บท
ตั้งค่า

บทที่ 1 วันที่ข้าตายใต้หิมะ (2)

“คุณหนู!”

เสียงเรียกดังขึ้นข้างหู

“คุณหนู ตื่นสิเจ้าคะ!”

เสิ่นชิงหลัวลืมตาพรวด

นางสูดลมหายใจเข้าอย่างแรง มือยกขึ้นคว้าลำคอตนเองโดยสัญชาตญาณ

ไม่มีบาดแผล

ไม่มีเลือด

ไม่มีความเจ็บปวดจากคมดาบ

ใต้ฝ่ามือมีเพียงผิวหนังอุ่นและชีพจรที่เต้นรัว

“คุณหนู ท่านเป็นอะไรไป”

หญิงสาวในชุดสีเขียวอ่อนนั่งอยู่ข้างเตียง ใบหน้ากลมยังอ่อนเยาว์กว่าที่เสิ่นชิงหลัวจำได้หลายปี ดวงตาแดงก่ำเพราะอดนอน แต่ปราศจากรอยแผลซึ่งเคยเกิดขึ้นในคืนที่ทหารบุกจวน

“อาหลาน...”

สาวใช้กะพริบตา “เจ้าคะ?”

เสิ่นชิงหลัวจ้องนางไม่วางตา

อาหลานยังมีชีวิตอยู่

ไม่มีโซ่ตรวนที่ข้อมือ ไม่มีเลือดบนเสื้อ และไม่ได้ถูกลากหายไปต่อหน้าต่อตานาง

“คุณหนูฝันร้ายหรือเจ้าคะ” อาหลานรีบยื่นมือมาแตะหน้าผาก “เมื่อคืนท่านก็นอนไม่ค่อยหลับ วันนี้ยังต้องเข้าวังอีก หากไม่สบาย เราส่งคนไปแจ้งว่า...”

เสิ่นชิงหลัวคว้าข้อมือสาวใช้ไว้

แรงของนางทำให้อาหลานสะดุ้ง

“วันนี้วันอะไร”

“วันอะไรหรือเจ้าคะ”

“ปีใด เดือนใด วันที่เท่าไร”

อาหลานมองนางอย่างกังวล แต่ยังตอบตามตรง “ปีหย่งอันที่สิบสอง วันที่สิบสี่ เดือนสามเจ้าค่ะ พรุ่งนี้เป็นวันครบรอบสี่สิบเก้าวันที่ฮูหยินจากไป คุณหนู...ท่านจำไม่ได้หรือ”

ปีหย่งอันที่สิบสอง

วันที่สิบสี่ เดือนสาม

เสิ่นชิงหลัวปล่อยมือช้า ๆ

นางหันมองไปรอบห้อง

ม่านเตียงสีขาวสะอาด โต๊ะไม้จันทน์ข้างหน้าต่าง แจกันลายกิ่งเหมยซึ่งมารดาเคยเลือกให้ และกล่องไม้ใบเล็กบนโต๊ะเครื่องแป้ง ทุกสิ่งเป็นของในเรือนเดิมของนางก่อนย้ายเข้าเมืองหลวง

กลิ่นกำยานอ่อน ๆ ลอยอยู่ในอากาศ ปะปนกับกลิ่นกระดาษเงินกระดาษทองจากเรือนตั้งศพ

มารดาของนางเพิ่งจากไปได้ไม่นาน

บิดายังมีชีวิต

ตระกูลเสิ่นยังไม่ถูกทำลาย

ส่วนตัวนาง...

เสิ่นชิงหลัวเลิกผ้าห่มออก มือและแขนที่อยู่ตรงหน้าเรียวเล็ก ปราศจากบาดแผลจากการสอบสวน ไม่มีรอยเชือกรัด ไม่มีเล็บที่แตกจากการถูกทรมาน

นางลุกจากเตียง เดินไปยังโต๊ะเครื่องแป้งโดยไม่สวมรองเท้า

ใบหน้าในกระจกทองเหลืองซีดขาว ดวงตายังแดงจากการร้องไห้ให้มารดา แก้มไม่ได้ซูบตอบเหมือนหญิงนักโทษในลานประหาร

นี่คือใบหน้าของนางเมื่ออายุสิบเก้าปี

เสียงม้าร้องดังมาจากด้านหลังจวนอีกครั้ง

เสิ่นชิงหลัวหันไปทางหน้าต่าง

ในความทรงจำ คอกม้าตรงนั้นเคยเป็นสถานที่ซึ่งมารดาใช้เวลามากที่สุด นางเคยวิ่งเล่นอยู่ระหว่างรั้วไม้ เคยช่วยทำคลอดลูกม้าตัวแรกตอนอายุสิบสอง และเคยหลับคากองฟางเพราะเฝ้าม้าป่วยตลอดคืน

