว่าไม่ใช่โรคระบาด”
“อย่างน้อยอาการที่เห็นไม่ได้เกิดจากโรคติดต่อเจ้าค่ะ”
หัวหน้าคอกถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่เพียงครู่เดียวก็กลับเคร่งเครียด
“หากเป็นพิษ พวกเราควรทำอย่างไร ม้าบางตัวใกล้ไม่ไหวแล้ว”
“หยุดให้อาหารจากกระสอบเหล่านี้ทั้งหมด ปิดล้อมพื้นที่ ห้ามเผาหรือทิ้งสิ่งใดจนกว่าจะตรวจนับเสร็จ” เสิ่นชิงหลัวลุกขึ้น “ย้ายม้าป่วยออกจากรางอาหารก่อน แต่ไม่ต้องนำไปปะปนกับม้าของจวน”
นางหันไปออกคำสั่งทีละอย่างโดยไม่ปล่อยให้ความแตกตื่นกลับมาอีก
“แบ่งเป็นสามกลุ่ม ตัวที่ยังยืนได้และรู้สึกตัวดีให้อยู่ทางตะวันตก ตัวที่ขาอ่อนแรงแต่ยังกลืนได้ให้อยู่คอกกลาง ส่วนตัวที่นอนลงหรือเริ่มกระตุกให้แยกไว้ใกล้ประตู เพื่อให้คนดูแลเข้าถึงง่าย”
หัวหน้าคอกรีบถาม “แล้วจะล้างพิษอย่างไรขอรับ”
“นำถ่านที่เผาจนสะอาดมาบดละเอียด ผสมกับน้ำอุ่นให้ข้นเล็กน้อย เตรียมน้ำข้าวใสกับเกลือปริมาณน้อยอีกส่วนหนึ่ง”
คนเลี้ยงม้าคนหนึ่งทำหน้าสงสัย “ถ่านจะให้ม้ากินได้หรือ”
“ถ่านสะอาดช่วยจับพิษบางส่วนในท้องได้ แต่ต้องให้เฉพาะตัวที่ยังกลืนเองได้ ห้ามกรอกม้าที่หมดสติหรือชัก มิฉะนั้นน้ำอาจเข้าปอด”
นางชี้ไปยังม้าที่มีอาการเบา
“ให้ทีละน้อย อย่าเร่ง หลังจากนั้นพาเดินช้า ๆ เพื่อไม่ให้มันล้มและช่วยให้ลำไส้ทำงาน ส่วนตัวที่อาการหนักให้ประคองคอ จัดท่าไม่ให้สำลัก และตามหมอสัตว์ประจำกองทัพมาโดยเร็ว”
เสิ่นเหวินจงมองบุตรสาว “เจ้ามั่นใจหรือ”
คำถามนั้นไม่ได้มีความไม่เชื่อถือ มีเพียงความห่วงว่าหากผิดพลาด นางอาจต้องรับความผิดไปด้วย
เสิ่นชิงหลัวมองม้าซึ่งกำลังหอบอยู่ตรงหน้า
“วิธีนี้มารดาเคยใช้ช่วยม้าที่กินพืชพิษเจ้าค่ะ แต่ข้าไม่อาจรับประกันว่าจะช่วยได้ทุกตัว พวกมันกินพิษในปริมาณไม่เท่ากันและเราไม่รู้ว่าผ่านมานานเพียงใด”
นางไม่ได้กล่าวว่าตนรักษาได้ทั้งหมด
สิ่งที่ทำได้คือหยุดพิษไม่ให้เพิ่ม ลดการดูดซึม และประคองม้าให้รอดจนร่างกายขับพิษออก
“แต่หากฆ่าพวกมันทิ้งตอนนี้” นางกล่าวต่อ “เราจะไม่มีทางรู้ว่าตัวใดสามารถรอดได้ และคนวางยาจะได้สิ่งที่ต้องการโดยไม่ต้องลงมืออีก”
ประโยคสุดท้ายทำให้เสิ่นเหวินจงนิ่งไป
“เจ้าหมายความว่า...มีคนจงใจทำ”
เสิ่นชิงหลัวมองกระสอบหญ้าเรียงเป็นแถว
