
บทย่อ
มังกรมิได้มีแต่เพศชาย มังกรสูงศักดิ์ที่อายุยืนยาวนับหมื่นนับแสนปี มันนานจนจำไม่ได้แล้ว นางชอบอิสระ ท่องเที่ยวไปทั่ว จนยามนี้จำไม่ได้ว่ามีชีวิตมากี่ปีแล้ว เด็กหนุ่มที่บังเอิญมีโอกาสได้ติดตามมังกรที่ตัวเองคิดว่าเป็นชายมาตลอด กลายเป็นมังกรที่งดงามจนเขาอยากจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ติดตามนางไปตลอดกาล
ตอนที่ 1 ลูกไม่มีพ่อ
โลกที่เต็มไปด้วยสัตว์เทพ สัตว์อสูร ต่างมีพลังอำนาจที่กล้าแข็ง อายุยืนยาว
มนุษย์อ่อนแอไร้กำลัง มีโรคภัยไข้เจ็บ มีอายุขัยที่ไม่ยืนยาว ล้มตายเพราะภัยพิบัติทางธรรมชาติ อันตรายจากสัตว์ร้าย ที่ร้ายที่สุดคือมนุษย์ด้วยกันทำร้ายกันเอง
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความจริงบนโลกใบนี้
หากความบังเอิญเป็นเรื่องที่มีอยู่ทั่วไปหรือเพราะชะตาลิขิตหรือสวรรค์ขีดเส้นทางเอาไว้
ลองคิดดู เมื่อคนผู้หนึ่งเกิดความรู้สึกชื่นชอบมังกรจนอยากอยู่ด้วยกันตลอดเวลา
แต่ความแตกต่างที่มากมายทำให้รู้สึกจนหนทาง หมดเรี่ยวจนอยากวิ่งหนีหากแต่ใจไม่ยินยอม
หากเป็นเจ้าจะทำอย่างไร
มนุษย์ที่เพียงสองมือสองเท้ากับสติปัญญา ที่ชาญฉลาด
ในหนองน้ำที่กว้างสุดลูกหูลูกตา
ที่ที่ดูรกร้าง ต้นไม้รอบๆทิ้งตัวลงต่ำจนทำให้ดูทั้งรกทั้งมืดครึ้ม บ้างต้นก็ยืนต้นตายเหลือเพียงลำต้นกับกิ่งขนาดใหญ่ที่แห้งเหี่ยว บางต้นก็เจริญงอกงามสูงใหญ่มีดอกผลเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์หลายชนิด กระรอก นก งู แมลง มีเศษกิ่งไม้ทับถมกลิ่นหญ้าที่เน่าเพราะแช่อยู่ในน้ำ
เสี่ยวอี้ หรือ ฟ่านหงอี้ เหม่อมมองแผ่นน้ำที่นานๆครั้งจะมีคลื่นเป็นวงเล็กๆไหวกระเพี่อมตามการขยับตัวของปลาในหนอง นานราวครึ่งเค่อผมที่ค่อนข้างยุ่งเหยิงสะบัดปลายตามแรงลมโชยพัดมา
"ที่นี่เหมาะเป็นสถานที่ที่เหมาะจะหลบมานอนอย่างยิ่ง มีเสียงนกตัวเล็กๆ เบาๆ น่าเสียดายข้าไม่มีเวลาว่างเช่นนั้น"
จุดที่เสี่ยวอี้ยืนนั้นห่างออกมาจากเมืองเพียงห้าสิบลี้แต่กลับไม่มีมนุษย์คนใดเคยเข้ามาถึง ยามที่ไม่มีใครจ้างงานเขาต้องออกมาหาของป่า อาหารกลับไปที่บ้านเสมอ
เมืองอวิ๋น เป็นเมืองหนี่งที่อยู่รอบหนองน้ำแห่งนี้ ในอณาเขตเมืองก็มีหมู่บ้านยากจนมากๆ อยู่หลายหมู่บ้านกระจายอยู่รอบๆนอกกำแพงเมืองออกไป เป็นพื้นที่มีก้อนหินกระจายมากมายพื้นดินไม่่ค่อยอุดมสมบูรณ์มากนักบางปีแห้งแล้งหนักผู้คนในหมู่บ้านเหล่านี้ก็ล้มตายไปทำให้แต่ละหมู่บ้านมีคนไม่มากนัก