หลังมารดาจากไป นางแทบไม่ยอมกลับไปที่คอกอีก

เพราะทุกมุมล้วนทำให้นึกถึงผู้ตาย

จากนั้นนางก็ได้พบจ้าวจิ่งหยวน และใช้เวลาทั้งหมดเดินตามเส้นทางของเขา จนลืมไปว่าครั้งหนึ่งตนเองเคยมีชีวิตอีกแบบหนึ่ง

“คุณหนู พื้นเย็นนะเจ้าคะ”

อาหลานรีบนำรองเท้ามาวางให้ ก่อนหยิบเสื้อคลุมสีอ่อนมาคลุมบ่านาง “รถม้าจะมารับปลายยามเฉิน ชุดสำหรับงานชมบุปผาก็เตรียมไว้แล้ว ท่านต้องรีบแต่งตัว มิเช่นนั้นจะเข้าวังไม่ทัน”

งานชมบุปผา

คำสี่คำนั้นทำให้เสิ่นชิงหลัวชะงัก

ภาพศาลากลางสวนหลวงผุดขึ้นในความคิด

วันนั้นดอกโบตั๋นบานเต็มสวน นางสวมชุดสีฟ้าอ่อน เดินหลงออกจากกลุ่มคุณหนูตระกูลอื่นเพราะไม่คุ้นทาง ก่อนพบองค์ชายสามยืนให้อาหารปลาอยู่ริมสระ

ผ้าเช็ดหน้าของนางปลิวตกตรงหน้าเขา

จ้าวจิ่งหยวนเก็บขึ้นมา ส่งคืนให้นางด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

“คุณหนูเสิ่นหรือ ข้าเคยได้ยินว่าตระกูลเสิ่นเชี่ยวชาญเรื่องม้าศึก แต่ไม่คิดว่าบุตรสาวจะมีฝีมือเขียนอักษรงดงามเช่นนี้”

เป็นเพียงคำพูดธรรมดา

แต่ในเวลานั้น เสิ่นชิงหลัวกลับดีใจที่เขาสังเกตเห็นอักษรเล็ก ๆ บนผ้าเช็ดหน้า นับจากวันนั้น นางเริ่มเชื่อว่าเขามองเห็นสิ่งที่ผู้อื่นมองข้าม

หลายเดือนต่อมา เขาส่งตำราพิชัยสงครามเล่มหนึ่งมาให้นาง

หนึ่งปีต่อมา นางเริ่มช่วยแก้ไขรายงานเสบียง

สามปีต่อมา แผนการของนางถูกใช้ในสนามรบภายใต้ชื่อของเขา

สิบปีต่อมา แผนการเหล่านั้นกลายเป็นหลักฐานประหารนาง

เสิ่นชิงหลัวมองกล่องไม้สีแดงซึ่งวางอยู่บนโต๊ะ

“นั่นคือสิ่งใด”

“บัตรเชิญเข้าวังเจ้าค่ะ” อาหลานตอบ “ขันทีเพิ่งนำมาส่งเมื่อเช้า บอกว่าฮองเฮาทรงจัดงานชมบุปผา คุณหนูจากตระกูลขุนนางที่มีรายชื่อทุกคนต้องเข้าร่วม”

อาหลานหยิบบัตรเชิญขึ้นมาด้วยสองมือ สีหน้ามีความตื่นเต้นเล็กน้อย

“ได้ยินว่าบรรดาองค์ชายจะเสด็จมาด้วยนะเจ้าคะ คุณหนูไม่ค่อยออกงาน นี่อาจเป็นโอกาส”

เสียงกระดาษขาดดังแควก

อาหลานอ้าปากค้าง

บัตรเชิญสีแดงซึ่งประทับตราวังหลวงถูกฉีกออกเป็นสองส่วนในมือของเสิ่นชิงหลัว

นางฉีกซ้ำอีกครั้ง

แล้วอีกครั้ง

จนกระดาษหนากลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ตกกระจายอยู่บนพื้น

“คะ...คุณหนู!”

อาหลานรีบปิดประตูหน้าต่าง คล้ายกลัวว่าผู้ใดจะเห็น “นี่เป็นบัตรเชิญจากในวัง ท่านฉีกเช่นนี้ หากมีคนรู้เข้า”

“ก็อย่าให้ผู้ใดรู้”

เสิ่นชิงหลัววางเศษกระดาษชิ้นสุดท้ายลงในกระถางไฟ

เปลวไฟเล็ก ๆ ลามขึ้นตามขอบกระดาษ ตราวังหลวงสีทองบิดเบี้ยว ก่อนกลายเป็นเถ้าดำ

อาหลานมองนางสลับกับกองไฟ “แล้วงานชมบุปผาเล่าเจ้าคะ”

