ตอนที่ 8 สองสำนักเมืองจงหลาง
ชายหนุ่มจึงหันกลับไปนั่งลงข้างโต๊ะตัวหนึ่งในห้อง มองดูหลงจู๊ว่างกาน้ำชาที่มีไอควันออกมาจางๆ ลงบนโต๊ะ ก่อนจะหยิบถ้วยชามารินขึ้นมาถือรออีกฝ่ายนั่งลงตรงข้าม
"ในเมืองนี้มีสำนักใหญ่สองสำนัก หากเจ้าต้องการชื่อเสียงและเงินทองสมควรไปสมัครที่สำนักหานจง ที่นั่นจะแบ่งเงินให้ศิษย์ในสำนักตามฝีมือและการทำภารกิจ”
“ภารกิจคืออะไร”
หลงจู๊มอง ชายหนุ่มน่าจะไม่รู้อะไรก่อนจะมาสมัครสินะ
“ภารกิจที่ทำคือการจับสัตว์ ล่าสัตว์เมื่อนำมันกลับมาจากป่าเจ้าอสูรก็จะมีค่าตอบแทนให้ตามความยากง่ายของสัตว์อสูรที่นำกลับมาส่วนใหญ่ผู้คนที่มาเมืองนี้มักมีเป้าหมายไปที่นั่น สำนักที่ตั้งอยู่ในเมืองท่ามกลางความสะดวกสบาย ไม่ต้องเกรงกลัวใครหากเป็นศิษย์ของสำนักนี้
“ดูเหมือนจะเป็นสำนักที่ร่ำรวย”
“ดูเจ้าจะไม่สนใจ หากมีเป้าหมายที่แตกต่างออกไปก็สมควรไปที่สำนักฉู่อวี้ ตั้งอยู่บนหุบเขาสูง ค่อนข้างปลีกวิเวก เจ้าสำนักไม่ได้สนใจเงินทอง เป็นสำนักใหญ่ที่เชี่ยวชาญการล่าและการฝึกสัตว์อสูร”
ฟ่านหงอี้ฟังดูด้วยความสนใจ หลงจู๊เห็นเขาไม่ถามก็เล่าต่อ
“ว่ากันว่าเจ้าสำนักเคยจับสัตว์อสูรกึ่งเทพ หรือแม้แต่สัตว์เทพได้ด้วยซ้ำ แต่นั่นเป็นเรื่องที่เขาเล่าๆกันมา ข้าเองก็ไม่เคยเห็น”
ประโยคนี้กระตุ้นความสนใจให้กับอีกฝ่ายได้ เขาจึงขยายความอย่างอารมณ์ดี
“สำนักฉู่อวี้แบ่งเป็นสามหุบเขา หนึ่ง หยาซานศิษย์ใหม่ ระดับล่างและพวกที่ไม่ผ่านการเลื่อนชั้น มีคนอยู่มากที่สุด สองหุบเขาซื่อเหยาซาน ระดับสองเป็นเขตของศิษย์นอกที่แบ่งแยกชัดเจนมีทรัพยากรฝึกมากขึ้น มีโอกาสได้เห็นตัวจริงของสัตว์อสูร สาม เฟิ่งซานเป็นที่พักของศิษย์ในที่เป็นศิษย์เอก พวกนี้ฝีมือสูงส่ง นี่เป็นเรื่องที่ข้ารู้มา"
“ขอบคุณท่านมาก เรื่องเหล่านี้ช่วยข้าได้มากที่เดียว ท่านคงเป็นศิษย์ของสำนักฉู่อวี้ถูกต้องหรือไม่ เพราะข้ารู้สึกว่าท่านไม่ใช่ชาวบ้านทั่วไปทั้งยังทราบเรื่องของสำนักฉู่อวี้ค่อนข้างละเอียด”
“เจ้าคิดมากไปแล้ว ข้าเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ข้าไม่รบกวนเวลาของเจ้าแล้ว”
วันนี้ฟ่านหงอี้ไม่พาหงไท่ออกไปด้วยเลือกที่จะเดินออกไปเพียงลำพัง เขาตระเวนเดินดูสำนักต่างๆที่ออกมาตั้งโต๊ะรับสมัครคนเข้าสำนัก จุดที่มีคนมากจนต้องต่อแถวยาวมีเพียงสำนักสำนักหานจง
ลูกศิษย์ที่มายืนรับสมัครแต่งกายด้วยชุดที่ดูดีและเนื้อผ้าดูหรูหรา หน้าตาก็ดูหยิ่งในความเป็นศิษย์เป็นอย่างมาก แทบจะไม่เหลือบแลคนของสำนักอื่นๆ