เมล็ดพิษถูกบดอย่างละเอียดและผสมในปริมาณพอเหมาะ ไม่มากจนมีกลิ่นชัดเจน ไม่หยาบจนคนเลี้ยงม้าสังเกตเห็น การกระทำเช่นนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุจากการเก็บเกี่ยว
“พืชชนิดนี้ไม่ได้ขึ้นปะปนกับหญ้าเลี้ยงม้าจำนวนมากตามธรรมชาติ ยิ่งไม่มีทางถูกบดจนละเอียดเหมือนกันทุกกระสอบ”
นางห่อเศษเมล็ดด้วยผ้าขาวอย่างระมัดระวัง
“มีผู้ใดผู้หนึ่งต้องการให้ม้าศึกชุดนี้ตายเจ้าค่ะ”
สีหน้าของคนทั้งลานเปลี่ยนไป
หากเป็นโรคระบาด ตระกูลเสิ่นอาจถูกลงโทษฐานตรวจรับล่าช้าหรือดูแลไม่ดี แต่หากเป็นการวางยา เรื่องนี้ย่อมเกี่ยวข้องกับการทำลายทรัพย์สินกองทัพ และคนร้ายอาจยังอยู่ในขบวนส่งม้า
เสิ่นเหวินจงหันไปสั่งพ่อบ้านทันที
“ปิดประตูหลังจวน ห้ามคนจากขบวนส่งม้าออกไปแม้แต่ผู้เดียว ตรวจรายชื่อคนเข้าออกตั้งแต่เมื่อคืน และส่งคนแจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดหา”
“ช้าก่อนเจ้าค่ะ”
เสิ่นชิงหลัวขัดขึ้น
บิดามองนาง
“หากคนร้ายรู้ว่าเราพบพิษแล้ว เขาอาจทำลายหลักฐานหรือหลบหนี” นางลดเสียง “บอกเพียงว่าม้าอาจเป็นโรคและกำลังแยกตรวจ อย่าเพิ่งเปิดเผยเรื่องเมล็ดพิษ”
เสิ่นเหวินจงพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า
“ทำตามที่คุณหนูสั่ง”
คนเลี้ยงม้ากระจายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ความวุ่นวายเริ่มมีระเบียบขึ้น ม้าที่อาการเบาถูกนำไปคอกด้านตะวันตก ส่วนม้าที่อ่อนแรงถูกพยุงด้วยผ้าผืนกว้างใต้ท้องเพื่อไม่ให้ล้มกระแทกพื้น
เสิ่นชิงหลัวเดินตรวจทีละตัว จดจำลักษณะอาการและปริมาณหญ้าที่เหลือในราง บางตัวกินไปเกือบหมด บางตัวเพียงคุ้ยเล่นจึงได้รับพิษน้อยกว่า
ยิ่งตรวจ นางยิ่งพบสิ่งผิดปกติ
ม้าศึกชุดนี้มีทั้งหมดสิบแปดตัว แต่มีเพียงสิบหกตัวที่ใช้หญ้าจากกระสอบใหม่ อีกสองตัวถูกผูกแยกเพราะไม่ยอมกินอาหารทันทีหลังเดินทางมาถึง จึงยังไม่แสดงอาการ
หนึ่งในสองตัวนั้นเป็นม้าสีดำขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ในคอกท้ายสุด
เพียงมองผ่านรั้ว เสิ่นชิงหลัวก็รู้ว่ามันไม่ใช่ม้าธรรมดา
ลำตัวสูงใหญ่ กล้ามเนื้อแน่น ขาทั้งสี่เรียวยาวแต่แข็งแรง ขนสีดำสนิทแทบไม่สะท้อนแสง มีเพียงแต้มสีขาวเล็ก ๆ ตรงกลางหน้าผาก ดวงตาคมและระวังภัยตลอดเวลา
