ตอนที่ 3 รอยน้ำตาที่สั่นคลอนหัวใจคนทั้งตระกูล
ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดที่ยังคงอบอวลอยู่ในงานวันเกิดของจางลู่ลู่ หลังจากที่จางซูอี้จากไปพร้อมกับทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้เบื้องหลัง ความเงียบงันได้เข้าครอบงำห้องโถงกว้าง แขกเหรื่อหลายคนต่างทำตัวไม่ถูก บ้างก็ทำเป็นจิบไวน์ บ้างก็แอบซุบซิบกันด้วยความตื่นเต้น
จางลู่ลู่ยืนกำมือแน่นจนเล็บแทบจะจิกเข้าไปในเนื้อ เธอพยายามฝืนยิ้มที่ดูน่าสงสารที่สุดออกมา “คุณพ่อคะ... คุณแม่คะ ลู่ลู่ขอโทษจริงๆ ค่ะ ที่ทำให้พี่ซูอี้โกรธ ลู่ลู่ไม่คิดเลยว่าการจัดงานวันเกิดจะทำให้พี่สาวต้องเสียใจถึงขนาดนี้ ถ้าลู่ลู่รู้แบบนี้... ลู่ลู่จะไม่ขอให้จัดงานเลยค่ะ”
หยาดน้ำตาที่แกล้งบีบออกมาคลอเบ้าตาของลู่ลู่ เธอเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมมาโดยตลอด และในอดีตชาติ จางซูอี้คือคนที่ต้องพ่ายแพ้ให้กับความ ‘ใสซื่อ’ จอมปลอมนี้เสมอ
คุณหญิงจางรีบเข้าไปกอดปลอบลูกสาวบุญธรรมด้วยความเอ็นดู “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกลูกลู่ลู่ มันไม่ใช่ความผิดของหนูเลย เป็นเพราะนิสัยเอาแต่ใจและก้าวร้าวของซูอี้ต่างหากที่ทำให้งานกร่อยแบบนี้ แม่ไม่น่าตามใจจนเสียคนเลยจริงๆ”
คุณจางประธานตระกูลจางขมวดคิ้วแน่น เขามองไปทางที่ซูอี้เพิ่งเดินออกไปด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง “ช่างเถอะ ต่อไปนี้ใครก็ไม่ต้องไปตามหาตัวมัน ปล่อยให้มันไปอยู่ในที่ที่มันอยากอยู่ ถ้ามันคิดว่าชีวิตข้างนอกดีกว่าตระกูลจาง ก็ให้มันลองไปใช้ชีวิตแบบไม่มีเงินสนับสนุนดูบ้าง จะได้รู้ว่าโลกข้างนอกมันโหดร้ายแค่ไหน!”
ทว่า ท่ามกลางความเกลียดชังที่ทุกคนมีต่อซูอี้ จางโม่เฉินกลับยืนนิ่งเงียบ แววตาของเขาดูเลื่อนลอย ความรู้สึกที่ซูอี้มองเขาในวินาทีก่อนจะจากไปนั้น... มันไม่ใช่แววตาของคนโกรธเกรี้ยว แต่มันคือแววตาของคนที่มี 'บาดแผล' ลึกเกินกว่าจะเยียวยา
“พ่อครับ... ผมว่าวันนี้เราควรจบงานเพียงเท่านี้ดีกว่า” โม่เฉินเอ่ยเสียงเรียบ
“ทำไมล่ะโม่เฉิน? แขกยังไม่กลับเลยนะ!” ลู่ลู่ถามขึ้นทันทีด้วยความตกใจ แผนของเธอคือการประกาศความสัมพันธ์กับกู้เฉิงรุ่ยต่อหน้าแขก แต่ตอนนี้เป้าหมายหลักของเธออย่างซูอี้ไม่อยู่เสียแล้ว ทุกอย่างดูจะกร่อยเกินไป
“ผมรู้สึกไม่ค่อยดีครับ” โม่เฉินตอบสั้นๆ ก่อนจะเดินแยกตัวออกจากงานไปที่ระเบียง เขามองออกไปในความมืดมิด เห็นไฟท้ายรถของซูอี้ลับตาไปไกลแล้ว คำพูดของเธอเมื่อครู่ยังคงก้องอยู่ในหู
‘ตลอด 5 ปีที่รับลู่ลู่เข้ามา พี่เคยจำได้ไหมว่าวันเกิดฉันคือวันไหน?’
ประโยคคำถามง่ายๆ แต่กลับเชือดเฉือนหัวใจของเขาอย่างจัง โม่เฉินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูปฏิทินที่ตั้งไว้ในเครื่อง วันที่ 21 พฤษภาคม... วันเกิดของซูอี้คือวันนี้ และเขาก็ลืมมันไปสนิทใจจริงๆ!