หมู่บ้านเซ่อจี้ เป็นหนึ่งในหมู่บ้านยากจน(ที่สุด) ทั้งหมู่บ้านมีเพียงสี่สิบหลังคาเรือน รวมทั้งหมู่บ้านมีคนเพียงร้อยกว่าคนเท่านั้นส่วนใหญ่เป็นสตรี เด็กและคนชรา โดยมาชายหนุ่มมักเข้าไปหางานทำในเมืองที่ห่างไปถึงยี่สิบลี้ หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ใกล้กับแนวเขาขนาดใหญ่ที่มองไปมีเพียงก้อนหินและต้นไม้บางตาขึ้นอยู่กระจัดกระจาย
เสี่ยวอี้เป็นเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีแต่รูปร่างค่อนข้างผอม ตัวเตี้ยกว่าเด็กหนุ่มในวัยเดียวกัน เขาอยู่รอดได้อย่างยากลำบากนัก เติบโตมาด้วยเพราะแม่บุญธรรมเก็บมาเลี้ยง
ย้อนคิดถึงทุกครั้งที่เดินออกจากบ้านจะต้องมีคำพูดหยาบคายที่เด็กๆ ตะโกนล้อเลียนหรือผู้ใหญ่ส่งสายตาดูถูกมาให้เสมอ
“ลูกไม่มีพ่อ แม่เป็นคนไม่ดี”
“หญิงชั่ว ไร้ยางอาย”
“แม่เจ้าเป็นนังผู้หญิงยำฉา นางคนหน้าไม่อาย”
นี่คือคำล้อเลียนที่เด็กในหมู่บ้าน คำด่าทอของสตรีปากร้ายที่ชอบจับกลุ่มนินทา จะพูดให้ได้ยินเป็นประจำยามที่เขาเดินผ่าน
เดิมที่แม่บุญธรรมอาศัยอยู่ในครอบครัวเศรษฐีในเมืองซี่วหลวน แต่เก็บเด็กมาเลี้ยงจึงถูกชาวบ้านว่าร้ายรังเกียจบางครั้งก็ด่าทอ หญิงสาวดื้อดึงไม่ออกเรือนไม่ยินยอมแต่งงานกลายเป็นตัวอัปมงคลทำให้ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลเสื่อมเสีย ครอบครัวจึงละทิ้งทำให้ต้องนางพาเขาที่เป็นเด็กทารกออกมาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้
ป้าเฉิน ลุงลู่ ปู่เหยา หมอซิ่ว คือคนที่ค่อยช่วยเหลือครอบครัวเขาเป็นบางครั้งในหมู่บ้านนี้คนที่ยินดีกับการมีตัวตนของเขานับได้ไม่เกินนิ้วมือจริงๆ
ในสายตาเขา แม่บุญธรรมเป็นผู้ที่จิตใจประเสริฐที่สุด สตรีแรกรุ่นที่เก็บเด็กทารกที่ถูกทิ้งเอาไว้มาเลี้ยงดูโดยไม่สนใจคำพูดของผู้อื่นเพียงเพื่อปกป้องชีวิตที่ไร้คนเหลียวแลเช่นเขา ต้องดูแลเด็กทั้งยังต้องเก็บของป่ามาขายหาเลี้ยงสองชีวิต
วันเวลาที่ยากลำบากทำให้แม่บุญธรรมที่มีอายุเพียงสามสิบปีดูแก่ราวคนอายุสี่สิบกว่าปีทรุดโทรมกว่าป้าเฉินที่อยู่ข้างบ้านเสียอีก แม่บุญธรรมป่วยแต่ยังต้องทนฝืนโดยที่เด็กชายตัวเล็กเช่นเขาช่วยได้เพียงดูแลบ้าน ยกของ ทำอาหารซักเสื้อผ้า สี่ห้าปีมานี้ตนจึงเริ่มออกหางานนอกบ้านและหาของป่ามาขายเพื่อแลกอาหารและยามารักษาแม่บุญธรรม
"วันนี้ต้องหาผักสดๆ กลับไปทำโจ๊กใส่ไข่นกให้ท่านแม่ให้ได้ หวังว่าจะโชคดีหาจากป่าได้ทั้งสองอย่าง"
เขาคาดหวังว่าตนจะมีดวงพอเพราะป่ารอบๆหมู่บ้านชาวบ้านแทบจะทุกบ้านต่างออกมาหาของป่ากันทั้งสิ้น ท่อนไม้ที่หักมาใช้กวัดแกว่งไปข้างหน้าเพราะเสี่ยวอี้เลือกที่จะเดินลึกเข้ามาจากป่าบริเวณที่เดินในครั้งก่อน บริเวณนี้ยังไม่มีทางหรือรอยเท้าคนเดิน การใช้ไม้ก็เพื่อทำเสียงดังให้สัตว์ร้ายหลบหนีไปก่อนจะได้ไม่เป็นอันตรายกับเขา
