ตอนที่ 7 เพื่อนร่วมทางสี่ขา
ทั้งสองช่วยกันงานจึงเสร็จไวขึ้น นักพรตแยกตัวไปสวดมนต์บำเพ็ญตน ฟ่านหงอี้เองก็นำตำราโบราณที่ติดตัวมานั่งทบทวนอยู่ในห้องพัก
วันรุ่งขึ้นก็ออกเดินทางมุ่งไปเมืองจงหลาง เขาต้องพยายามหาข้อมูลและฝึกฝนตนให้มีความสามารถเพียงพอสักวันเขาจะต้องตามหาและพบหนิงหลงอีกครั้งให้ได้
วันนี้ฟ่านหงอี้ไม่ได้ใช้วิชาเหยียบกระบี่เหาะเหินเดินอากาศไปอย่างเช่นทุกครั้ง เขาเดินมาตั้งแต่เช้า แซกๆ เสียงดังจากป่าทึบด้านข้าง เมื่อได้ยินเสียงผิดปกติจึงหยุดแล้วเดินเข้าไปดูใกล้ๆ หลังต้นไม้มีบางอย่างกำลังขยับเขยื้อน เมื่อใช้กระบี่ในมือค่อยๆแหวกกิ่งไม้ออกเขาได้เห็นงูสีดำเหลืองขนาดยักษ์กำลังรัดลำตัวม้าสีแดง เจ้าม้าพยายามดิ้นรนอย่างอ่อนแรงเมื่อมันหันมาเห็นเขาเมื่อสบตากันเหมือนมันขอความช่วยเหลือผ่านทางสายตา
“ฮี้ๆๆๆ”
ความรู้สึกในใจตอบรับกระบี่ในมือถูกวาดฟันออกไปทันทีเป้าหมายคือคอเจ้างูยักษ์แต่เหมือนมันจะรู้สึกได้ถึงรังสีจิตสังหารของเขามันหลบจึงโดนเพียงถากๆ แต่กลับเพิ่มความดุร้ายมากยิ่งขึ้น
“ฟ่อออออ”
ส่งเสียงดังก่อนจะฉกมาอย่างรวดเร็ว เห็นเพียงแสงกระบี่วูบวาบไปมาตามการบังคับของชายหนุ่มกับเงาของงูยักษ์ที่ฉกไปมา กลิ่นคาวเลือดผสมกลิ่นเมือกงูคลุ้งไปทั่ว หางที่พันรอบตัวม้าเริ่มคลายตัวออกจังหวะหนึ่งที่กระบี่เฉือนเข้าที่คอลึกจนเลือดพุ่งออกมาเป็นสายในที่สุดงูร้ายก็หมดสิ้นลมหายใจร่างกองอยู่บนพื้น
ม้าดิ้นรนหลุดออกมาได้ทะยานออกมาฟุบตัวอยู่เบื้องหลังชายหนุ่มที่ยืนอยู่
“เจ้าโชคดีที่รอดมาได้จากนี้ไปขอให้โชคดี”
พูดจบชายหนุ่มก็เรียกกระบี่กลับมาก่อนจะเช็ดกระบี่ด้วยผ้าสะอาดเก็บเข้าฝักแล้วก้าวเท้าไปตามทางเดิน
“รอด้วย”
“หืม เจ้าพูดภาษามนุษย์ได้หรือ”
“ได้แต่ไม่มากนัก”
“เจ้าคือตัวอะไร เท่าที่ดูเจ้ามีรูปลักษณ์เป็นม้า”
“ข้ามีเชื้อสายเกี่ยวพันกับม้าในแดนมนุษย์เป็นเผ่าเพลิงสวรรค์ เกิดเรื่องบางขึ้นระหว่างทางทำให้หลุดออกจากฝูงก่อนหน้านี้ข้าได้รับบาดเจ็บจึงสู้เจ้างูชั้นต่ำนั่นไม่ได้ ครั้งนี้ได้ท่านช่วยเหลือ ขอบคุณท่านมาก พระคุณที่ช่วยชีวิตข้าต้องตอบแทน”
“ช่างเถอะ ข้าเดินทางไปทั่ว ต่างคนต่างไปเถอะ”
ชายหนุ่มไม่สนใจ แต่ม้าสีแดงตัวนั้นก็ดื้อรั้นมากมันพยายามเดินตามทั้งที่ร่างกายมีบาดแผลและเท้าที่บวมเป่งตามมาจนในที่สุดชายหนุ่มก็หยุดจนมันเดินตามมาทัน
“เอาเถอะถ้าอยากไปด้วยกัน ข้าจะเดินทางไกลเพื่อไปฝึกฝนตนเอง เจ้ามาเป็นเพื่อนร่วมทางกับข้าได้แต่เมื่อใดอยากไปเจ้าก็สามารถแยกตัวไปได้ ข้าไม่ได้ผูกมัดเจ้า”
“ดี ตามท่านว่า”
“เจ้ามีชื่อหรือไม่”
“ไม่มี”
“งั้นข้าเรียกเจ้าว่าหงไท่”
ชายหนุ่มเรียกยาวิเศษสำหรับรักษาบาดแผลออกมาให้หงไท่ เพียงเปิดกระปุกยาออกมากลิ่นหอมอ่อนๆ ก็โชยไปทั่ว
“ยาระดับสูง ท่านมีมิติเก็บของหรือ”
“ไม่มี”
“แล้วเจ้านำมันมาจากไหน ทั้งตัวเจ้าไม่มีห่อสัมภาระใดๆเลย”
หงไท่พยายามเอาหัวดุนไปทั่วรอบๆตัวชายหนุ่มหาสิ่งของ
“เป็นเวทย์เรียกของ สิ่งของที่เรียกมาล้วนเป็นของที่เพื่อนคนพิเศษมอบให้ข้า”
“เจ้าเป็นนักเวทย์หรือ”
"ไม่น่าใช่ ข้าฝึกไว้เพื่อความสะดวกสบาย ไม่ได้เก่งมาก (ความจริงคือเขาเองก็ไม่รู้ว่าเวทย์ที่ได้ร่ำเรียนมาทั้งหมดอยู่ในระดับใดและไม่เคยต่อสู้กับใครสักคน)
“ตอนแรกข้ามองว่าเจ้าเป็นนักกระบี่เพราะเจ้าควบคุมกระบี่ได้ถึงระดับจิตกระบี่ อาจารย์ของเจ้าต้องเก่งมากแน่ๆ”
ฟ่านหงอี้ นิ่งไปเขาเรียนจากตำรามีเพียงไม้เรียวของนางเท่านั้นที่ค่อยฟาดยามที่เขาฝึกผิดพลาดเขาตกอยู่ในภวังค์ย้อนนึกถึงภาพเก่าๆที่ผ่านมา
“ท่าน ท่านจะให้ข้าเรียกท่านว่าอะไร นายท่านหรือไม่”
“ไม่ต้อง หากไม่มีคนเจ้าสามารถเรียกข้าว่าหงอี้ก็ได้ หากอยู่กับชาวบ้านทั่วไปเจ้าก็ไม่ต้องพูดกับข้า ป้องกันความวุ่นวาย”
“ได้”
หลังจากทายาเรียบร้อยแผลที่มีเลือดไหลซึมอยู่ก็หยุดไหล แผลขนาดเล็กก็ปิดสนิทเหลือเพียงรอยจางๆ ก่อนที่ทั้งสองจะเดินทางไป หงไท่ถามขึ้นมาว่า
“หงอี้ งูตัวนั้นอยู่มานานมากในตัวมันแม้ไม่มีผลึกสัตว์อสูรแต่ดีของมันน่าจะทำยาได้ หากนำไปขายเจ้าก็จะเงินจำนวนไม่น้อยเชียวนะ”
“เจ้ารู้จักเงินด้วยหรือ แม้ข้าไม่ขาดเงินแต่ว่านำไปทำยาก็น่าสนใจไม่น้อย”
“เจ้าอย่าได้ดูถูกข้านะ ข้าอายุสองร้อยกว่าปีแล้วพวกมนุษย์อายุสั้นสายตาไม่กว้างไกลเลยสักนิด เชอะ”
“ได้ๆ เจ้ารู้มาก รอข้าสักครู่”
เขาเก็บดีงูขนาดใหญ่ลงในโถกระเบื้องปิดฝาสนิทแล้วร่ายมนต์เก็บมันหายไปต่อหน้าหงไท่ที่มองอย่างสนใจ
“เจ้าเก็บของได้ด้วย หากเป็นข้าล่ะเจ้าเก็บเข้าไปได้ไหม”
“เก็บเจ้านี่นะ ข้าไม่แน่ใจ ข้ายังไม่เคยเก็บสิ่งที่มีชีวิตและมีขนาดใหญ่ขนาดเจ้าด้วย”
ทั้งสองเดินไปคุยกันไปตามทาง
เป้าหมายคือ เมืองจงหลางอยู่ห่างออกไปสามร้อยลี้ เพราะมีหงไท่การเดินทางจึงใช้เวลาเพียงสองวันก็มาถึง
จุดที่ฟ่านหงอี้ยืนอยู่ ด้านหน้าคือผาสูงชันที่ก้มมองลงไปเห็นเพียงสีเขียวของต้นไม้และได้ยินเสียงสัตว์คำรามมาเบาๆ ในที่สุดเขากับหงไท่ก็มาถึงเมืองที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของเขา
ข้อมูลที่ได้ระหว่างทางทำให้เขารู้ว่าในเมืองนี้เป็นเมืองขนาดใหญ่ ที่มีสำนักใหญ่น้อยอยู่เป็นจำนวนมากที่เปิดรับลูกศิษย์ที่อยากเข้าสู่เส้นทางการฝึกสัตว์อสูร และการล่าสัตว์อสูร
สำนักใหญ่มีสองสำนักที่มีชื่อเสียงและมีจำนวนศิษย์มาก คือสำนักหานจง และสำนักฉู่อวี้
ป่าเจ้าอสูรมักมีสัตว์อสูรปรากฏกายออกมาให้เป็นเป็นครั้งคราว ด้านข้างมีหุบเขาสุสาน (เป็นที่ฝังซากสัตว์อสูรและคนพลาดพลั้งเสียชีวิตจากสัตว์อสูร ชาวเมืองมีหลากหลายอาชีพทั้งคนที่ทำมาค้าขายทั่วไป ทำอาชีพปลูกพืชผัก เลี้ยงสัตว์
สำนักหานจง ตั้งอยู่ในเมืองจงหลาง มองดูก็คล้ายเป็นเสาหลักของเมืองไปโดยปริยาย ส่วนสำนักฉู่อวี้ ที่ตั้งอยู่ในหุบเขาลึกหลังหุบเขาสุสาน เดินทางเข้าไปยากยิ่ง
ในแต่ละปีจะมีการเปิดรีบสมัครศิษย์ใหม่เพื่อคัดเลือกเข้าสำนัก เพื่อให้เกิดความเสมอภาคทุกสำนักไม่ว่าเล็กใหญ่ก็จะมาตั้งโต๊ะที่ลานกลางเมืองเพื่อรอคนสมัครเข้าสำนัก ปีนี้เหลือเวลาอีกเพียงสิบวันก็จะปิดรับสมัคร แล้วแต่ละสำนักก็จะเริ่มทำการทดสอบเฟ้นหาคนที่จะผ่านเกณฑ์เข้าเป็นศิษย์
ด้านนอกทางเข้าประตูเมือง เต็มไปด้วยชาวเมืองที่ตั้งแผงขายของ เป็นแผงเล็กๆดูเหมือนเป็นการตั้งชั่วคราว เขาพาหงไท่เดินเข้าไปร้านหนึ่งที่ด้านหน้ามีโต๊ะว่างสองตัวไม่มีลูกค้าในร้าน เจ้าของเห็นเขาตรงเข้าไปก็รีบเดินออกมา
“ข้าต้องการน้ำสะอาดสำหรับม้าของข้า”
“ได้ขอรับ เชิญท่านเลือกที่นั่ง”
เขานั่งลงสักครู่เจ้าของร้านก็เดินมา พร้อมถาดใส่กาน้ำชาและถ้วยน้ำชา แล้วยืนยิ้มมองดูชายหนุ่ม
“ผู้คนขายของเยอะมากจริงๆ”
“ท่านคงมาจากต่างเมืองสินะ ช่วงนี้ของทุกปีจะมีร้านค้ามาตั้งแบบนี้ เพราะคนจากต่างเมืองที่มาสมัครเรียนมีมากมาย ข้าเองก็เหมือนกันปกติรับจ้างทั่วไปแต่พอใกล้ถึงช่วงนี้ของปีก็ต้องจับจองที่ตั้งเพิงขายน้ำชากับของว่าง ปีนี้ได้ที่ไม่ค่อยดีนัก ไม่ทราบว่าท่านต้องการของว่างดื่มกับชาด้วยหรือไม่”
“ท่านมีอะไรบ้าง”
“ร้านข้ามีซาลาเปาไส้เนื้อ ไส้ผัก หมั่นโถว เซาปิง กับถั่วต้ม ท่านต้องการบ้างไหมขอรับ”
“เอาซาลาเปาไส้ผัก กับถั่วต้มแล้วกัน”
“ได้แล้วๆ ซาลาเปาร้อนๆ ที่บ้านข้าทำเองนะท่านลองชิมดูข้ารับรองอร่อยที่สุด”
ซาลาเปาใบขาวอวบสี่ลูกมีควันลอยขี้นส่งกลิ่นหอม พร้อมกับจานใส่ถั่ววางลงตรงหน้า เจ้าของที่ดูจะว่างมากยังยืนอยู่ด้านข้างรอการลงมือชิมของชายหนุ่ม มือจับซาลาเปาขึ้นมาแต่ยังไม่ลิ้มลองก่อนจะหันไปชวนคุย
“เถ้าแก่ ในเมืองนี้ ข้าต้องการหาที่พักข้าควรไปที่ใด”
“เรื่องนี้ไม่ยาก พอท่านเข้าประตูเมืองไปถนนเส้นหลักจะมีโรงเตี๊ยมมากมายตั้งอยู่ ท่านสามารถเดินเลือกได้มากมาย เพียงแต่ว่าช่วงนี้ราคาห้องค่อนข้างจะแพงมาก โรงเตี๊ยมชั้นหนึ่งท่านต้องจ่ายขั้นต่ำห้องละห้าตำลึงเงินสำหรับการพักคนเดียวส่วนม้าของท่านก็ต้องจ่ายเงินด้วยเช่นกัน สำหรับโรงเตี๊ยมชั้นสองราคาก็จะลดลงมาแต่ก็ต้องมีอย่างน้อยหนึ่งตำลึงเงินส่วนม้าก็เช่นกัน ท่านดูจากสีของธงที่อยู่ด้านหน้าชั้นหนึ่งจะใช้ธงสีแดง ชั้นสองจะใช้ธงสีเหลือง ดูไม่อยาก”
“โรงเตี๊ยมที่ค่อนข้างเงียบ คนน้อยๆ มีบ้างหรือไม่”
“น่าจะหายากอยู่นะท่าน ปกติช่วงนี้เรียกได้ว่าเต็มเกือบทุกที่ อ่อ ท่านลองท้ายถนนเลี้ยวซ้ายไปมีโรงเตี๊ยมเก่าๆ ที่ไม่ค่อยมีคนไปพัก เจ้าของเป็นคนแปลกๆ สภาพภายในคนที่เคยพักก็บอกบางเวลามีเสียงแปลกๆ ด้วยนะส่วนราคาไม่ถูกหรอกนะ”
“ขอบคุณที่บอก ซาลาเปาของร้านเถ้าแก่อร่อยมาก รบกวนห่อให้ข้าอีกหกลูก”
“ได้ๆ ข้าบอกแล้วซาลาเปาที่ภรรยาข้าทำอร่อยที่สุด”
ชายหนุ่มจ่ายเงินรับห่อของมาพร้อมกับจูงหงไท่ ไปตามทางที่เจ้าของร้านชี้ให้ แต่ละแห่งหนาแน่นไปด้วยผู้คนทั้งชายหญิง เขาชินกับการอยู่คนเดียวในที่สุดก็ตัดสินใจเลี้ยวไปทางซ้ายของสุดถนน
สภาพด้านหน้าไม่ต่างกับโรงเตี๊ยมร้างแม้แต่น้อย มันดูผุผังเงียบ(ตามที่ต้องการ) ไร้ผู้คนเมื่อเห็นโรงสำหรับม้าจึงพาหงไท่ไปผูกไว้ก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน มีคนนั่งสองโต๊ะ ข้าวของและเครื่องใช้ภายในล้วนดูเก่าคร่ำคร่าสีซีดจางบ้างมีรอยด่าง เขาเดินไปหาหลงจู๊ที่กำลังก้มหน้าก้มตาอยู่หลังชั้นไม้
“ข้าต้องการห้องพัก”
“คืนละหนึ่งตำลึงเงิน ค้างกี่คืนจ่ายล่วงหน้าเท่านั้น”
ฟ่านหงอี้วางเงินบนชั้นไม้ยี่สิบตำลึง เขาประมาณในใจว่าก่อนและหลังการสมัครเข้าสำนักฝึกฝนต้องใช้เวลามากที่สุดไม่เกินสิบห้าวันแต่เผื่อไว้เล็กน้อยเขาไม่อยากไปพักในที่อึกทึกด้านนอก
“นี่ป้ายห้องขึ้นไปชั้นสองซ้ายมือห้องสุดท้าย อาหารและสุราต้องการหรือไม่”
“ไม่ต้องการ”
อีกฝ่ายไม่ได้พูดมากเมื่อจัดการเรื่องเข้าพักเรียบร้อยก็เดินขึ้นห้องพักทันที ไม่มีเสี่ยวเอ้อร์มานำทางแปลกอย่างที่เจ้าของร้านน้ำชาบอกจริงๆ
รุ่งเช้าเมื่อลงมาจากห้องพักด้านล่างก็ไม่มีใครอยู่นอกจากหลงจู๊ที่นั่งดื่มชาเงียบๆ เขาจึงเดินผ่านจะออกไปด้านนอกก็มีเสียงทักขึ้น
“ท่านมาสมัครเข้าสำนักเหล่านั้นหรือ”
“ใช่”
“อืม เจ้ามาจากต่างเมืองเพื่อสมัครเรียน วันนี้ข้าอารมณ์ดีจะเล่าเรื่องเป็นความรู้ให้เจ้าสักหน่อยดีไหมเจ้าหนุ่ม”