เขาลืมวันเกิดน้องสาวแท้ๆ ของตัวเอง เพื่อไปทุ่มเทจัดงานวันเกิดที่อลังการให้กับน้องสาวบุญธรรม ความรู้สึกผิดเริ่มก่อตัวขึ้นในใจอย่างเงียบๆ
ในขณะเดียวกัน ที่บ้านพักส่วนตัวของซูอี้ เธอไม่ได้ฟูมฟาย เธอแค่กำลังถอดชุดราตรีราคาแพงที่รู้สึกเหมือนโซ่ตรวนออก แล้วหยิบชุดลำลองเรียบๆ ขึ้นมาสวมใส่ เธอเดินไปเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อตรวจสอบบัญชีธนาคารส่วนตัวที่เธอแอบเก็บหอมรอมริบมานานหลายปี แม้จะถูกตัดขาดจากเงินกงสี แต่ซูอี้ในชาติที่แล้วที่เคยถูกดัดนิสัยจากการไปเรียนต่างประเทศได้สั่งสมความรู้ด้านการลงทุนไว้ไม่น้อย
เธอมองหน้าจอด้วยแววตาที่เย็นชา “เอาล่ะ... เงินทุนก้อนสุดท้ายนี้ ถ้าใช้อย่างฉลาด มันจะกลายเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุด”
ซูอี้รู้ดีว่าลู่ลู่กำลังฉลองชัยชนะอยู่ในงาน แต่ลู่ลู่หารู้ไม่ว่า การที่ซูอี้ ‘ยอมถอย’ ครั้งนี้ คือการปล่อยให้ลู่ลู่ได้ใจจนละเลยการระวังตัว และเมื่อไหร่ที่ลู่ลู่เผลอ... นั่นแหละคือเวลาที่เธอจะดึงหน้ากากของลู่ลู่ออกมาให้คนทั้งโลกได้เห็น!
โทรศัพท์ของซูอี้สั่นขึ้น หน้าจอแสดงชื่อ ‘หลี่เฟยหยาง’ เธอไม่ได้กดรับทันที แต่เธอนั่งรอจังหวะนับหนึ่งถึงสาม เพื่อไม่ให้ดูเหมือนผู้หญิงที่กระตือรือร้นจนเกินไป นี่คือจิตวิทยาของการเป็น ‘นางร้ายที่เหนือชั้น’ เธอต้องเป็นฝ่ายกุมอำนาจ ไม่ใช่ฝ่ายที่ต้องร้องขอ
เมื่อรับสาย เสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยอำนาจของมาเฟียหนุ่มก็ดังขึ้น “ไม่คิดเลยว่าคุณหนูจางซูอี้จะมีเวลาว่างโทรหาผมในคืนวันเกิดน้องสาวตัวเอง”
ซูอี้หัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูมีเสน่ห์และเย้ายวนใจ “คืนวันเกิดน้องสาว? ฉันว่ามันน่าจะเป็น ‘คืนแห่งการเริ่มต้นชีวิตใหม่’ ของฉันมากกว่านะคะ คุณหลี่... คุณสนใจจะเข้าร่วมงานเริ่มต้นใหม่ของฉันไหมล่ะคะ?”
หลี่เฟยหยางที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของสายถึงกับเลิกคิ้วขึ้น เขาเป็นมาเฟียที่ได้รับคำร่ำลือถึงความเลือดเย็น แต่ความแปลกประหลาดในน้ำเสียงของซูอี้กลับทำให้เขารู้สึกสนใจขึ้นมาทันที
“คุณมีข้อเสนออะไรให้ผม?” เฟยหยางถามตรงประเด็น
“ฉันมีข้อมูลที่ตระกูลกู้และตระกูลจางกำลังปิดบังไว้... ข้อมูลที่จะทำให้หุ้นของพวกเขาดิ่งลงเหวในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า” ซูอี้พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น “แลกกับข้อเสนอที่คุณจะให้ฉันเป็นหุ้นส่วนในธุรกิจมืดของคุณ... คุณจะเอาไหมคะ?”
ความเงียบปกคลุมไปชั่วขณะ ก่อนที่เสียงหัวเราะทุ้มต่ำจะดังขึ้นจากปลายสาย “น่าสนใจ... ผมชอบผู้หญิงที่รู้จักใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ตัวเองมี พรุ่งนี้เวลาสิบโมงตรง ที่โรงแรมเลอแกรนด์... อย่าให้ผมต้องรอนานล่ะ”
ซูอี้วางสายลง เธอหลับตาลงช้าๆ พยายามนึกภาพวันพรุ่งนี้ที่เธอจะไปพบกับหลี่เฟยหยาง เธอไม่ใช่ซูอี้คนเดิมที่โง่เขลา เธอคือหงส์ที่กำลังจะกางปีกบินเหนือท้องฟ้าของตระกูลจาง
เช้าวันรุ่งขึ้น ข่าวเรื่องการถอนหมั้นและการหายตัวไปของจางซูอี้แพร่สะพัดไปทั่วหน้าสื่อสังคมออนไลน์และหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ธุรกิจ ลู่ลู่ที่คิดว่าตัวเองจะได้รับความสงสารกลับต้องเผชิญกับคำถามมากมายจากนักข่าว “คุณลู่ลู่คะ ทำไมพี่สาวคุณถึงออกจากงานกลางคันคะ? มีความขัดแย้งอะไรกันหรือเปล่า?”