พรึบๆ
เสียงตีปึกของนก วันนี้เขาคงโชคดีได้ไข่นกกลับไปให้ท่านแม่ รอบด้านต้นหญ้าเริ่มมีสีเขียวเข้มไม่แห้งเหลืองกรอบเหมือนที่เดินผ่านมา
แกว๊กๆ
เขาเอาไม้แหวกกอหญ้าด้านหน้าออกดู เห็นงูตัวเท่าแขนของเขากำลังพันรัดนกขนาดตัวเท่าแม่ไก่ขนของมันเป็นสีแดงมีหงอนบนหัวสีเหลือง นกพยายามดิ้นรนระหว่างนั้นเขาได้สบสายตาของมันโดยบังเอิญทำให้เขาคิดไปเองว่ามันกำลังขอร้องให้เขาช่วยชีวิตมัน มือเขาก็ไวกว่าความคิด หวดลงไปที่คองูที่กำลังผงกหัวขึ้นจ้องจะฉกลงไปที่นกพอดี ครั้งเดียวหัวงูก็พับลงไปลำตัวที่รัดอยู่ก็คลายออก นกรอดแต่ยังนอนนิ่งอยู่ในกองงู ดูท่าวันนี้จะเป็นซุปงูก็ดีบำรุงเลือด (เขาเคยได้ยินหมอซิ่วเอ่ยกับปู่เหยา) แต่เขาทำไม่เป็นคงต้องเอาไปให้ท่านป้าเฉินข้างบ้านช่วยบอกวิธีการทำให้
เขาใช้มีดในมือที่เล็กมากค่อยๆตัดเถาวัลย์ออกมาแล้วมัดงูที่ตายด้วยความแม่นของเขาไว้แล้วผูกเข้ากับปลายไม้ให้แน่น (เขาทุบหัวมันด้วยหินแถวนั้นอีกหลายทีเพื่อความปลอดภัย) นกยังอยู่ที่เดิมแต่มันดูสวยเกินกว่าที่เขาจะกินมันลงเลยคิดจะปล่อยมันไว้ แล้วก็เดินหาผัก หาเห็ดที่อาจจะขึ้นแถวโคนไม้ที่ผุๆ ด้านข้างหรือตามโคนไม้ใหญ่ เจ้านกตัวนั้นมันเดินกระย่องกระแย่งตามมาห่างๆ เขาก็เห็นมันทางหางตาแต่ก็มิได้สนใจมันอีก
“เห็ด ผักโขม นั่นๆ หน่อไม้ ดีจังเลย”
ถุงผ้าที่พับเหน็บเอวเอาไว้ตอนออกจากบ้านด้วยความเคยชิน (ที่ไม่เคยมีโอกาสได้ใช้) ตอนนี้ถูกกางออกนำผักที่เด็ดได้ เห็ดกำมือใหญ่ ต่อไปเขาก็พยายามใช้ไม้ในมือขุดดินรอบๆหน่อไม้ออกแล้วใช้มีดในมือค่อยๆปาดจนหน่อไม้หลุดออกมากค่อยบรรจงปัดดินออก แม้มันจะไม่อวบนักแต่ก็สามารถใช้เป็นอาหารสำหรับสองคนแม่ลูกได้หลายมื้อเชียวแหล่ะ
วันนี้โชคดี ต้องลองเดินหารังนก สายตาเหลือบไปดูเจ้านกสีแดง มันหันข้างให้เขาหัวไซร้ปีกอย่างสบายใจ เขาลองออกวิ่งไปทางซ้ายแล้วหยุดลงหันไปมอง เจ้านกประหลาดนี่ก็มาหยุดห่างออกไปเช่นเดิม
“เจ้าไปซะ วันนี้ข้าไม่อยากกินนก” เขาโบกมือไล่มันก่อนจะหันเดินต่อไป
“ไข่นก ก็ต้องมองหารังนก อ๊า! นั่นไง"
ต้นไม้ด้านหน้าขนาดรอบต้นเท่าเอวเด็กหนุ่ม กิ่งก้านสมบูรณ์กิ่งที่สูงเหนือศรีษะเขาเพียงเล็กน้อยมีรังนกอยู่ เด็กหนุ่มวางของในมือลง หาก้อนหินขนาดพอรับนำ้หนักเขาได้กลิ้งมาไว้แล้วค่อยๆก้าวขึ้นไปหนึ่งข้าง เขย่งขึ้นมองดูในรังนก
“สี่ ห้า หก เอาไปสักสามใบเหลือไว้ให้แม่นกสามใบแล้วกัน”