ม้าตัวนั้นไม่ได้แตะหญ้าในราง ทว่าพื้นคอกกลับมีเศษหญ้ากระจาย แสดงว่ามันเคยดมหรือคาบขึ้นมาแล้วคายทิ้ง
“ตัวนี้เป็นของผู้ใด”
หัวหน้าคอกรีบเข้ามาตอบ “ติดมากับขบวนเช่นกันขอรับ แต่คนส่งกำชับว่าเป็นม้าของนายทหารผู้หนึ่ง ไม่รวมอยู่ในบัญชีตรวจรับ เพียงฝากให้เดินทางมาด้วยกัน”
“เหตุใดจึงแยกไว้”
“มันดุร้ายขอรับ ไม่ยอมให้คนของเราเข้าใกล้ ตั้งแต่มาถึงก็กัดคนเจ็บไปหนึ่งราย”
เสิ่นชิงหลัวมองรางน้ำ
น้ำในรางถูกดื่มไปมาก แต่ยังไม่มีอาการผิดปกติ แสดงว่าพิษอยู่ในอาหารจริง
นางกำลังจะหันกลับ เสียงเกือกม้าจากในคอกก็ดังขึ้นอย่างกระวนกระวาย
ม้าสีดำสะบัดศีรษะ แผงคอปลิวแรง ก่อนใช้ขาหน้าตะกุยพื้น
“มันเริ่มเป็นอะไรแล้วหรือไม่” เสิ่นชิงหลัวถาม
หัวหน้าคอกชะโงกดู “เมื่อครู่ยังปกติดีขอรับ หรือมันแอบกินหญ้าที่ตกอยู่บนพื้น”
เสิ่นชิงหลัวสังเกตริมฝีปากของมัน เห็นความชื้นมากกว่าปกติเล็กน้อย รูม่านตาขยาย และกล้ามเนื้อบริเวณไหล่กระตุกเป็นครั้งคราว
มันอาจคายหญ้าทิ้งส่วนใหญ่ แต่คงกลืนพิษเข้าไปบ้างแล้ว
“เตรียมน้ำถ่านสำหรับตัวนี้”
คนเลี้ยงม้าสองคนถือถังเข้ามา แต่ทันทีที่เข้าใกล้ ม้าดำก็หันขวับ ส่งเสียงขู่ในลำคอแล้วเตะผนังคอกจนไม้สะเทือน
“เข้าไม่ได้ขอรับ” คนหนึ่งถอยกรูด “มันไม่ยอมให้คนแปลกหน้าแตะต้อง”
เสิ่นชิงหลัวมองการเคลื่อนไหวของมัน
ม้าตื่นกลัวเพราะพิษกำลังกระตุ้นประสาท ยิ่งคนจำนวนมากล้อมเข้าหา ยิ่งทำให้มันคิดว่าถูกคุกคาม หากใช้กำลังบังคับ มันอาจบาดเจ็บหรือทำร้ายคนจนตายได้
“ทุกคนถอยออกไปก่อน”
“แต่คุณหนู”
“เบาเสียงให้มากที่สุด อย่าให้ผู้ใดเคาะถังหรือจับเชือกจากด้านหลังมัน”
นางรับชามน้ำถ่านมาถือเอง ก่อนหยิบผ้าคลุมตาผืนหนึ่ง
เสิ่นเหวินจงเดินเข้ามาหา “ชิงหลัว อย่าเข้าไป”
“ข้าไม่เข้าใกล้ด้านหลังมันเจ้าค่ะ” นางกล่าว “ข้าจะลองให้มันสงบก่อน หากไม่ได้ผล ข้าจะถอยออกมา”
นางไม่ได้คิดเสี่ยงชีวิตโดยไร้เหตุผล
เมื่อยังเด็ก มารดาเคยสอนว่าม้าอารมณ์ร้ายกับม้าที่กำลังหวาดกลัวไม่เหมือนกัน ม้าที่ต้องการทำร้ายจะพุ่งเข้าหาอย่างมุ่งหมาย แต่ตัวนี้กำลังถอยหนีทุกครั้งที่มีคนเข้าใกล้ เพียงพื้นที่คอกแคบจนไม่มีทางให้มันหลบ