ลู่ลู่ต้องแสร้งทำเป็นร้องไห้หน้ากล้อง “พี่ซูอี้คงจะกดดันเรื่องงานแต่งงานน่ะค่ะ... ลู่ลู่เองก็เสียใจที่พี่สาวต้องทำแบบนั้น...”
แต่ในขณะที่ลู่ลู่กำลังทำหน้าที่ ‘นางเอกที่น่าสงสาร’ อยู่นั้น ซูอี้กำลังก้าวลงจากรถแท็กซี่หน้าโรงแรมหรูด้วยชุดเดรสสีเรียบแต่หรูหรา เธอไม่ได้ดูเหมือนคนอกหักหรือคนสิ้นไร้ไม้ตอก แต่เธอดูเหมือน ‘ผู้ล่า’ ที่กำลังจะเปิดเกม
หลี่เฟยหยางยืนรอเธออยู่ที่ล็อบบี้ ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้มของเขานั้นดึงดูดสายตาผู้คนรอบข้าง แต่เขากลับมองเห็นเพียงแค่ผู้หญิงคนเดียวที่กำลังเดินตรงเข้ามาหาเขาด้วยความมั่นใจ
“คุณมาเร็วกว่าที่ผมคิด” เฟยหยางกล่าวขณะผายมือให้เธอเดินไปที่โต๊ะวีไอพี
ซูอี้ส่งยิ้มบางๆ ให้เขา “เพราะฉันไม่อยากให้เวลาอันมีค่าของคุณต้องเสียเปล่า... และฉันก็ไม่อยากให้โอกาสที่ฉันจะลุกขึ้นยืนด้วยตัวเองต้องล่าช้าไปแม้แต่วินาทีเดียวค่ะ”
การสนทนาในเช้านั้นดำเนินไปอย่างเข้มข้น ซูอี้เปิดเผยข้อมูลทางธุรกิจที่ไม่มีใครรู้ นอกจากคนในตระกูลใหญ่ เธอพิสูจน์ให้เฟยหยางเห็นว่าเธอมิใช่แค่คุณหนูที่เอาแต่ใจ แต่เธอคือ ‘สมอง’ ที่มีค่ามหาศาล
เฟยหยางจ้องมองเธอด้วยแววตาที่ลึกซึ้ง “คุณเปลี่ยนไปมาก... ข่าวลือที่ว่าคุณเป็นคนโง่เขลา ดูเหมือนจะเป็นเรื่องโกหกทั้งหมด”
“คนเรามักจะเห็นในสิ่งที่อยากเห็นค่ะคุณหลี่” ซูอี้ตอบ “และถ้าการที่คนอื่นมองว่าฉันโง่ จะทำให้ฉันเล่นงานพวกเขาได้ง่ายขึ้น... ฉันก็เต็มใจที่จะเล่นบทบาทนั้น”
บทสนทนานี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นพันธมิตรที่ไม่มีใครคาดคิด ซูอี้ไม่ได้แค่ก้าวออกจากบ้านตระกูลจาง แต่เธอกำลังก้าวเข้าสู่ ‘อำนาจ’ ที่จะทำให้ทุกคนในตระกูลที่เคยดูถูกเธอต้องสั่นสะเทือน!
ทว่า ลู่ลู่ที่บ้านตระกูลจางเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ เธอพยายามโทรหาผู้ช่วยเพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวของซูอี้ แต่ทุกอย่างกลับเงียบเชียบ ราวกับว่าซูอี้ได้ลบตัวเองออกจากสารบบของตระกูลจางไปอย่างสมบูรณ์
“ซูอี้... เธอไปหลบอยู่ที่ไหน!” ลู่ลู่กัดฟันกรอด ขณะที่ในมือถือรูปของซูอี้ที่เพิ่งถูกปาปารัสซี่แอบถ่ายได้ที่หน้าโรงแรมกับหลี่เฟยหยาง “ทำไมเธอถึงไปอยู่กับคนอันตรายแบบนั้นได้!”
ความอิจฉาริษยาเริ่มกัดกินใจลู่ลู่ ความรู้สึก ‘เหนือกว่า’ ที่เธอเคยมีเริ่มสั่นคลอน และเธอก็รู้ดีว่าหากซูอี้มีหลี่เฟยหยางหนุนหลัง... เกมการแก้แค้นครั้งนี้ คงไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่เธอคิดเสียแล้ว!
ซูอี้ในตอนนี้ ไม่ใช่แค่หงส์ที่บาดเจ็บ แต่เป็นหงส์ที่กำลังจะกลับมาทวงบัลลังก์ของตัวเองคืนด้วยความเย็นชาและแผนการที่เฉียบคมที่สุดเท่าที่ใครเคยพบเจอมา!