“ข้าไม่ไป”

“แต่เหตุผล”

“มารดาของข้าเพิ่งจากไปไม่ครบสี่สิบเก้าวัน” น้ำเสียงของเสิ่นชิงหลัวสงบนิ่ง “ข้ายังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ ร่างกายไม่สบายจากความโศกเศร้า ไม่เหมาะเข้าร่วมงานรื่นเริง ส่งคนไปแจ้งตามนี้”

เป็นเหตุผลที่เพียงพอ

แม้วังหลวงจะมีรายชื่อเชิญ แต่นางเพิ่งสูญเสียมารดา หากอ้างสุขภาพและการไว้ทุกข์ ย่อมไม่มีผู้ใดบังคับให้ไปชมดอกไม้ทั้งน้ำตา

อาหลานยังดูไม่เข้าใจ

“คุณหนูเคยบอกว่า การได้รับเชิญเข้าวังอาจช่วยให้คุณท่านมีคนสนับสนุนเรื่องงานตรวจรับม้าศึก...”

“ไม่จำเป็นแล้ว”

“เจ้าคะ?”

เสิ่นชิงหลัวมองเถ้ากระดาษที่ยุบตัวลงในเปลวไฟ

ชาติที่แล้ว นางเคยคิดว่าการมีความสัมพันธ์กับราชวงศ์จะช่วยคุ้มครองครอบครัว

แต่สุดท้าย ความใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจต่างหากที่นำภัยมาถึงประตูจวน

“ต่อจากนี้” นางกล่าว “ข้าจะไม่เข้าวังหากไม่มีราชโองการโดยตรง และจะไม่พบองค์ชายพระองค์ใดเป็นการส่วนตัว”

อาหลานยิ่งตกใจ “เหตุใดคุณหนูจึงพูดราวกับองค์ชายเป็นตัวนำเคราะห์เล่าเจ้าคะ”

เสิ่นชิงหลัวเงียบไปครู่หนึ่ง

“เพราะคนที่อยู่สูงเกินไป มักเหยียบสิ่งซึ่งอยู่ใต้เท้าโดยไม่ทันมอง”

อาหลานทำหน้าฉงน เห็นได้ชัดว่าไม่เข้าใจ แต่นางรู้จักนิสัยผู้เป็นนายดี เมื่อเสิ่นชิงหลัวตัดสินใจแล้ว การซักถามต่อย่อมไม่เกิดประโยชน์

“บ่าวจะไปแจ้งพ่อบ้านเจ้าค่ะ”

ก่อนเปิดประตู อาหลานยังหันกลับมามองอย่างเป็นห่วง

“คุณหนูพักอีกหน่อยเถิดนะเจ้าคะ สีหน้าท่านไม่ดีเลย”

เมื่อประตูปิดลง เสิ่นชิงหลัวจึงปล่อยลมหายใจยาว

นางเดินไปเปิดหน้าต่าง

ลมต้นฤดูใบไม้ผลิพัดเข้ามา ไม่ได้เย็นจัดเหมือนลมในลานประหาร กลิ่นดิน กลิ่นหญ้า และกลิ่นคอกม้าจาง ๆ ลอยมากับอากาศ

หลังแนวกำแพง นางมองเห็นหลังคาคอกม้าที่มารดาสร้างไว้

ม้าตัวหนึ่งส่งเสียงร้องอีกครั้ง ตามด้วยเสียงคนเลี้ยงม้าพยายามปลอบ

เสิ่นชิงหลัววางมือบนขอบหน้าต่าง

ครั้งนี้นางจะไม่แตะต้องบัลลังก์

จะไม่เขียนแผนการให้จ้าวจิ่งหยวน

จะไม่ยอมให้บิดาถูกจับเพราะตราประทับที่นางไม่ทันระวัง

นางยังมีเวลา

เพียงหลีกเลี่ยงจุดเริ่มต้นในวันนี้ ทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงได้

นางจะช่วยบิดาจัดการงานตรวจรับม้า ฟื้นฟูคอกของมารดา และหาทางถอนตัวจากกิจการที่เกี่ยวพันกับราชสำนักทีละน้อย เมื่อสะสมเงินได้มากพอ นางจะซื้อที่ดินนอกเมือง สร้างฟาร์มม้าเล็ก ๆ และพาบิดาออกไปอยู่ที่นั่น

ไม่มีองค์ชาย

ไม่มีสนามรบ

ไม่มีแผนชิงบัลลังก์

และไม่มีความรัก

เพียงคิดถึงคำสุดท้าย หัวใจนางก็สงบนิ่งอย่างประหลาด

ความรักเคยทำให้นางตาบอดนานเกินไป

ชาตินี้นางไม่ต้องการมันอีกแล้ว

เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก ตามด้วยเสียงพ่อบ้านพยายามห้าม