ในมือเขายามนี้นับว่าหาของป่าได้จำนวนมากหากนำไปขายก็ได้หลายเหวิน แต่ร่างกายของมารดาที่นอนอยู่ที่บ้านผอมบางมองเห็นกระดูกที่โปนออกมาทำให้เขาทำใจนำไปขายไม่ได้จริงๆ ของที่มีอยู่นี้ต้องนำกลับไปบำรุงท่านแม่ เขาย้อนเดินกลับบ้านด้วยความสุข แต่ยามนี้เริ่มทุกข์ใจบ้างด้วยเจ้านกตัวนั้นหากยังเดินตามกลับเข้าไปที่บ้าน หากโชคดีไม่มีคนเห็นก็อาจมีชีวิตรอดได้ หากโชคร้ายพบชาวบ้านคนอื่นหรือสุนัขในหมู่บ้านคงไม่รอด
“เจ้าบาดเจ็บหรือไหนให้ข้าดูหน่อยซิ”
เด็กหนุ่มตัดสินใจหยุดคุยกับมัน(หวังว่ามันจะเข้าใจ) มันหยุดห่างจากเขาเพียงช่วงมือเอื้อมถึง เขายื่นมือออกไปหา มันยืนขา(ตีนนก) มาให้ อ่า มันเข้าใจที่เขาพูด
“มีบาดแผลเล็กน้อย เจ้ากลับเข้าป่าไปเถอะ ไปกับข้าอันตราย”
“แกว๊กๆ ”
“ไปซะ”
“แกว๊กๆ”
ไอ้นกบ้า ไล่ก็ไม่ไป
“ไปอยู่บ้านข้าไหม”
“แกว๊ก”
มันก้าวเข้ามาอีกก้าว เขาลองเอามือยื่นเข้าไปมันตีปีกบินขึ้นมาเกาะบนแขนเล็กๆผอมๆ ของเขา งั้นก็เอามันกลับไปด้วยหวังว่ามันจะหากินเองได้นะ ลำพังสองคนกับแม่ข้าก็ลำบากมากแล้ว
เปิดรั้วไม้ไผ่ที่ปิดไว้เข้าไป เสียงไอเบาๆ ถี่ๆ ดังจากห้องด้านใน เขารีบวางของไว้บนโต๊ะตัวเดียวของห้องเปิดผ้าม่านเข้าไปในห้องนอน รินน้ำใส่ถ้วยค่อยๆประคองร่างบนเตียชึ้นจ่อถ้วยน้ำที่ริมปากบางซีด
“ท่านแม่ ทานน้ำหน่อยจะได้หายคอแห้ง ท่านไอมานานแล้วใช่ไหม”
“เสี่ยวอี้ แม่ไม่เป็นไร เจ้ากลับมาแล้วหรือ”
“ท่านแม่วันนี้ข้าโชคดี ได้ผัก ได้เห็ด ได้หน่อไม้ มีงูและไข่นก วันนี้ข้าจะทำโจ๊กใส่ไข่ให้ท่านทานนะขอรับ”
“เจ้าเจองู มันทำร้ายเจ้าหรือไม่”
“ไม่ๆ ท่านแม่ไม่ต้องกังวล งูตัวนั้นมันรัดนกอยู่ข้าบังเอิญไปเจอจึงเอาไม้เหวี่ยงไปไม่คิดว่าจะโดนพอดี ไว้ท่านทานโจ๊กแล้วข้าจะไปหาป้าเฉินให้บอกวิธีจัดการกับงูตัวนั้น"
“ท่านเอนตัวนอนต่อเถอะ”
หลังจากป้อนโจ๊กเรียบร้อย เด็กหนุ่มก็ยกงูใส่ตะกร้าไม้สานปิดผาแล้ววิ่งไปบ้านป้าเฉินให้สอนวิธี แล้วก็ให้ป้าเฉินแบ่งงูออกเป็นสามส่วนให้ เขาจะนำไปให้ท่านหมอซิ่วที่ช่วยจัดยามาให้เขาต้มให้แม่บุญธรรมในราคาถูกบ้างครั้งก็ไม่คิดเงิน หนึ่งส่วนให้ป้าเฉินที่ค่อยช่วยดูแลแม่บุญธรรมยามเขาออกไปหางานทำไกลบ้าน ส่วนสุดท้ายสำหรับต้มบำรุงให้แม่บุญธรรม วิ่งไปวิ่งมาก็ครึ่งชั่วยามผ่านไป เมื่อกลับมาถึงบ้านจุดเทียนแล้วเตรียมไปอาบน้ำมองเห็นนกตัวอ้วนที่อยู่บนเก้าอี้จึงนึกได้ว่านำมันกลับมาด้วย
เขาเลี้ยงนกกันอย่างไร ที่บ้านไม่มีกรงต้องนอนกรงไหม แต่นกในป่าคงเกาะกิ่งไม้ที่บ้านไม่มีต้นไม้ใหญ่ให้มันเกาะอีกจะทำอย่างไรหล่ะที่นี้ จึงหาตะกร้าขนาดไม่ใหญ่นักนำผ้าปูรองก้นแล้วยกเข้าไปในห้องนอนของตนเองที่อยู่อีกฝากหนึ่งของบ้าน
“คืนนี้เจ้าไปนอนในห้องข้าละกัน”