เขามองหาที่ตั้งโต๊ะของสำนักฉู่อวี้ เมื่อมองเห็นก็หยุดสังเกตดูไม่ได้เดินเข้าไปทันที คนของสำนักนี้แต่กายเรียบง่าย ท่าทางดูสุภาพแต่จำนวนคนที่ไปสมัครดูน้อยกว่าเป็นอย่างมาก
“พี่ชาย ท่านสนใจสมัครสำนักใดหรือ”
“ข้ายังไม่ได้ตัดสินใจ”
“ข้าว่าสำนักสำนักหานจงดีกว่า ดูสิบรรดาศิษย์เหล่านั้นแต่งกายสง่างามทั้งยังมีชื่อเสียงมาก หากท่านยังตัดสนใจไม่ได้ข้าไปต่อแถวก่อนนะ”
ชายหนุ่มด้านข้างที่ยืนอยู่ด้วยกันชวนคุยขึ้นมาอย่างอัทธยาศัยดีก่อนจะโบกมือให้เขาพลางเดินไปต่อแถวที่ยาวเหยียด
ปิงเหยาเหยา สาวงามชื่อเสียงเลืองลือในเมืองจงหลางเพราะอายุเพียงสิบสี่ก็สามารถเข้าเป็นศิษย์ของสำนักหานจง ฝึกฝนเพียงไม่นานก็แซงหน้าศิษย์พี่ศิษย์ร่วมชั้นปีขึ้นไปจนได้รับเลือกเป็นศิษย์ผู้สืบทอด ที่สำคัญเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของเจ้าเมืองจงหลาง มารดาจากไปตั้งแต่ยังเล็กเจ้าเมืองปิงลู่ก็ไม่ได้หาภรรยาใหม่ตั้งอกตั้งใจเลี้ยงดูบุตรสาวตามลำพัง เป็นเด็กสาวที่ได้รับการเอาอกเอาใจนจากบรรดาศิษย์ชายในสำนักจนแทบไม่เห็นหัวใครทั้งสิ้น
นางได้พักผ่อนสามวันไม่ต้องเข้าสำนัก จึงมาทานอาหารในโรงเตี๊ยมอันดับหนึ่ง ขณะที่กำลังจะกลับได้พบชายหนุ่มที่นางมองเห็นแล้วถูกใจแต่อีกฝ่ายแสดงท่าทีไม่สนใจนาง
“พี่ชาย ท่านสนใจสมัครเข้าสำนักหานจงหรือไม่ ข้าช่วยท่านได้นะ”
“ขอบคุณแม่นาง แต่ข้าไม่ต้องการ”
“ข้าชื่อปิงเหยาเหยา ท่านชื่ออะไร”
“ขอโทษด้วยแม่นางปิง พวกเราไม่รู้จักกันมาก่อนข้าไม่จำเป็นต้องบอกชื่อแซ่กับท่าน”
ปิงเหยาเหยารู้สึกเสียหน้า ปกตินางไม่ต้องเดินเข้ามาทักทายเขาก็ได้แต่นางยอมที่จะเดินเข้ามาหา ในเมืองนี้ชายหนุ่มทุกคนสมควรต้องสนใจและตามใจนางแต่ชายหนุ่มคนนี้กลับไม่ให้ความสนใจ นางอับอายยิ่งนัก
“ตามใจ การสมัครเข้าสำนักขนาดใหญ่ไม่ใช่ใครก็จะผ่านการทดสอบเข้าไปได้”
“ขอบคุณแม่นางปิงที่เตือน”
“หึ”
นางเดินไปอย่างขุ่นเคือง
ชายหนุ่มก้าวเท้าไปจนหยุดอยู่ที่หน้าโต๊ะของสำนักฉู่อวี้ เขาตัดสินใจได้แล้ว
“ข้าสนใจสมัครเข้าสำนัก ขอรับ”
ที่อยู่เผ่าพันธ์มังกร ยอดหุบเขามังกรเหนือเมฆา
มียอดสูงเหนือเมฆมองออกไปมีเมฆขาวต่างพื้นดิน เป็นถิ่นอาศัยของเผ่าพันธ์มังกร หนิงหลงที่มีอายุมากนับแสนปีจัดได้เป็นชั้นบรรพบุรุษของเผ่าพันธุ์ สถานที่พักอาศัยโดดเดียวห่างไกลจากมังกรรุ่นหลังอำนาจบารมีในยอดหุบเขานี้ ไม่มีมังกรตนใดรุกล้ำเข้าไปในเขตแดน วันนี้ออกมานอนตากแดดพันกายอยู่รอบยอดเขาที่พำนัก ศรีษะเกยก่ายไปบนร่างกายหันศรีษะมองไปไกล
“ท่านเลือกจากมาเพื่อปกป้องเผ่าพันธ์ เหตุใดจึงดูหดหู่เช่นนี้เล่า”
“เสี่ยวเฟิ่ง เจ้ายังมีโทษอยู่นะอย่าได้กวนใจข้า”
“จิ๊จิ๊ ข้าไปกวนใจท่านเมื่อใด แค่ชวนคุยเท่านั้นเอง”
“ยามนั้นเป็นเจ้าที่หาวิธีปลุกข้าขึ้นมา จนส่งเด็กนั่นลงไป”
“ข้าก็แค่ลองดูเท่านั้น ไม่คิดว่าเจ้าเด็กนั่นจะฝ่ามนตร์อาคมของท่านเข้าไปได้ ดูสิขนาดข้าราชาวิหคยังไม่สามารถผ่านเข้าไปได้เลย ว่าแต่เจ้าเบื่อที่นี่หรือ”
“ข้าเบื่อ ตั้งแต่ข้ากลับมาพำนักที่นี่ยังไม่พบศัตรูสักตน”
“เจ้าก็ออกไปเที่ยวเล่นได้นี่ ทิ้งอาคมไว้หากมีสิ่งใดก็กลับมาด้วยฤทธิ์ของเจ้าแค่อึดใจเดียวก็กลับมาได้แล้ว”
“……” หายวับไปทันที
ฟ่านหงอี้กำลังถูกรุมทำร้ายจากกลุ่มคนเจ็ดแปดคน ก่อนที่เขาจะลงมือกรอกใบสมัคร คนเหล่านี้เดินมาขวางทางลากเขาออกมาลงมือทุบตีทำร้ายทันที ทำให้ได้รับบาดแผลไปหลายแห่งร่างกายเต็มไปด้วยเลือดจนทรุดลงไปก้มหน้าแนบกับพื้น เขาถูกทำร้ายแบบไม่ตั้งตัวยังงงว่าเหตุใดอีกฝ่ายไม่ถามไถ่มาถึงก็ลงมือทันที เขามาถึงเพียงวันเดียวไม่มีคนรู้จักไม่มีคู่อริเสียหน่อย
ฝ่ายตรงข้ามมองดูก็รู้ว่าไม่ใช่ชาวบ้านหรืออันธพาลทั่วไป ทุกคนต่างมีพลังฝีมือและอาวุธวิเศษ ก่อนที่เขาจะทันได้ทำอะไรฉับพลันภาพทุกอย่างก็หยุดการเคลื่อนไหวมีเพียงเสียงรองเท้าที่เดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนหยุดลงข้างศรีษะเขา ก่อนที่จะได้เงยหน้าขึ้นมอง ก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยและแสนคิดถึง
“ข้าสอนให้เจ้าทนให้ผู้อื่นรังแกหรือ หือ ที่ข้าสอนไว้เจ้าทำมันหล่นหายไปไหนหมด”
“ข้า ข้ายัง”
“ยังอะไร รีบๆ จัดการซะอย่าทำตัวกระจอกแบบนี้”
ภาพทุกกลับมาเหมือนเดิม รองเท้าคู่นั้นก็หายไป แต่เขามั่นใจว่าเป็นเสียงของนางแน่นอน ก่อนที่คนทั้งกลุ่มจะลงมือซ้ำ เขาใช้มือยันพื้นดีดตัวเองขึ้นมา
“มันยังลุกไหว จัดการมัน”
“เจ้าทุบตีข้า งั้นก็รับคืนกลับไปบ้างแล้วกัน”
คนที่ทุบตีออกหมัดออกศอกใช้มือใช้เท้าประเคนบนร่างเขา หากเขาไม่เอาคืนเสียหน่อยก็จะรู้สึกเสียเปรียบจึงได้ค่อยๆ ตอบแทนให้อย่างเท่าเทียมกันได้ทั้งหมัดทั้งศอกตามร่างกาย ชายหนุ่มร่างใหญ่แปดคนลงไปนอนกับพื้นร้องโอดโอยนี่เป็นการเสียหน้าอย่างยิ่ง พวกมันพยายามลุกขึ้นหันไปประคองคนด้านข้าง หนึ่งในนั้นยังยกมือชี้หน้าเขา
“เจ้า ระวังตัวไว้เถอะ”
คนรอบข้างที่เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นแต่ไม่กล้าเสี่ยงเข้ามาช่วยด้วยกลัวจะมีปัญหากับคนกลุ่มนี้ได้แต่ร้อง “ดี” ด้วยความสะใจก่อนจะเงียบเสียงไปเสมือนไม่เคยมีส่วนร่วมตะโกนออกมา
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมคนเหล่านั้นถึงลงไปนอนร้องได้”
“เจ้าต้องไม่เชื่อแน่ ชายหนุ่มคนนั้นเป็นคนจัดการคนเหล่านี้ เจ้าดูเขาสิเต็มไปด้วยฝุ่นและเลือดเขาถูกรังแกคนมากรังแกคนน้อย กลับกลายเป็นถูกทุบตีเสียเอง สมน้ำหน้าคนพวกนี้”
คนที่เดินมาที่หลังหรือไม่ได้สนใจเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ย่อมไม่รู้เรื่องไม่ได้เห็นภาพการลงมือย่อมต้องรู้สึกประหลาดใจมาก คนหลายคนสู้คนๆเดียวไม่ได้
“ทำได้ไม่เลว แบบนี้ค่อยยังชั่วหน่อย”
เสียงเบาๆที่มาตามลมแต่เขาได้ยินชัดเจน ยิ่งทำให้แน่ใจว่าไม่ได้หูแว่วไปแน่นอน ฟ่านหงอี้พยายามที่จะใช้จิตติดต่อกับมังกร(จอมทะนงตน ที่แสนจะหลงตัวเอง)
ท่านอยู่ที่ใด ข้าอยากเจอท่าน
เจ้าทำได้ไม่ดีนักในครานี้ หากเจ้าทำได้ดีกว่านี้ค่อยว่ากัน อย่าลืมข้าเฝ้าดูเจ้าอยู่
“น้องชายเมื่อครู่เจ้าต้องการสมัครเข้าสำนักเราใช่หรือไม่”
“ใช่ขอรับ”
“มากรอกรายละเอียดที่โต๊ะเถอะ ดูแล้วเจ้าก็มีฝีมือพอตัวหากผ่านการคัดเลือกเข้าสำนัก ไม่แน่อาจได้รับเลือกเป็นศิษย์ในหรือศิษย์เอกของเจ้าหุบเขาก็ได้ มาสิ”
ศิษย์ที่ทำหน้าที่รับสมัครศิษย์ใหม่แต่เดิมก็เริ่มเบื่อหน่ายงานนี้ แต่ละปีศิษย์ก็รับได้น้อยลงทุกปีดูอย่างปีนี้นั่งอยู่สิบกว่าวันมีคนมาสมัครไม่กี่สิบคน ไม่รู้คัดแล้วจะเหลือสักกี่คน
แต่เมื่อครู่เพราะการต่อสู้ของฟ่านหงอี้ทำให้ดึงดูดความสนใจพวกเขาหากรับศิษย์ที่มีฝีมือย่อมเป็นเรื่องที่ดีกับสำนัก นี่เป็นโอกาสได้คนเก่งย่อมต้องรีบชักชวนไว้ก่อน
“เดี๋ยว มาสมัครสำนักหานจงของพวกข้าดีกว่า เจ้าดูพวกเรามีสง่าราศีดีกว่า มีเงินมีทองใช้ทั้งเป็นที่นับหน้าถือตากว่าสำนักอื่น ที่นับวันจะเล็กลง ความรุ่งเรืองถดถอยลงทุกวัน”
“นั่นสิ มาทางนี้กับพวกข้าดีกว่า”
มีชายสองคนแต่งตัวโดดเด่นมองดูผ้าเนื้อดีราคาแพงกว่าคนที่ยืนอยู่ สัญลักษณ์บนเครื่องแต่งกายก็บ่งชี้ได้ว่าเป็นคนสำนักหานจงแน่นอนกลุ่มคนที่ยืนอยู่มองเห็นก็พากันหลีกทางให้ทั้งสองเดินเข้ามาใกล้
“ข้าสองคนคือศิษย์สำนักหานจง ทางที่ดีเจ้าควรเปลี่ยนใจมาเลือกสมัครกับสำนักหานจงของเราดีกว่า”