“นายท่าน คุณหนูเพิ่งฟื้น ให้บ่าวเข้าไปแจ้งก่อนเถิดขอรับ”

“เรื่องนี้รอไม่ได้”

เสียงนั้นทำให้เสิ่นชิงหลัวแข็งค้าง

ประตูถูกผลักเปิดออก

บุรุษวัยกลางคนในชุดขุนนางสีน้ำเงินเข้มก้าวเข้ามาอย่างเร่งร้อน เส้นผมของเขายังดำ มีเพียงสีขาวประปรายตรงขมับ ใบหน้าเหนื่อยล้าเพราะงาน แต่ไม่มีบาดแผล ไม่มีรอยทรมาน และดวงตายังเต็มไปด้วยชีวิต

เสิ่นชิงหลัวจ้องเขา ริมฝีปากสั่นโดยไม่อาจควบคุม

“ท่านพ่อ...”

เสิ่นเหวินจงชะงักเมื่อเห็นสีหน้าบุตรสาว “ชิงหลัว เจ้าเป็นอะไร เหตุใดไม่สวมรองเท้า”

นางเดินเข้าไปหา ก่อนจะรู้ตัว มือทั้งสองก็จับแขนเสื้อของเขาไว้แน่น เนื้อผ้าอุ่นอยู่ใต้ปลายนิ้ว

ไม่ใช่ร่างเย็นชืดบนพื้นหิมะ ไม่ใช่ภาพลวงตาก่อนตาย บิดาของนางยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ

“ชิงหลัว?”

เสิ่นเหวินจงยกมือแตะศีรษะนาง สีหน้าอ่อนลง “ฝันถึงมารดาอีกแล้วหรือ”

นางไม่ตอบ เพียงก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนดวงตาที่ร้อนผ่าว

“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”

“มือเจ้าเย็นหมดแล้ว” เขาถอดเสื้อคลุมของตนพาดไหล่ให้นาง “กลับไปนั่งบนเตียงก่อน พ่อมีเรื่องต้องคุยกับเจ้า”

น้ำเสียงของเขาเคร่งเครียดจนเสิ่นชิงหลัวเงยหน้าขึ้น

เพิ่งสังเกตว่าชายเสื้อของบิดาเปื้อนโคลน รองเท้ามีเศษฟางติดอยู่ และมีกลิ่นคอกม้าแรงกว่าปกติ เห็นได้ชัดว่าเขาเพิ่งกลับมาจากลานตรวจรับ

“เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ”

เสิ่นเหวินจงลังเล คล้ายไม่อยากนำเรื่องงานมารบกวนบุตรสาวที่ยังโศกเศร้า แต่สุดท้ายก็ถอนหายใจหนัก

“ม้าศึกชุดใหม่ที่ส่งมาถึงจวนเมื่อคืนเกิดปัญหา”

เสิ่นชิงหลัวขมวดคิ้ว

ในความทรงจำของชาติเดิม ช่วงนี้บิดาเคยกังวลเรื่องการตรวจรับม้าจริง แต่นางมัวเตรียมตัวเข้าวัง จึงไม่ได้สนใจ หลังจากนั้นไม่นาน เรื่องก็เงียบหายไป นางเข้าใจเพียงว่าบิดาจัดการเรียบร้อยแล้ว

เสิ่นเหวินจงกล่าวต่อด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“เมื่อเช้ายังมีเพียงสองตัวที่ขาอ่อนแรง แต่ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ม้าตัวอื่นก็เริ่มมีอาการตามกัน ตอนนี้ม้าศึกทั้งชุดกำลังล้มป่วยพร้อมกัน”

มือที่จับชายเสื้อคลุมของเสิ่นชิงหลัวหยุดนิ่ง

“ทั้งหมดหรือเจ้าคะ”

“เกือบทั้งหมด” บิดาพยักหน้า “คนดูแลสงสัยว่าเป็นโรคระบาด หากแพร่ไปถึงม้าชุดอื่น พวกเราอาจต้องฆ่าทิ้งทั้งคอก”

นอกหน้าต่าง ม้าตัวหนึ่งส่งเสียงร้องยาวและตื่นตระหนก

เสิ่นเหวินจงหันไปทางเสียงนั้น สีหน้าหนักอึ้งกว่าเดิม

“ม้าเหล่านี้เป็นม้าศึกที่กองทัพชายแดนส่งมาให้พ่อเป็นผู้ตรวจรับ หากตรวจรับไม่ผ่าน หรือมีม้าตายก่อนส่งมอบ ตระกูลเสิ่นต้องรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยเสียงต่ำ

“จำนวนเงินมากพอจะทำให้พวกเราสูญเสียทุกอย่าง”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel