บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 9 หลีเหยียนฉือ

ทั้งสองเดินเข้ามาประชิดด้วยท่าทางบีบบังคับให้เดินไปด้วยกัน

ส่วนศิษย์ของสำนักฉู่อวี้ แม้จะไม่พอใจแต่ก็พยายามข่มอารมย์เก็บอาการเอาไว้แม้จะรู้สึกเสียดายหากชายหนุ่มที่โดดเด่นเช่นนี้จะถูกชักชวนไป ระหว่างที่ผู้คนไม่ได้สนใจกลุ่มคนที่นอนร้องอยู่บนพื้นได้โอกาสแอบค่อยๆหลบหนีออกไปจากบริเวณนั้นจนหมด

“ขอบคุณ ตั้งแต่เข้าเมืองมาข้าก็หาข้อมูลมาพอสมควร และได้ตัดสินใจเลือกสมัครเข้าสำนักฉู่อวี้ หากไม่ผ่านการคัดเลือกก็ไม่เสียใจ ขอบคุณท่านทั้งสองเป็นอย่างมากที่ชักชวนข้า"

“ชิ น่าเสียดาย ข้ากับศิษย์พี่หลูอุตส่าห์สนใจเจ้าแท้ๆ”

“พวกเราไป”

หลูปิงรู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างมากที่ไม่ได้รับความสนใจ นี่เป็นครั้งแรกที่มันออกหน้าชวนคนเข้าสำนักแต่กลับถูกปฏิเสธท่ามกลางผู้คนไม่น้อย ความอายในครั้งนี้เขาจะจดบัญชีไว้ก่อนอย่าได้มีโอกาสเชียวนะ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเมื่อมีฝ่ายที่จากไปย่อมต้องเป็นโอกาสของฝ่ายที่ยืนอยู่แน่นอน ฟ่านหงอี้หันไปหาศิษย์ของสำนักฉู่อวี้ เขียนรายละเอียดเพื่อสมัครเข้ารับการทดสอบระหว่างนั้นเขาก็ได้ยินเสียงราวกับว่าคนพูดกระซิบอยู่ข้างหู

“เสี่ยวอี้…สิ่งที่ข้าเคยสอนเจ้าต้องทบทวนให้มาก จำไว้ข้าไม่เคยแพ้ใคร อย่าทำให้เสียชื่อข้า”

ได้ขอรับข้ารับปากท่านไม่ว่าเมื่อไรก็ตามข้าจะไม่ยอมแพ้ใคร จะต้องแข็งแกร่งให้มากขึ้นไปอีก

หลังจากนั้นอีกสิบวันหลังจากได้รับการทดสอบก็เป็นไปดังที่ศิษย์พี่ทั้งสองที่เป็นผู้รับสมัครคาดเดา ฟ่านหงอี้ผ่านการคัดเลือก เขาเริ่มฝึกฝนที่หุบเขาหยาซานศิษย์ใหม่ทุกคนไม่เว้นแม้แต่ศิษย์สำนักในต้องผ่านการเรียนสิ่งที่เป็นพื้นฐานของสำนัก

สถานที่เรียนเรียกว่าโถงศึกษากลาง มีกำหนดเวลาให้ศิษย์สำนักในร่วมเรียนเป็นเวลาหกเดือนก่อนจะกลับเข้าสำนักในและช่วงหกเดือนนี้ศิษย์ใหม่สามารถทดสอบฝีมือติดหนึ่งในสิบอันดับแรกสามารถเลื่อนเป็นศิษย์สำนักในได้ทันที หากไม่สามารถทำได้ก็เล่าเรียนต่อจนครบปีค่อยเข้ารับการทดสอบอีกครั้งว่าสามารถเลื่อนระดับเข้าไปได้หรือไม่

ฟ่านหงอี้ไม่ต้องการแสดงตัวให้โดดเด่น เข้าร่วมอยู่ในกลุ่มศิษย์ใหม่เขาวางแผนจะเลื่อนระดับพร้อมกับสหายในรุ่นเดียวกันเมื่อครบปี สิ่งที่ติดค้างในใจคือจนบัดนี้เขาก็ยังไม่รู้สาเหตุที่ทำให้อันธพาลเหล่านั้นรุมทำร้ายตน

เรือนพักอาศัยแบ่งแยกชายหญิง ที่พักมีบริเวณด้านหน้า มีรั้วบ่งบอกอาณาเขตชัดเจน เรือนพักหนึ่งชุดพักรวมกันสี่คนสี่ห้องนอนของใช้บางอย่างใช้ร่วมกัน

“ฟ่านหงอี้ เจ้าตื่นหรือยัง”

“ตื่นแล้ว รอสักครู่”

ชายหนุ่มร่างอ้วนกลมยืนยิ้มเพล่ เป็นสหายเพียงคนเดียวที่คบหากันและเป็นตัวป่วนที่จริงใจในสายตาของฟ่านหงอี้ อีกฝ่ายถือพัดในมือพัดไปมาเบาๆทั้งๆที่อากาศไม่ได้ร้อนสักนิด อีกฝ่ายเคยบอกว่าที่ทำเช่นนี้เพราะช่วยทำให้ภาพลักษณ์ดูเป็นคุณชายที่มีความรู้สาวๆจะได้สนใจตนเท่านั้นเองตอนที่ได้ยินตนเองถึงกลับมองบนเล็กน้อยนี่เขาหลวมตัวคบเป็นสหายได้อย่างไร

“มีอะไรอีก หลีเหยียนฉือวันนี้พวกเรามีเรียนยามเวยมิใช่หรือ”

“ถูกต้องๆ ยามเวย แต่ว่าข้าจะชวนเจ้าไปหาเรื่องสนุกๆ ทำไงสนใจหรือไม่”

“เจ้าบอกมาก่อนว่าทำอันใด ครั้งก่อนเจ้าก็พาข้าไปหาเรื่องเกือบโดนอาจารย์ทำโทษด้วยกันทั้งคู่”

“ครั้งนี้ปลอดภัยแน่นอน ฮ่าฮ่า ทำเป็นกลัวไปได้ โดนทำโทษถือเป็นเรื่องเล็กสำหรับข้าอยู่แล้ว”

“ใช่ หากเรื่องที่ถูกลงโทษไม่ใช่เรื่องที่เสื่อมเสียชื่อเสียงศิษย์สำนักในก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก ใช่ไหมหลีเหยียนฉือ”

“ไม่เอาน่า เรื่องครั้งก่อนข้าขอโทษครั้งนี้รับรองได้ ไม่มีทางทำให้โดนลงโทษแน่นอนทั้งยังไม่ผิดกฎข้อใดของสำนักอีกด้วย”

“เจ้าแน่ใจ”

“สาบานได้”

“งั้นว่ามาจะไปไหน ทำอะไร”

“ข้ามาชวนไปโถงรับงาน”

“โถงรับงาน คือที่สำหรับศิษย์ที่อยากได้ภารกิจ ทั้งได้ฝึกฝีมือ ได้รางวัลตามความยากง่ายและยังได้ออกจากสำนักอีกด้วย (นี่สิสำคัญสำหรับเจ้าอ้วน)”

“เจ้าอยากออกไปนอกสำนัก?”

“แน่นอน นี่เกือบเดือนแล้วอีกไม่กี่วัน พวกเราก็ต้องเข้าไปรับการฝึกร่วมกับศิษย์สำนักในบนเขา ไม่แน่ว่าจะมีโอกาสออกไปนอกสำนักอีกหรือเปล่า”

“ลองไปดูก็ได้ แต่เจ้าห้ามก่อกวนจนเกิดปัญหาเข้าใจหรือไม่”

“ได้ๆ ข้าแค่ไปดูเท่านั้น”

โถงรับงาน บนกระดานไม้แผ่นใหญ่มีกระดาษถูกติดไว้อยู่มากมายหลายร้อยแผ่น เรียงอย่างเป็นระเบียบ ด้านในมีศิษย์สำนักนอกและศิษย์สำนักในเดินอยู่หลายสิบคน กึ่งกลางมีโต๊ะยาวเป็นครึ่งวงกลม มีเจ้าหน้าที่สองคนนั่งคอย

คนที่สนใจรับงานดึงกระดาษแล้วไปแจ้งสถานะของตนและรายละเอียดของงาน

“มีงานมากมายจริงๆ”

“แน่นอน เจ้าดูสิแต่ละระดับแถวก็จะมีความยากง่ายต่างกัน ทั้งค่าตอบแทนก็เพิ่มมากขึ้นตามระดับที่สูงขึ้นไป เจ้าดูมันมีทั้งหมดเก้าชั้น แถวล่างสุดง่ายที่สุดและแถวที่เก้าหรือชั้นบนสุดคืองานที่ยากที่สุด”

“คนในโถงเหล่านี้คือศิษย์ที่มาเพื่อรับภารกิจหรือเจ้าอ้วน”

“ข้าเคยบอกเจ้าแล้วนะว่าเวลาออกมาข้างนอกต่อหน้าผู้คนให้เรียกชื่อข้า ชิ”

“หลีเหยียนฉือ สุดหล่อ พอใจหรือยัง”

“ค่อยยังชั่วหน่อย แน่นอน เจ้าดูด้านหลังเจ้าสิ นั่นเป็นกระดานรายชื่อศิษย์ที่สามารถทำภารกิจที่โดดเด่นสิบอันดับแรกของสำนักเรา หมายความว่าถ้าเจ้ามีฝีมือนอกจากได้รางวัลแล้วยังมีโอกาสให้คนอื่นๆในสำนักรู้จักพูดง่ายๆคือวิธีสร้างชื่อเสียงให้ตนเองอย่างไงหล่ะ”

“อ่อ”

“เดี๋ยว ฟ่านหงอี้เจ้าหยุดให้ข้าเดี๋ยวนี้ เจ้าจะไปไหน”

ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งหน้าตาหล่อเหลาเดินลงบันไดโถงรับงานมีชายหนุ่มอ้วนกลมวิ่งตามหลังเป็นภาพที่น่าสนใจของศิษย์ที่อยู่ในบริเวณนั้นไม่น้อยทีเดียว เมื่อเขาหยุดลงก็แทบล้มคว่ำไปข้างหน้า เพราะเจ้าอ้วนวิ่งทุ่มเข้ามาเต็มหลังโดยไม่ได้ชะลอความเร็วลงแม้แต่น้อย

“เจ้าชนข้าทำไม”

“ก็เจ้าหยุดทันทีข้าหยุดไม่ทัน เจ้ารับงานเป็นเพื่อนข้าหน่อยไม่ได้หรือ”

“เพื่อสิ่งใด ข้าอยู่เรือนทบทวนวิชาไม่ดีกว่าหรือ ข้าไม่อยากออกไปนอกสำนัก”

“แต่ข้าอยากออกไป ได้โปรด”

“เจ้าเองก็มีฝีมือไม่น้อย สามารถรับภารกิจโดยลำพังได้เหตุใดต้องให้ข้าไปร่วมภารกิจกับเจ้า”

“ฮี่ฮี่ ข้าจะถือโอกาสที่เจ้าไปทำภารกิจ แวะทำธุระระหว่างทางนิดหน่อย”

“เจ้านี่มัน ไม่ เจ้าไปคนเดียวเถอะ”

“ฟานหงอี้ หากเจ้ายินดีไปด้วยรับรองได้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายเลยที่ข้าจะให้เจ้าช่วยเช่นนี้”

“เจ้าแน่ใจ”

“แน่ใจ สาบานด้วยเกียรติของข้าเลย”

ทั้งสองเดินกลับเข้าไปเพื่อเลือกภารกิจ โดยเงื่อนไขการคัดเลือกภารกิจคือหนึ่งระดับหนึ่งถึงสามสำหรับศิษย์ที่ทำภารกิจเพียงลำพัง ระดับที่สี่และห้าทำสองคน หกและเจ็ดสามารถทำสามคนได้ สุดท้ายระดับแปดและเก้าสำหรับกลุ่มสามคนขึ้นไป ยกเว้นคนที่มีรายชื่อสามอันดับแรกของเดือนจะสามารถเลือกทำภารกิจระดับที่สี่ขึ้นไปโดยลำพังได้ทุกภารกิจ

“เจ้าเข้าไปเลือก”

“วางใจได้ ข้าจัดการเอง”

ทั้งสองกลับมาที่นั่งที่โต๊ะหินหน้าเรือนของฟ่านหงอี้ เพื่อคุยเรื่องรายละเอียดของภารกิจ บนโต๊ะมีซองกระดาษสีเหลืองตัวอักษรสี่ดำ (ระดับหก) คิ้วบนใบหน้าของฟ่านหงอี้ขมวดขึ้น นี่เขามองตัวอักษรบนซองผิดไปหรือไม่ เหตุใดเจ้าอ้วนเลือกภารกิจระดับหกแทนที่ควรจะเป็นระดับสี่สำหรับคนสองคนมากันนี่

“เจ้าอ้วน ข้าตาลายหรือไม่เหตุใดอักษรหน้าซองจึงระบุว่าระดับหกแทนที่จะเป็นระดับสี่”

“เจ้าไม่ได้ตาลาย ข้าเลือกระดับหกมาจริงๆ”

“ทำไมถึงเป็นระดับหก พวกเราคุยกันแล้วไม่ใช่หรือครั้งนี้ทำเพื่อออกไปนอกสำนักเท่านั้นจะเลือกงานที่มีระดับง่ายๆเช่นระดับสี่เท่านั้น เจ้าพูดมาไม่เช่นนั้นเจ้าไปคนเดียว”

“คือว่า ระยะเวลาในการออกไปทำภารกิจมันแตกต่างกัน หากเป็นระดับหกสามารถออกไปได้ถึงสิบห้าวันส่วนระดับสี่อนุญาตให้ออกไปได้เพียงสิบวันเท่านั้น ข้า..ข้า”

“เจ้านี่มันเหลือเกินจริงๆ แล้วที่นี้จะทำอย่างไร นี่เป็นครั้งแรกเจ้าก็คิดว่ามันง่ายหรือไร”

ระหว่างที่ทั้งสองยังโต้เถียงกันอยู่นั้น ด้านนอกรั้วมีคนมาหยุดยืนฟังก่อนที่จะตัดสินใจเคาะที่รั้วเป็นสัญญาณให้ทั้งสองหันไปสนใจ

“ขอโทษ ไม่ทราบว่าพวกท่านยังต้องการคนเข้าร่วมกลุ่มเพื่อทำภารกิจด้วยหรือไม่”

ทั้งสองจึงมองบุคคลที่ก้าวเข้ามาในเขตเรือนด้วยสายตาพิจารณาก่อนที่จะลองสอบถามเพื่อตัดสินใจว่าควรรับเป็นผู้ร่วมกลุ่มทำภารกิจด้วยกันหรือไม่

“เจ้าคือ?"

“ข้า เหวินปิงฉี เป็นศิษย์ที่เข้ามาพร้อมกับพวกเจ้าอาศัยอยู่อีกสามเรือนถัดไป บังเอิญเดินผ่านมาได้ยินพวกเจ้าคุยกัน(เสียงดังออกไปไกล) จึงเดินมาสอบถามเดิมทีข้าก็อยากทำภารกิจเพื่อฝึกปรือฝีมือทั้งสร้างประสบการณ์ด้วยเพียงแต่ยังใหม่ต่อสำนักและไม่มีสหาย”

“เจ้าใช้สิ่งใดเป็นอาวุธ”

“ข้าใช้ดาบและไฟเป็นพลังวิญญาณ”

“โอ้ ดีเลยข้าหลีเหยียนฉือ ใช้ดาบและลมเป็นอาวุธ”

“ข้าฟ่านหงอี้ ใช้กระบี่และสายฟ้าเป็นอาวุธ”

“เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะรีบไปเพิ่มชื่อของเจ้าเข้าไปในภารกิจครั้งนี้ พวกเจ้าคุยกันไปก่อนข้ารีบไปจะรีบมา”

วันรุ่งขึ้นทั้งสามคนลงจากเขาโดยแสดงหนังสือรับภารกิจแสดงตัวตนก่อนจะรีบเร่งเดินทางด้วยเท้า ผ่านไปครึ่งวันหลีเหยียนฉือก็บอกว่าพรุ่งตนจะแยกออกจากกลุ่มให้ทั้งสองเดินทางล่วงหน้าไปก่อนสามวันให้หลังจะรีบตามไปให้ทัน กำหนดการเริ่มภารกิจคือวันที่หก

“เจ้าจะแยกไปไม่ใช้ปัญหา แต่ว่าข้าเปิดดูภารกิจเหตุใดบอกเพียงปลายทางที่จะทำภารกิจเหตุใดไม่มีรายละเอียด”

เจ้าอ้วนเอามือตบที่ศรีษะเบาๆ ก่อนที่จะเอ่ยด้วยเสียงสำนึกผิดว่า

“ข้าลืมบอกพวกเจ้าไป ภารกิจระดับหกขึ้นไปการบอกรายละเอียดจะบอกตามลำดับคือจุดหมายปลายทาง เมื่อเดินทางไปถึงจึงจะบอกขั้นตอนต่อไป”

“หลีเหยียนฉือ หากข้าไม่ถามเจ้าคงจะลืมจนพวกข้าเดินทางไปถึงใช่หรือไม่ เจ้ามาให้ข้าจัดการเจ้าเชียว”

ฟ่านหงอี้ มองสหายทั้งสองคนวิ่งไล่กันไปอย่างอารมณ์ดีการมีสหายร่วมทางก็ดูมีสีสันมากกว่าครั้งที่เขาเดินทางคนเดียวมากนัก

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel