ตอนที่ 5 กู้เฉิงรุ่ยกับความมั่นหน้าที่ไม่เข้าท่า
เสียงกริ่งหน้าห้องพักหรูในคอนโดมิเนียมของจางซูอี้ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ราวกับคนกดต้องการให้เจ้าของห้องพังประตูออกมาเปิดรับด้วยความหัวเสีย
ซูอี้ที่กำลังจิบชาอู่หลงอย่างใจเย็นขณะตรวจสอบรายงานความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น วางถ้วยชาลงช้าๆ เธอเหลือบมองจอภาพวงจรปิดหน้าประตู เห็นร่างของชายหนุ่มในชุดสูทราคาแพงที่คุ้นตา กู้เฉิงรุ่ย... อดีตคู่หมั้นผู้มี ‘ความมั่นใจในตัวเองสูงเกินไป’ กำลังยืนกอดอกด้วยใบหน้าบูดบึ้ง
เธอถอนหายใจออกมาเบาๆ ‘ยังไม่เข็ดอีกหรือไง?’
ซูอี้เดินไปเปิดประตูด้วยท่าทางเรียบเฉย เธอยืนพิงกรอบประตูพลางกอดอกมองชายหนุ่มด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ราวกับเขามิใช่คนรักที่เธอเคยฟูมฟายใส่ในอดีต แต่เป็นเพียงพนักงานส่งของที่มาผิดบ้าน
“ซูอี้! เธอคิดจะเล่นสงครามประสาทกับฉันไปถึงไหน?” กู้เฉิงรุ่ยเปิดฉากทันทีโดยไม่แม้แต่จะทักทาย “เรื่องงานวันเกิดลู่ลู่เรื่องเดียว เธอต้องถึงกับถอนหมั้นแล้วหนีมาอยู่คอนโดรูหนูแบบนี้เลยเหรอ? รู้ถึงไหนอายถึงนั่น! พ่อแม่เธอโทรมาตามฉันให้มาพาเธอกลับไปเดี๋ยวนี้!”
ซูอี้เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาที่มองเขาดูแฝงไปด้วยความสมเพชอย่างปิดไม่มิด “คอนโดรูหนู? เฉิงรุ่ย... ความเข้าใจเรื่องมาตรฐานชีวิตของเธอช่างคับแคบเสียจริง ที่นี่คือเพนต์เฮาส์ที่แพงที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองนะ”
“อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง!” เฉิงรุ่ยพยายามจะก้าวเข้ามาในห้อง แต่ซูอี้ขยับตัวมาขวางทางไว้ทันที “เธอรู้ไหมว่าลู่ลู่เสียใจแค่ไหน? เธอต้องกลายเป็นคนถูกนินทาเพราะความงี่เง่าของเธอ! กลับไปขอโทษลู่ลู่ซะ แล้วทำตัวให้เหมือนผู้ดีตระกูลจางหน่อย!”
ซูอี้แค่นหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ “ผู้ดีตระกูลจาง? หรือหมายถึงผู้ดีแบบลู่ลู่ที่ถนัดใช้เงินกองทุนการกุศลไปช้อปปิ้งกระเป๋าแบรนด์เนม? เฉิงรุ่ย... สายตาเธอมีไว้ประดับหน้าจริงๆ ด้วยนะ”
“เธอ!” เฉิงรุ่ยชะงักไปเล็กน้อยเมื่อถูกตอกหน้า แต่เขาก็ยังคงความมั่นใจไว้เต็มเปี่ยม “ถึงลู่ลู่จะทำอะไรผิดพลาดไปบ้าง แต่นั่นก็เพราะความไร้เดียงสา! ไม่เหมือนเธอที่จงใจปล่อยข่าวทำลายชื่อเสียงคนในครอบครัว! ซูอี้... ฉันให้โอกาสเธอนะ กลับไปแก้ข่าวแล้วทำหน้าที่คู่หมั้นที่ดีซะ ฉันอาจจะพิจารณา ‘ยอมรับ’ เธออีกครั้ง”
ซูอี้มองดูชายตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ในอดีตชาติ เธอคงจะร้องไห้กอดขาเขา ร้องขอให้เขารักเธอ แต่ในวันนี้... ทุกคำพูดของเขามันช่างน่ารำคาญและน่าขันสิ้นดี
“พิจารณา? ยอมรับ?” ซูอี้ทวนคำอย่างช้าๆ เธอเดินเข้าไปใกล้เขาจนระยะห่างเหลือเพียงนิดเดียว กลิ่นน้ำหอมของผู้ชายที่เธอเคยหลงใหล กลับทำให้เธอรู้สึกคลื่นไส้ในตอนนี้ “นายเอาความมั่นใจมาจากไหนว่าฉันยังอยากเป็นคู่หมั้นของนาย? นายมันก็แค่ผู้ชายหูเบาที่ถูกผู้หญิงหน้าซื่อใจคดปั่นหัวไปมา สำหรับฉันแล้ว... นายมันก็แค่ของเหลือที่ฉันโละทิ้งไปแล้ว”
“เธอว่าไงนะ!” หน้าของเฉิงรุ่ยแดงก่ำด้วยความโกรธ เขาไม่เคยถูกผู้หญิงปฏิเสธและดูถูกแบบนี้มาก่อน ยิ่งเป็นซูอี้ที่เคยวิ่งตามเขาต้อยๆ “อย่าลืมนะว่าถ้าไม่มีตระกูลกู้หนุนหลัง ตระกูลจางก็ไม่เหลือใครแล้ว! เธอคิดว่าเธอมีดีอะไรถึงกล้ามาหยิ่งใส่ฉัน?”
“ถ้าตระกูลกู้เก่งจริง ทำไมหุ้นถึงกำลังร่วงล่ะคะ?” ซูอี้พูดแทรกขึ้นเบาๆ แต่ทิ่มแทงหัวใจ “ฉันแนะนำนะเฉิงรุ่ย... กลับไปดูงบการเงินของบริษัทตัวเองเถอะ แทนที่จะมาเสียเวลาเห่าหอนหน้าห้องคนอื่น ข้อมูลวงในน่ะ... ฉันมีเยอะกว่าที่เธอคิด ถ้าฉันอยากจะทำลายตระกูลกู้จริงๆ แค่ดีดนิ้ว ทุกอย่างก็พังพินาศแล้ว”
เฉิงรุ่ยจ้องมองเธอด้วยความตะลึง เขาไม่เคยเห็นแววตาที่เด็ดขาดและเย็นชาแบบนี้จากซูอี้มาก่อน แววตาของเธอไม่ได้มีความรักหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่นิดเดียว มันเป็นแววตาของนักธุรกิจที่ไร้ความปราณี
“เธอ... เธอไปเรียนรู้นิสัยน่ารังเกียจแบบนี้มาจากใคร?”
“จากคนที่สอนให้ฉันเห็นค่าของตัวเองยังไงล่ะคะ” ซูอี้ตอบพลางยิ้มมุมปาก “และขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะเฉิงรุ่ย อย่ากลับมาให้ฉันเห็นหน้าอีก ไม่อย่างนั้น... ฉันไม่รับประกันนะว่าข่าวฉาวชิ้นต่อไปที่จะลงหน้าหนึ่ง จะเป็นเรื่องของตระกูลกู้”
เธอผลักประตูให้ปิดลงต่อหน้าต่อตาเขา เสียง ‘ปัง!’ ที่ดังสนั่นทำให้เฉิงรุ่ยสะดุ้งสุดตัว เขายืนอึ้งอยู่หน้าห้องพักครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินกระทืบเท้าออกไปด้วยความโกรธแค้นและเสียหน้า
ซูอี้พิงหลังกับประตูแล้วถอนหายใจยาวๆ เธอไม่ได้รู้สึกเสียใจแม้แต่นิดเดียว กลับกัน... เธอรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูกเหมือนเพิ่งกำจัดขยะชิ้นใหญ่ทิ้งไปได้
โทรศัพท์ในมือของเธอสั่นขึ้น มันเป็นข้อความจากหลี่เฟยหยาง: “จัดการขยะเรียบร้อยแล้วเหรอ? ผมมีอาหารเย็นมาฝาก... หรือจะให้ผมไปรับคุณไปทานข้าวดี?”
ซูอี้อ่านข้อความแล้วยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว เธอพิมพ์ตอบกลับไปสั้นๆ: “มารับได้เลยค่ะ... ขยะชิ้นนี้มันเหม็นจนฉันไม่อยากหายใจแล้ว”
เธอกลับไปนั่งที่เดิมบนโซฟา วันนี้เธอได้รับบทเรียนที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งว่า ความมั่นใจในตัวเองที่ผิดที่ผิดทางของกู้เฉิงรุ่ยนั้นช่างตลกสิ้นดี และซูอี้ก็ไม่ได้ใจดีพอที่จะเก็บคนประเภทนี้ไว้ในชีวิตอีกต่อไป
เกมถัดไปที่เธอจะเดิน... จะไม่ใช่แค่การทำให้ลู่ลู่เสียหน้า แต่จะเป็นการสั่นคลอนรากฐานของตระกูลกู้และตระกูลจางไปพร้อมๆ กัน!
