บทที่ 2 ม้าที่ไม่ควรตาย (1)
บทที่ 2
ม้าที่ไม่ควรตาย
เสียงม้าร้องดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ยาวและแหลมจนผิดธรรมชาติ
เสิ่นชิงหลัวหันไปทางหน้าต่างทันที
“พาข้าไปดูเจ้าค่ะ”
เสิ่นเหวินจงชะงัก “เจ้าเพิ่งฟื้น อีกทั้งยัง”
“หากเป็นโรคระบาดจริง ทุกลมหายใจที่เสียไปอาจทำให้ม้าตัวอื่นติดโรคเพิ่ม” นางหยิบรองเท้ามาสวมด้วยตนเอง “แต่หากไม่ใช่โรคระบาด การฆ่าม้าทั้งคอกจะทำให้เราสูญเสียหลักฐานและต้องรับผิดชอบความเสียหายโดยไม่มีโอกาสแก้ตัว”
บิดามองนางอย่างประหลาดใจ
เสิ่นชิงหลัวเคยตามมารดาไปคอกม้าตั้งแต่ยังเล็ก เขารู้ว่านางขี่ม้าเป็น ดูแลบาดแผลทั่วไปได้ และแยกสายพันธุ์ม้าออกมากกว่าคุณหนูในห้องหอคนอื่น ทว่านับตั้งแต่มารดาจากไป นางแทบไม่ยอมเหยียบคอกม้าอีก
ยิ่งไม่เคยพูดเรื่องการตรวจโรคด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเช่นนี้
“ชิงหลัว เรื่องนี้อันตราย หากม้าเป็นโรคติดต่อ”
“ข้าจะไม่เข้าใกล้โดยไม่ตรวจดูก่อนเจ้าค่ะ”
นางสวมเสื้อคลุมของบิดาทับชุดบาง ผูกสายรัดแขนเสื้อให้แน่นแล้วหันไปสั่งอาหลานซึ่งเพิ่งกลับเข้ามา
“เตรียมผ้าปิดจมูก น้ำสะอาด และตะเกียงมาให้ข้า อย่าให้ผู้ใดนำอาหารหรือหญ้าจากคอกนั้นออกไปเด็ดขาด”
อาหลานรับคำอย่างงุนงง ก่อนรีบวิ่งออกไป
เสิ่นเหวินจงยังไม่ทันกล่าวห้าม เสียงโครมใหญ่ก็ดังมาจากหลังจวน ตามด้วยเสียงคนตะโกนแตกตื่น
“จับมันไว้!”
“อย่าเข้าใกล้ มันจะกัด!”
“เตรียมมีด! หากปล่อยไว้อาจติดกันทั้งคอก!”
เสิ่นชิงหลัวผลักประตูออกไปทันที
เส้นทางจากเรือนในไปยังคอกม้าปกคลุมด้วยดินชื้นจากฝนเมื่อคืน กลิ่นหญ้าแห้ง มูลสัตว์ และกลิ่นม้าลอยมากับลม ยิ่งเข้าใกล้ เสียงเกือกกระทบพื้นกับเสียงหายใจหนักก็ยิ่งดังขึ้น
ตรงลานหน้าคอก คนเลี้ยงม้าหลายคนกำลังวิ่งวุ่น บางคนถือเชือก บางคนถือไม้ยาว ส่วนชายร่างใหญ่ผู้เป็นหัวหน้าคอกกำลังสั่งให้คนลากม้าตัวหนึ่งออกจากช่องเลี้ยง
ม้าสีน้ำตาลเข้มตัวนั้นขาสั่นจนแทบยืนไม่อยู่ น้ำลายขาวข้นไหลจากมุมปาก ลำคอกระตุกเป็นระยะ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เมื่อมีคนเข้าใกล้ มันพยายามเตะทั้งที่ขาหลังอ่อนแรง
ไม่ไกลออกไป ม้าอีกสามตัวมีอาการคล้ายกัน บางตัวทรุดหมอบอยู่กับพื้น บางตัวเดินวนไปมาอย่างกระสับกระส่าย
หัวหน้าคอกหันมาเห็นเสิ่นเหวินจงจึงรีบเข้ามารายงาน
“นายท่าน อาการลามเร็วมากขอรับ เมื่อครู่ล้มเพิ่มอีกสองตัว ข้าคิดว่าต้องรีบฆ่าตัวที่ป่วยและเผาซากเสียก่อน มิฉะนั้นม้าทั้งจวนอาจไม่เหลือ”
“ยังฆ่าไม่ได้”
เสียงของเสิ่นชิงหลัวทำให้ทุกคนหันมามอง
หัวหน้าคอกมีสีหน้าลังเล “คุณหนูรอง ที่นี่ไม่ปลอดภัย ท่านควรกลับเรือนก่อนขอรับ”
นางไม่ตอบ เพียงหยิบผ้าที่อาหลานนำมาส่งให้ปิดจมูกและเดินไปหยุดห่างจากม้าป่วยหลายก้าว
“ตัวแรกเริ่มมีอาการเมื่อใด”
“ปลายยามอิ๋นขอรับ ตอนแรกมันเดินเซ พวกเราคิดว่าอ่อนเพลียจากการเดินทาง แต่พอฟ้าสางก็เริ่มมีน้ำลายมาก จากนั้นตัวอื่นจึงเป็นตาม”
“ม้าที่อยู่คอกข้างกันทั้งหมดมีอาการหรือไม่”
“ไม่ทั้งหมดขอรับ” หัวหน้าคอกชี้ไปทางคอกด้านตะวันออก “ม้าของจวนเราเดิมยังปกติดี มีเพียงม้าศึกที่เพิ่งส่งมาถึงเมื่อคืนเท่านั้น”
เสิ่นชิงหลัวหันไปมองรางน้ำและรางอาหาร
“พวกมันใช้น้ำร่วมกับม้าของจวนหรือไม่”
“ใช้บ่อเดียวกัน แต่ตักใส่รางแยก”
“แล้วหญ้าเล่า”
“หญ้าชุดใหม่ที่ติดมากับขบวนขอรับ เจ้าหน้าที่ส่งมอบกำชับว่าเป็นหญ้าคัดพิเศษสำหรับม้าศึก ไม่ให้ปะปนกับของเดิม”
คำตอบนั้นทำให้นางหยุดคิด
หากเป็นโรคระบาดที่เริ่มจากม้าชุดใหม่จริง อาการย่อมไม่เกิดขึ้นพร้อมกันเกือบทั้งหมดภายในเวลาไม่กี่ชั่วยาม ม้าแต่ละตัวมีความแข็งแรงต่างกัน ระยะฟักตัวย่อมไม่เท่ากัน และม้าที่ใช้บ่อน้ำร่วมกันควรเริ่มแสดงอาการบ้างแล้ว
แต่ตอนนี้ม้าของจวนยังปกติ
สิ่งที่ต่างกันมีเพียงอาหาร
เสิ่นชิงหลัวก้าวเข้าใกล้ม้าสีน้ำตาลอย่างระมัดระวัง นางยกมือห้ามคนเลี้ยงม้าที่พยายามเข้ามาช่วย ก่อนยืนในตำแหน่งที่ไม่อยู่ตรงหน้าหรือด้านหลังของมัน
ม้ายังตื่นกลัว ทว่าขาอ่อนแรงเกินกว่าจะพุ่งเข้าหา
นางรอจนมันหยุดสะบัดศีรษะ จึงค่อยจับสายจูงใกล้แก้มแล้วใช้นิ้วเปิดเปลือกตาขึ้นชั่วขณะ
รูม่านตาของมันขยายมากกว่าปกติ แม้แสงยามเช้าจะส่องเข้ามาในคอก
เสิ่นชิงหลัวเลื่อนมือไปแตะริมฝีปาก ก่อนเปิดดูเหงือก
สีของเหงือกซีดออกเทา ไม่แดงจัดหรือมีจุดเลือดอย่างที่มักพบในโรคร้อนบางชนิด ลมหายใจของมันถี่ แต่ไม่มีน้ำมูกข้น ไม่ไอ และผิวหนังไม่ได้ร้อนผิดปกติ
นางแตะบริเวณใต้กรามและลำคอ ไม่พบก้อนบวม
“คุณหนูเห็นสิ่งใดหรือ” เสิ่นเหวินจงถาม
“มันไม่มีไข้”
หัวหน้าคอกรีบแย้ง “แต่ตัวมันสั่นมาก”
“สั่นไม่ได้หมายความว่ามีไข้เสมอไป อาจเกิดจากกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือประสาทถูกกระตุ้นก็ได้”
นางเดินไปตรวจอีกสองตัว อาการเหมือนกันเกือบทั้งหมด เพียงความรุนแรงต่างกัน ตัวหนึ่งยังยืนได้มั่นคง แต่หายใจถี่และมีน้ำลายมาก อีกตัวนอนตะแคง ขากระตุกเป็นช่วง ๆ
“หากเป็นโรคระบาด เหงือกมักมีสีและอุณหภูมิเปลี่ยนตามการอักเสบ อีกทั้งไม่ควรเกิดอาการประสาทพร้อมกันเช่นนี้ในเวลาใกล้เคียงกัน”
หัวหน้าคอกขมวดคิ้ว “เช่นนั้นคุณหนูคิดว่าเป็นสิ่งใด”
เสิ่นชิงหลัวหันไปมองกองหญ้าแห้งซึ่งถูกวางไว้ด้านข้างคอก
“เปิดกระสอบทั้งหมด”
คนเลี้ยงม้าหลายคนมองหน้ากัน แต่เมื่อเสิ่นเหวินจงพยักหน้า พวกเขาจึงรีบทำตาม
กระสอบหญ้าแห้งถูกลากออกมาเรียงกลางลาน กลิ่นหญ้าใหม่หอมฉุนลอยขึ้นทันที เสิ่นชิงหลัวนั่งยองลง หยิบหญ้าขึ้นมาหนึ่งกำแล้วคลี่ออกบนผ้าขาว
ภายนอกดูไม่มีสิ่งใดผิดปกติ หญ้าถูกตัดสม่ำเสมอ สีเหลืองอมเขียว แห้งพอดีและไม่มีรา
นางใช้นิ้วค่อย ๆ เขี่ยเศษเล็ก ๆ ออกจากกัน
มีผงสีน้ำตาลดำบางอย่างเกาะอยู่ตามก้าน แต่ปริมาณน้อยจนดูเหมือนเศษดินจากการขนส่ง
เสิ่นชิงหลัวยกขึ้นดม กลิ่นขมจาง ๆ ซ่อนอยู่ใต้กลิ่นหญ้า
ความทรงจำหนึ่งผุดขึ้นมา
ครั้งนางอายุสิบสาม ม้าของพ่อค้าผู้หนึ่งเคยล้มป่วยหลังแอบกินพืชป่าข้างทาง มารดานำเมล็ดแห้งมาให้นางดู กำชับว่าแม้ใช้ในยาได้บางตำรับ แต่หากบดปะปนในอาหารสัตว์มากเกินไปจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง น้ำลายไหล และตื่นกลัวจนควบคุมไม่ได้
เมล็ดนั้นมีเปลือกแข็งสีน้ำตาลเข้ม ตรงกลางเป็นรอยบุ๋มเล็กคล้ายดวงตา
เสิ่นชิงหลัวเทเศษหญ้าลงบนฝ่ามือแล้วค้นต่อ กระทั่งพบเศษเปลือกชิ้นหนึ่งซ่อนอยู่ตรงก้นกระสอบ
แม้ถูกบดจนแทบไม่เหลือรูป นางยังจำรอยบุ๋มตรงกลางได้
“นำชามน้ำมา”
อาหลานส่งชามให้อย่างรวดเร็ว
เสิ่นชิงหลัวใส่หญ้าหนึ่งกำลงไป กดให้จมน้ำแล้วคนเบา ๆ ผงสีน้ำตาลดำค่อย ๆ หลุดออกจากก้านหญ้า ทำให้น้ำใสเปลี่ยนเป็นสีขุ่น
ไม่นาน เศษเมล็ดเล็ก ๆ หลายชิ้นก็ลอยขึ้นมา
หัวหน้าคอกก้มดู สีหน้าเปลี่ยนทันที “นี่คืออะไรขอรับ”
“เมล็ดหญ้าเมาม้า”
